เราต้องเป็นชาวอาเซียนบนพื้นฐานความเป็นคนไทยด้วย โดยต้องยังคงไว้ซึ่งยิ้มสยาม ยังอ่อนน้อมถ่อมตน แต่สามารถยอมรับความแตกต่างหลากหลายให้ได้

 

ก่อนหน้านี้สมาชิกอาเซียนมีการรวมตัวมาครั้งหนึ่งแล้วโดยมีเพียง 3 ประเทศคือ ไทย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย เรียกว่า ASA (Association of Southeast Asia) ในปีพ.ศ. 2504 หลังจากเกิดสภา SEATO (Southeast Asia Treaty Organization) ได้ประมาณ 6 ปี ซึ่งมีชาติสมาชิกคือ อเมริกา, อังกฤษ, ออสเตรเลีย, ฝรั่งเศส, นิวซีแลนด์, ปากีสถาน, ฟิลิปปินส์และไทย   ก่อตั้งขึ้นเมื่อปีพ.ศ. 2498 เพื่อคานอำนาจและต่อต้านการแผ่ขยายอำนาจของฝ่ายคอมมิวนิสต์ที่มีจีนและสหภาพโซเวียตในขณะนั้นเป็นผู้นำ  และสุดท้ายก็เหลวเป๋วล้มเลิกไปในปีพ.ศ. 2520 จนเกิด ASA และพัฒนาเพิ่มขึ้นเป็นลำดับจนเป็น ASEAN ในกรณีอาเซียนนี้ต้องยกเครดิตให้ท่านพันเอก (พิเศษ) ดร.ถนัด คอมันตร์ผู้ซึ่งทำให้ไทยได้เป็นผู้นำในการริเริ่มก่อตั้งอาเซียน ได้มีส่วนทำให้คนไทยได้รับความภาคภูมิใจ  ในขณะนั้นทางฝั่งของทางมาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซียก็มีการรวมกลุ่มอุ้มชูกันอยู่ด้วยเหมือนกัน คือพยายามรวบรวมสมาชิกที่มีวัฒนธรรม ศาสนาที่คล้ายๆใกล้เคียงกันเรียกว่า มาฟิลินโด (Maphilindo) แต่สุดท้ายก็ล้มเหลวเนื่องการขัดแย้งแย่งพื้นที่ในหมู่เกาะบอเนียว
 
ต่อจากนั้นอาเซียนจึงก่อกำเนิดเกิดขึ้นในประเทศไทย โดยคนไทย ในวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2510 โดยการริเริ่มของรัฐมนตรีต่างประเทศในขณะนั้นคือพันเอก(พิเศษ) ดร.ถนัด คอมันตร์ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว ในรัฐบาลของท่านจอมพลถนอม กิตติขจร  โดยได้เรียนเชิญรัฐมนตรีต่างประเทศจาก 4 ประเทศคือ มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, อินโดนีเซีย, สิงค์โปร์ เพื่อมาร่วมปรึกษาหารือในการสร้างความร่วมมือให้ก่อเกิดกำเนิดอาเซียนขึ้นมาได้อย่างเป็นรูปธรรม ที่บ้านแหลมแท่น บางแสน จังหวัดชลบุรี เป็นเวลาสองวัน โดยบรรยากาศการประชุมเป็นแบบเรียบง่ายสบายๆ กินลม ชมวิว ตีกอล์ฟสลับกันไปในบรรยากาศสุดเรียบง่าย สุดท้ายแล้วก็มาร่วมลงปฏิญญาที่กรุงเทพมหานคร ณ. วังสราญรมณ์ ซึ่งเป็นที่ทราบโดยทั่วกันเรียกว่า "ปฏิญญากรุงเทพฯ"  และก็มีประเทศบรูไนเข้ามาร่วมในภายหลังรวมเป็น 6 ประเทศในขณะนั้น
 
ในช่วงเริ่มแรกที่มีการเจรจาก่อร่างร่างสร้างความร่วมมือกันอยู่นั้นเราใช้ชื่อว่า  SEAARC (อ่านว่า “ซีอาร์ค”)  (Southeast Asia Association for Regional Cooperation) สมาคมความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และก็มีข้อเสนอแนะติติงของรัฐมนตรีต่างประเทศเพื่อนสมาชิกว่าชื่อไปละม้ายคล้ายคลึงกับคำพ้องเสียงของฉลามที่เรียกว่า “SHARK” จึงได้พยายามปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอยู่หลายครั้งจนมาได้ชื่อ ASEAN (อาเซียน  และให้อ่านออกเสียงว่า อาเซี่ยน) โดยรัฐมนตรีต่างประเทศของฟิลิปปินส์ ผู้ซึ่งในอดีตได้รับรางวัลในการตั้งชื่อองค์กรมาหลายรางวัล
 

เริ่มต้นนั้นอาเซียนมีเพียง 5 ประเทศ มีประเทศ บรูไน เข้าร่วมในภายหลังประมาณปี 2527 จึงเพิ่มอีกเป็น  6 ประเทศที่ก่อร่างสร้างความร่วมมือขึ้นมาโดยพึ่งพิงอิงอาศัยปัจจัยพื้นฐานด้านความห่วงใยในความมั่นคง เพราะหลังสงครามโลกครั้งที่สองจบลงก็เข้าสู่ภาวะสงครามเย็นที่เป็นการต่อสู้กันระหว่างทุนนิยมและเสรีนิยมประชาธิปไตยที่มีอเมริกาเป็นผู้นำกับสังคมนิยมและคอมมิวนิสต์ที่มีสหภาพโซเวียตและจีนเป็นผู้นำ  จึงทำให้ไทยและหรือประเทศเล็กประเทศน้อยทั้งหลายต้องหันกลับมามองตนเองและสร้างพลังรวมกลุ่มขึ้นมาเพื่อสร้างอำนาจหรือสร้างความแข็งแกร่งให้แก่กลุ่มหรือสมาชิกภายในภูมิภาคของตนเองให้เกิดความปลอดภัยมากที่สุด โดยคิดว่าวัตถุประสงค์เบื้องต้นอาเซียนน่าจะมองเรื่องความมั่นคงในภูมิภาคนี้เป็นวัตถุประสงค์หลัก
 
แนวความคิดและข้อคิดเห็นหลายๆอย่างในช่วงเริ่มต้นก่อตั้งนั้นมักจะได้รับอิทธิพลจากไทยเราเป็นส่วนใหญ่เนื่องด้วยเป็นรากเหง้าเก่าแก่ที่ก่อให้เกิดกำเนิดอาเซียน ประเทศสมาชิกในหลายประเทศเมื่อมีข้อคิดเห็นเสนอแนะก็มักจะฝากฝังหลั่งไหลข้อมูลมาให้ประเทศไทยเราเป็นผู้ประสาน ถึงแม้ในปัจจุบันเราจะมีการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเป็นประธานเศรษฐกิจอาเซียนในแต่ละปีแล้วก็ตาม แต่ประเทศไทยก็ยังได้รับเกียรติในฐานะผู้ก่อตั้งหรือให้กำเนิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนอยู่ตลอดเวลาในการทำหน้าผลักดันให้อาเซียนมีความมั่นคงแข็งแกร่งยิ่งขึ้นมาแผ่วปลายในระยะหลังๆนี้บ้างก็ในช่วงที่เรามีปัญหาขัดแย้งภายในประเทศอย่างรุนแรงและปัญหาพรมแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน จึงทำให้อินโดนีเซียมีบทบาทเด่นขึ้นมาบ้างในระหว่างที่ทำหน้าที่ประธานอาเซียนพอดี
 
การให้ความสำคัญเกี่ยวกับเนื้อหาที่สมาชิกอาเซียนให้ความสำคัญในเบื้องต้นนั้นคือ เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมที่จะต้องนำมาผลักดันให้เกิดเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนเสียก่อนในเบื้องแรกหลังจากนั้นเรื่องอ่อนไหวหรือเรื่องภายในค่อยมาว่ากันในภายหลัง เสาหลักที่ค้ำยันสามเสานี้ยังมีเพียงเสาของวัฒนธรรมที่จะยังดูผอมเรียวเพราะส่วนใหญ่ไปมุ่งในเรื่องของเศรษฐกิจและสังคมกันเสียมาก เนื่องด้วยอาจะเป็นเรื่องจับต้องได้ง่ายกว่า
 
สรุปโดยย่อว่าเราชาวอาเซียนนั้นจะต้องหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวทั้งภาษา สังคม วัฒนธรรมและเศรษฐกิจ ไม่มีพี่ ไม่มีน้องมีแต่ผองเพื่อนที่เท่าเทียมกันในทุกมิติ ทุกเวที เขาไปมาหาเราได้ เราก็ไปมาหาสู่เขาได้ด้วยเช่นกัน เขาทำอาชีพวิศวกรรม นักสำรวจ สถาปัตยกรรม  แพทย์  ทันตแพทย์ การบริการ/การท่องเที่ยว พยาบาล งานบัญชี ในบ้านเราได้ เราก็มีสิทธิ์ที่จะไปประกอบอาชีพแบบเดียวกันในบ้านเขาได้ด้วยเช่นเดียวกัน เงินเดือนอาชีพใดในบ้านเขาสูง เราก็สามารถไปประกอบอาชีพนั้นที่ประเทศเขาได้  แรงงานในพม่า ลาว มีราคาถูก เราก็สามารถเคลื่อนย้ายโรงงานไปผลิตยังประเทศเขาได้ ค่าจ้างแรงงานบ้านเราพวกเขาเหล่าอาเซียนก็มีสิทธิ์ที่จะมารับจ้างค้างแรมในบ้านของเราได้เช่นเดียวโดยไม่ต้องมีการกีดกันอันใดทั้งสิ้น ทั้งภาษี ภาษา วัฒนธรรม ตามคำขวัญของ ASEAN หนึ่งวิสัยทัศน์ หนึ่งอัตตลักษณ์ หนึ่งประชาคม แถมพวกเราชาวอาเซียนยังมีเพลงประจำถิ่นที่ชื่อว่า The ASEAN Way (วิถีอาเซียน)  เราต้องเป็นชาวอาเซียนบนพื้นฐานความเป็นคนไทยด้วย โดยต้องยังคงไว้ซึ่งยิ้มสยาม ยังอ่อนน้อมถ่อมตน แต่สามารถยอมรับความแตกต่างหลากหลายให้ได้ พูดภาษาอังกฤษที่เป็นภาษาหลักของอาเซียนที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารส่วนกลางและทำมาค้าขายได้ มีความสามารถในการแข่งขันกับนานาอารยะประเทศได้ ถ้าทำได้ดังนี้ก็สบายหายห่วงล่ะครับ!

 

มนตรี  บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ www.thaigreenagro.com