หนังสือ Best Care at Lower Cost: The Path to Continuously Learning Health Care in America ที่จัดพิมพ์เผยแพร่โดย IOM ของสหรัฐอเมริกา บอกเราว่าระบบสุขภาพเป็นเรื่องซับซ้อนมาก และสหรัฐอเมริกาเพลี่ยงพล้ำเข้าสู่ระบบที่แพงแต่ไม่มีประสิทธิผลหากมองเชิงระบบ คณะกรรมการที่เขียนหนังสือเล่มนี้ เขียนบทแถลงข่าวซึ่งอ่านได้ ที่นี่ บอกว่าในปี ค.ศ. ๒๐๐๙ ร้อยละ ๓๐ ของค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพเป็นเงินสูญเปล่า เงินจำนวนนี้เท่ากับ ๗๕๐,๐๐๐ ล้านเหรียญ (๒๒.๕ ล้านล้านบาท) สูญเสียไปกับบริการที่ไม่จำเป็น, ค่าใช้จ่ายด้านการบริหารที่สูงเกินไป, การทุจริต, และอื่นๆ เขาบอกว่าความสูญเปล่านี้ มากกว่างบประมาณของกระทรวงกลาโหมทั้งปี ระบบสุขภาพที่ไม่ดี ยังก่อความทุกข์ยากที่ไม่ควรเกิด เช่นมีข้อมูลว่า ในปี ค.ศ. ๒๐๐๕ การตายประมาณ ๗๕,๐๐๐ รายจะไม่เกิดขึ้นหากคุณภาพของบริการสุขภาพอยู่ในระดับสูงเท่าของรัฐที่ระบบบริการสุขภาพมีคุณภาพสูง
ระบบสุขภาพในปัจจุบัน กำลังเผชิญความท้าทายจากการเพิ่มอย่างรุนแรง ๒ อย่าง คือ complexity กับ cost ผมอ่านแค่ summary ก็บอกตัวเองว่า ความพยายามพัฒนาระบบคุณภาพของบริการสุขภาพไทย ที่มองคุณภาพระดับสถานบริการที่ใช้กันอยู่ และขับเคลื่อนโดย สรพ. และองค์กรพันธมิตรนั้น ไม่เพียงพอ เป็นการดำเนินการแบบตั้งรับ ภายใต้กระบวนทัศน์แห่งศตวรรษที่ ๒๐ ที่ความซับซ้อนของปัญหาสุขภาพ และบริการสุขภาพแตกต่างจากที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน (ศตวรรษที่ ๒๑) แบบอยู่คนละ order
หนังสือเล่มนี้เสนอวิสัยทัศน์สู่ระบบบริการสุขภาพที่เรียนรู้ โดยมีลักษณะ ใช้พลังของวิทยาศาสตร์และ informatics, พลังหุ้นส่วนระหว่างผู้ป่วยกับแพทย์, แรงจูงใจ (แก่ high value care, waste reduction, และ continuous learning เป็นต้น), และวัฒนธรรม (การทำงานเป็นทีม ความร่วมมือ และการปรับตัว ฯลฯ) รวมพลังกันก่อให้เกิดการเรียนรู้ในทันทีและต่อเนื่องเชิงระบบ เพื่อสร้างระบบบริการสุขภาพที่ให้ประสิทธิผลและประสิทธิภาพสูง ผมขอเชิญชวนให้ท่านผู้อ่านที่สนใจจริงเข้าไปอ่านตาราง S-2 ที่หน้า S-11 เพื่อทำความเข้าใจรายละเอียดของพลังทั้ง ๔ ที่นำสู่การเรียนรู้ของระบบสุขภาพ
ผมตีความว่า หนังสือเล่มนี้เสนอให้จัดระบบสารสนเทศในการทำงานประจำ ที่มีการออกแบบใหม่ให้ใช้พลังอีก ๓ อย่าง (พลังหุ้นส่วน พลังแรงจูงใจ และพลังวัฒนธรรม) เพื่อให้ระบบบริการสุขภาพเป็น learning system มีการปรับตัวได้แบบ realtime และเรียนรู้ปรับตัวต่อเนื่อง
ระบบที่ซับซ้อน แต่ไม่เรียนรู้ จะมีการปรับตัวแบบเปะปะ และอาจนำเอาสังคมประเทศชาติเข้ามุมอับ ดังกรณีของระบบสุขภาพอเมริกัน หนังสือเล่มนี้เป็นความพยายามของหน่วยงานวิชาการ คือ IOM (Institute of Medicine) ที่จะเสนอวิธีการจัดการระบบที่ซับซ้อนด้วยข้อมูล/สารสนเทศ เอามาสร้างระบบสุขภาพที่มีการเรียนรู้อยู่ภายในระบบ เกิดการปรับตัวที่สมเหตุสมผล
เป็นข้อท้าทายว่า พลังความรู้ กับพลังความโลภ ในสังคมทุนนิยม ฝ่ายไหนจะมีพลังกว่ากัน
วิจารณ์ พานิช
๒๖ ก.ย. ๕๕
Yes, another way of saying "community-based healthcare".
Communities must learn and act to look after and pay for the health of people in their own community. And the basic unit of this healthcare system is that "individuals must care for their own health" (ศีลที่ ๕).