ขอบคุณพี่ ส. ที่จุดประกายให้ดร.ป๊อป อาสาเดินทางไปดูแลคุณพ่อคุณแม่และตัวเธอ และได้เรียนรู้กระบวนการจัดการความเครียดหลังการดูแลครอบครัวนี้

พี่ ส.: ป๊อป พี่รู้สึกเครียดมากเลย ตอนนี้กังวลหลังจากได้เล่าให้ป๊อปฟังมา 1 เดือน ที่พาแม่ไปหาหมอที่คลินิกแห่งหนึ่ง แล้วหมอก็บอกว่า จากประสบการณ์ 20 ปี ภาพฟิลม์ X-ray ที่ปอดข้างขวาดูไม่ clear และมีอาการไอต่อเนื่องกันแบบนี้น่าจะเป็นมะเร็ง และที่ป๊อปแนะนำให้ไปตรวจยืนยันที่คุณหมอเฉพาะทาง ก็พบว่า ไอน้อยลง ไม่น่าจะเป็นอะไร ตรวจวัณโรคก็ไม่พบเชื้อ แต่ถ้าอยากรู้ก็จะส่งต่อไปรพ.อีกที่หนึ่ง และได้ไปแล้วก็พบก็หมอประจำบ้านที่อธิบายได้อย่างละเอียดว่า อาจเป็นเชื้อหวัดที่ลงปอด ซึ่งใช้เวลาในการฟื้นตัว แต่ได้ส่งตรวจเลือดและเข้า CT Scan ด้วยหลักประกันสุขภาพทั่วหน้า และพี่ตื้นเต้นไม่รู้ผลจะเป็นอย่างไร รู้สึกไม่ดีเลย

ดร.ป๊อป: ผมชอบเหตุผลของหมอประจำบ้าน และเมื่อทราบผล ก็ต้องปรับตัวให้คุณแม่มีสุขภาวะให้จงได้ ใจเย็นๆ ครับ วันนี้ผมว่าง พี่จะให้ผมไปเยี่ยมและตรวจประเมินทางกิจกรรมบำบัดให้คุณแม่ได้ไหมครับ

เมื่อไปถึงที่บ้านพี่ ส. ผมคิดว่า คุณแม่ยังได้รับการตรวจประเมินทางสรีรวิทยาการออกกำลังกาย เพราะคุณแม่มีภาวะปอดอักเสบจึงมีอาการไอ เมื่อหาไอแล้ว ความแข็งแรงของปอดมีมากน้อยเพียงใดยังไม่ได้ตรวจ ถ้าตรวจในวันนี้ ไม่ว่าจะทราบผลข้างต้นว่าเป็นโรคใดๆ ก็ต้องเพิ่มสมรรถภาพของปอดเช่นกัน

เมื่อสอบถามเพื่อการประเมินทางกิจกรรมบำบัด พบว่า คุณแม่เป็นคนขยันทำงานบ้าน ทำงานครัว และงีบหลับตอนกลางวัน เนื่องจากตื่นเช้านอนไม่หลับ มีอาการท้องผูกบ่อยครั้ง และเหนื่อยง่ายเมื่อออกแรงทำกิจกรรม จากนั้นจึงวัดชีพจรในท่านั่ง ให้เดินไปมารวม 4 นาที และจับชีพจรในท่านั่งทุก 1 นาที ก่อนและหลังวิ่งตรวจความสามารถในการกลั่นหายใจเข้าให้มากที่สุดด้วย เมื่อตรวจประเมินเสร็จก็พบว่าคุณแม่มีชีพจรเต้นเร็วขึ้นในนาทีที่ 1 และ 4 (ไม่ให้เป่าปาก) ส่วนนาทีที่ 2 และ 3 ลดลงและคงที่เพราะแนะนำให้เป่าปาก มีความสามารถในการกลั่นหายใจเข้าลดลงจาก 24.25 วินาที เป็น 19.41 วินาที  [ชีพจรจาก 64 (ก่อนเดิน), 66 (นาทีที่ 1), 62 (นาทีที่ 2), 64 (นาทีที่ 3), และ 66 (นาทีที่ 4) ครั้งต่อนาที ตามลำดับนาที]

จากนั้นให้ทำการนอนหงาย หายใจเข้าทางจมูกจนท้องป่อง (ใช้มือสองข้างประสานไว้ที่หน้าท้อง) ค้างไว้นับในใจ 1-10 แล้วกดท้องพร้อมเป่าลมหายใจออกทางปาก ทำแบบนี้ด้วยตนเอง 10 ครั้ง ตามด้วยนั่งกดมือสองข้างพร้อมยืดอกหายใจเข้า ค้างไว้นับในใจ 1-0 แล้วเป่าลมหายใจออกทางปากยาวพร้อมทำท้องแฟบ ทำแบบนี้ด้วยตนเอง 10 ครั้ง

เมื่อฝึกหายใจเสร็จก็ให้คุณแม่ทดสอบข้างต้น พบว่าชีพจรขึ้นลงสม่ำเสมอ และชีพจรลดลงโดยไม่ต้องเป่าปาก (จากนาทีที่ 3-4) ขณะที่เมื่อเป่าปากในนาทีที่ 2-3 ก็ไม่ทำให้ชีพจรลดลง รู้สึกเหนื่อยน้อยกว่ารอบที่ผ่านมา [ชีพจรจาก 58 (ก่อนเดิน), 64 (นาทีที่ 1), 62 (นาทีที่ 2), 66 (นาทีที่ 3), และ 61 (นาทีที่ 4) ครั้งต่อนาที ตามลำดับนาที] และมีความสามารถในการกลั่นหายใจเข้ามากขึ้นจาก 19 วินาที เป็น 23.78 วินาที]

จึงแปรผลให้พี่ ส. และคุณแม่ฟังว่า การทำงานของปอดน่าจะอ่อนแรง ไม่ได้มีปัญหามาก เพราะสามารถแข็งแรงได้โดยการฝึกหายใจ อาจจะอ่อนแรงหลังการไอเรื้อรัง แต่ปัจจุบันหายแล้ว ทำใจสบายๆ และคิดบวกว่าผลการตรวจล่าสุดน่าจะไม่มีความผิดปกติของปอด เพราะถ้ามีการตรวจจากการวัดชีพจรครั้งนี้ไม่น่าจะลดลง ซึ่งการตรวจแบบนี้ผลของการเต้นชีพจรขณะออกแรงจะสัมพันธ์กับการใช้ออกซิเจนในร่างกายที่ดีที่มาจากการทำงานของปอดที่ดีด้วย ดังนั้นให้คุณแม่ฝึกหายใจข้างต้นก่อนนอน ซึ่งอาจช่วยการนอนหลับเพราะมีออกซิเจนพร้อมมากกว่าคาร์บอนไดออกไซค์ในปอด นอกจากนี้แนะนำให้ทานอาหารที่มีใยจะได้ท้องไม่ผูก เพราะการที่ท้องไม่ดีก็ส่งผลให้ร่างกายเหนื่อยง่ายเช่นกัน

จากนั้นคุณพ่อก็มานั่งฟังด้วย ดร.ป๊อป ก็เลยถามว่า คุณพ่อเป็นอย่างไรบ้าง เพราะเคยไปเยี่ยม ตรวจประเมิน และแนะนำเรื่องกิจกรรมบำบัดการกลืน ครั้งที่คุณพ่อมีโรคหลอดเลือดสมองอุดตัน คุณพ่อบอกว่าเดินแล้วเจ็บที่หัวเข่าขวา ก็เลยตรวจในท่ายืนแยกขาสองข้างแล้วย่อเข่าขวาช้าๆ พบว่า ตัวกระดูกหน้าหัวเข่าเลื่อนและสัมผัสดูรู้สึก "กริบๆ" ก็สอบถามว่า เคยมีอุบัติเหตุที่เข่าขวาไหม ก็บอกว่า "ไม่เคย แต่เดินเร็วและใช้ขาเยียบขับรถสมัยหนุ่มๆ เป็นเวลานาน" ดร.ป๊อป ก็เลยสอนให้พี่ ส. ใช้ผ้ายืดพันพัน 3 รอบตรงๆ ที่จุดเจ็บหน้าเข่าขวา แล้วพับเป็นเลข 8 ไขว้หน้าหัวเข่าให้กระชับ พับหลังจากอาบน้ำตอนเช้า ซัก 30 นาที เพราะเท่าที่เห็นขาขวาบวมมากกว่าขาซ้าย จากโรคเบาหวาน แนะนำให้ยกขาสูงเวลานอนด้วย เมื่อพันผ้ายืด คุณพ่อบอกว่ารู้สึกไม่เจ็บแล้ว ไม่ได้รู้สึก "กริบๆ" ใดๆ อีกเลย

เมื่อดูแลครอบครัวนี้เสร็จ ก็พูดคุยกับพี่ ส. พร้อมพาไปเดินห้าง ด้วยการใช้เหตุผลทางจิตวิทยาเพื่อการผ่อนคลายความคิดของพี่ ส. ด้วยความเข้าใจเหตุการณ์ของคุณพ่อคุณแม่ที่มีอาการป่วยก็จะฟื้นตัวได้ ไม่ได้เลวร้ายจากที่คิด สามีที่เป็นมะเร็งระบบน้ำเหลืองก็ดีขึ้นกว่าเดิมแล้ว ตอนนี้พี่ ส. ต้องสร้างความมั่นใจและคิดบวกนะครับ

จบลงด้วยการแสดงบทบาทนักกิจกรรมบำบัดอาสากับครอบครัวกรณีศึกษานี้