การดื่มฉี่ของตนเอง...มีผลดีต่อสุขภาพ และเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าเสียด้วย
วันนี้มีหลายท่านสอนให้กินฉี่ตนเอง เพื่อเป็นแนวทางในการบำบัดโรค ตามที่อ้างกันว่าพระพุทธเจ้าทรงสอน ดังที่มีบัญญัติไว้ในพระวินัยแห่งพระไตรปิฎก
แต่ท่านก็ได้สอนในกาลมสูตรด้วยว่า อย่าเพิ่งเชื่อในสิ่งที่มีบัญญัติไว้ในคัมภีร์ หรือ เป็นคำสอนของอาจารย์ของเรา
เมื่อก่อนผมก็เชื่อไปกับเขาด้วย แต่วันนี้ผมมาตรองดูแล้ว ผมไม่เชื่อ ว่า พพจ. จะสอนอะไรพิลึกพิลั่น ปานนี้ เพราะทรงเป็นสัพพัญญูที่มีสามัญสำนึกดีมาก ถ้าทรงสอนเช่นนี้ ก็น่าจะสอนอะไรที่เพี้ยนพิลึกได้อีกมาก เช่น ให้นอนเตียงตะปู แก้ผ้าเดินแบบพวกเชน
ในพระไตรปิฎก บัญญัติขนาดว่า ดื่มฉี ดีกว่าดื่มนม น้ำผึ้่ง เสียอีก พพจ. ทรงเป็นสัพพัญญู คงไ่ม่สอนอะไรเพี้ยนขนาดนี้เป็นแน่ ผมเืชือว่าเป็น "การวางยา" ที่ตื้นมากๆ แ่่ต่ไม่น่าเชื่อว่า ไม่มีใครกล้าคัดค้านคำสอนนี้ ...กระทั่งมาถึงผม
หลวงพ่อชาแห่งวัดหนองป่าพง ท่านได้ทดลองฉันฉี่ของตัวเอง โดยไม่ฉันน้ำ รอบที่หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า หก แต่ละรอบในการฉัน จะถ่ายฉี่ออกมาเร็วขึ้นเรื่อยๆ ในรอบที่หก ฉันปึ๊บ ถ่ายออกมาปั๊บเลย เรียกกว่าเอาชีวิตท่านเข้าแลกเลยในการนี้ แต่ท่านไม่ได้สรุปอะไรเชิงวิชาการ
ผมสรุปแทนท่านเลยว่า ฉี่นอกจากจะเหม็น เป็นของเสีย น่ารังเกียจโดยวิญญูชนทั่วไปแล้ว ยังเป็นพิษต่อร่างกาย ดังนั้นร่างกายจึงปฏิเสธด้วยการขับถ่ายออกมาเร็วขึ้นเรื่อยๆ
ถ้าพพจ.ทรงสอนให้ดื่มฉี่ ถามว่าทำไมไม่สอนให้กินอึตนเองด้วยซะเลย จะได้สุดๆไปเลย (หมามันกินอึคนยังได้นะ) ต่อไปก็ขี้มูก น้ำตา น้ำเหงื่อ กล่าวคือ บรรดาของเสียทั้งหลายที่ร่างกายขับถ่ายออกมา กินมันให้หมดเลยดีไหม
แล้วเราไปเชื่อกันเป็นตุตะได้อย่างไรว่า พพจ. จะทรงสอนเรื่องแบบนี้
ผมคะเนว่า บัญญัตินี้เป็นของปลอม ที่ผู้ไม่หวังดีเอามาสอดแทรกไว้ เพื่อให้เป็นมลทินแก่ศาสนา เพื่อที่จะทำลายพุทธศาสนาเสียมากกว่า เพราะบัญญัติว่าให้ดื่มฉี่เป็นประจำเสียด้วย ไม่ได้ดื่มเฉพาะเวลาป่วย ดังนั้นพอคนได้ยินเข้าก็จะไม่มีใครกล้าเข้ามาบวชเป็นพระในศาสนา ศาสนาก็จะล่มในที่สุด
พพจ. ทรงสอนไว้ด้วยว่า วิธีตัดสินว่าคำสอนใดเป็นของแท้หรือเทียม คือ ให้ดูว่าเป็นคำสอนที่เป็นไปเพื่อการพ้นทุกข์หรือไม่ เพราะท่านจะสอนแต่เฉพาะเรื่อง ทุกข์ และการพ้นทุกข์เท่านั้น
แล้วการดื่มฉี่เป็นนิจ เนี่ย มันนำสู่การพ้นทุกข์ตรงไหน
...คนถางทาง (๑๔ ตค. ๕๕)
มายกมือสนับสนุนอาจารย์ถางด้วย ที่แน่ๆ สารพิษต่างๆในร่างกายถูกขับออกมาทางปัสสาวะด้วย แน่นอน
เมื่่อก่อนๆ ผมก็ศรัทธาในพพจ. คิดว่าทรงเป็นสัพพัญญู คงรู้อะไปแปลกๆ กว่าคนอื่น ผมเคยเขียนบทความสนับสนุนการดื่มฉี่ด้วยซ้ำไป ทำนองว่า ไปสร้าง anti body เพื่อมาฆ่าเชื้อโรค แบบ เซรุ่ม เซรั่ม อะไรน่ะ
Yes, the Buddha said something like a bhikkhu was allowed to use "fermented own urine"(น้ำมูตรเน่า) for healing some physical ailments. Most people miss the whole name and meaning น้ำมูตร(urine) "เน่า"(fermented/rotten). The use of own urine is common in Tibetan medicine (a Bhuddhist healing?).
The recipe for น้ำมูตรเน่า includes own urine (not someone's else -- because there can be infectious diseases), สมอไทย, น้ำผึ้ง/sugar and water left to ferment for some 6 weeks before use. This same recipe under some conditions can produce alcoholic "wine"!
There is no mention of drinking one's own fresh urine - straight - in the Tipitaka. Only fermented own urine with some fruits and sugar (น้ำมูตรเน่า).
ท่าน sr ครับ แม้กระนั้นก็เถอะ มันก็ยังน่าหยะแหยงได้มาก โดยเฉพาะกำหนดว่า พระบวชใหม่ต้องทำ เป็นประจำ
สมัยผมบวช (เมื่ออายุ ๔๔) ยังลองเก็บเอาลูกสมอในป่าข้างๆกุฏิ มาดองน้ำมูตรเน่า เป็นเวลาประมาณ ๑ เดื่อน แล้วเอามากิน โดยกินแต่เนื้อสมอ ไม่กล้ากินน้ำดองหรอก (แม้เป็นของตัวเองก็ตาม) ก็พอทน พอกินได้อยู่หรอก เ็ค็มๆ เปรี่ยวๆ แต่ก็ยังยึดติดว่ามันมีการปนเปื้อนปฏิกูลนะ ผมว่าพพจ.คงไม่เพี้ยนขนาดนั้นหรอก ชีวิตมนุษย์เ้กิดมา มีปัญญา มันคงไม่อัตคัดขัดสนยาแก้โรคปานนั้นหรอก
แบบนี้ ให้ผมกิน ตดแมงหวี่ ดีแมงวัน ขี้ฟันเสือโคร่ง เสียยังดีกว่า :=)
..นานา..จิตตัง..อิอิ...(ยายธี)