ถ้าเราทำได้สำเร็จ เรือจำนวนมากจะเลิกเดินผ่านช่องแคบมะละกา (และสิงคโปร์) เพราะทุ่นเวลาได้มากกว่าสองวัน สำหรับเรือยักษ์มันหมายความว่าทุ่นเงินค่าน้ำมันไปปีละหลายสิบล้านทีเดียว ยังค่าเวลาอีกมหาศาล

หมายเหตุ..บทความนี้ผมเขียนบลอกลง GotoKnow สักห้าเดือนก่อน  วันนี้มาได้คิดว่า รัฐบาลไทยกำลังจะไปลงทุนสร้างท่าเรือน้ำลึกที่ทะวาย  ใช้เงินเกือนสามแสนล้านบาท ผมได้เสนอให้เอาเงินมาพัฒนานิคมอุตฯที่ทุ่งกุลาดีไหม  ถ้าไม่  ก็เอามาสร้างท่าเรือที่ระนองแล้ว ทำเป็นรางรถไฟบรรรทุกเรือข้ามอ่าวไทยก็ได้ (แทนการขุดคอคอดกระ)  ...ถ้าสนใจลองอ่านบทความดูนะครับ (พร้อม บท ต่อท้าย ที่มีความเป็นไปได้มากเสียกว่าเดิม  เพราะไม่ต้องใช้อู่ลอยให้หนักราง) 

 

เรื่องนี้ผมคิดไว้แต่ประมาณ พศ. ๒๕๓๗ เห็นจะได้  คือแทนที่จะขุดคอคอดกระ ผมลองคิดถึงความเป็นไปได้ในการอุ้มลากเรือโดยรถไฟข้ามคอคอดกระแทน ดังนี้ครับ

 

  1. เอาเรือเข้าอู่ลอย  (อู่ลอยก็คือกาละมังยักษ์ลอยน้ำ เพื่อใช้ในการซ่อมเรือ  มันมีประตูเปิดให้เรือเข้าได้ เอาเรือนั่งแท่น  ปิดประตูแล้วสูบน้ำออก แต่ของเราจะไม่สูบน้ำออก ปล่อยให้เรือลอยในอู่อยู่อย่างนั้นแหละ)
  2. ลากอู่ลอยขึ้นบนรางรถไฟ ด้วยหัวรถไฟและลวดสลิง อาจลากขึ้นมาพร้อมน้ำในอู่ หรือจะเอาน้ำออกก็ได้ แล้วปล่อยให้เรือนั่งแท่น  แต่ไม่แน่ใจว่าถ้าเอาน้ำออกจะทำให้ตัวเรือต้องรับแรงมากเกินไปไหม (เพราะขาดการพยุงของน้ำ) โดยเฉพาะเรือที่บรรทุกน้ำมันมาเต็มระวางเป็นแสนตัน    แต่เรื่องนี้ศึกษาได้ไม่ยาก หรือ อาจเอาน้ำออกบางส่วน เพื่อลดน้ำหนักกดทับลงมาให้อยู่ในระดับจัดการได้
  3. หัวรถไฟยักษ์วิ่งพ่วงอู่ลอยพร้อมเรือไปบนรางยักษ์  พาเรือไปส่งยังอีกฟากหนึ่ง (อ่าวไทย-อันดามัน) จากนั้นปล่อยอู่ลอยและเรือลงน้ำอีกฟากหนึ่ง

 

ผมเห็นว่า  มันน่าจะเป็นไปได้ในเชิงวิศวกรรมศาสตร์  เศรษฐศาสตร์  ความคุ้มทุน วิธีนี้มีผลดีกว่าการขุดคลองหลายประการคือ

  • ได้ผลเชิงจิตวิทยา ไม่เสียบูรณภาพแห่งดินแดน (ไม่ต้องแยกแผ่นดินเป็นสองส่วน)
  • น่าจะมีค่าใช้จ่ายถูกกว่าการขุดคลองมากกว่าสิบเท่าสบายๆ  
  • ผลเสียเชิงนิเวศวิทยาน้อยกว่าขุดคลอง (เช่น ดินที่ขุดจำนวนมหาศาลจะเอาไปทิ้งที่ไหน)
  • สำหรับรถยนต์ที่ต้องวิ่งตัด  อาจสร้างสะพานข้ามรางรถไฟ หรือขุดอุโมงค์ลอดใต้  และหรือให้รถยนต์ติดไฟแดง รอวิ่งผ่านรางรถไฟลากเรือที่ช่องว่างของเรือแต่ละลำ ซึ่งไม่น่าติดไฟแดงเกิน 1 นาทีถ้ารถลากวิ่งด้วยความเร็ว 20 กม. ต่อ ชม. โดยอาจเว้นช่องไฟสัก 1 กม. ระหว่างเรือแต่ละลำ
  • หากทำได้ จะอาจกลายเป็นสิ่งมหัศจรรย์ทางวิศวกรรมศาสตร์แห่งเดียวของโลก สร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยได้อีกโสดหนึ่ง นอกจากนี้ยังสร้างความมั่นใจให้คนไทยได้ (โดยเฉพาะถ้ากำหนดว่า ทั้งหมดนี้ออกแบบ สร้าง โดยบริษัทคนไทยเท่านั้น)
  • จะเกิดเมืองท่าสองเมืองทั้งสองฝั่งของราง เสริมสร้างเศรษฐกิจของชาติ โดยอาจทำเป็นเมืองท่ารับส่งสินค้าไปในตัว  เพื่อส่งผ่านสินค้าต่อไปยังภาคใต้ไทย มาเลย์  พม่า บังคลาเทศ และจีนตอนใต้ด้วยระบบรถไฟ  (จะทุ่นเวลากว่าไปส่งยังเมืองท่าอื่น)
  • จะเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ   เช่น บนสะพานข้าม จัดให้มีภัตตาคารลอยฟ้า  ชมวิว  มองเรือ วิ่งบนบกแล้วกินข้าวไปพลาง   (ออกแบบให้สวยและดึงดูดยิ่งกว่าหอไอเฟิลไปเลย ดีไหม) 
  • เรือรบไทยเองก็สามารถวิ่งข้ามไปปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องอ้อมแหลมมาลายู

 

ถ้าเราทำได้สำเร็จ เรือจำนวนมากจะเลิกเดินผ่านช่องแคบมะละกา (และสิงคโปร์) เพราะทุ่นเวลาได้มากกว่าสองวัน สำหรับเรือยักษ์มันหมายความว่าทุ่นเงินค่าน้ำมันไปปีละหลายสิบล้านทีเดียว  ยังค่าเวลาอีกมหาศาล เช่นถ้าต้องมีเรือ 10 ลำในการขนน้ำมันก็ลดลงมาเหลือเพียง 8 ลำได้  ประหยัดค่าเรือสองลำก็หมื่นล้านเข้าไปแล้ว ยังประหยัดงบดำเนินการอีกด้วย 

 

...คนถางทาง (๒๘ มิถุนายน ๒๕๕๕)

 

ปล. อีกวิธีคือ ไม่ต้องมีอู่ลอยให้เปลืองและหนัก  แต่เอาเรือวิ่งเข้าเกยนั่งแท่นเลย โดยมีระบบการนั่งแท่นที่รวดเร็วและรับน้ำหนักเรือได้เพียงพอ จากนั้นลากนั่งแท่นขึ้นรางรถไฟ แบบโป๊ไม่เปลือย

 

วันนี้  ผมมานั่งนึกคิดใหม่ว่าจะยกเรือยักษ์ ๓ แสนตันขึ้นลอยอากาศได้อย่างไร  โดยไม่ต้องให้มีนน.อื่นเพิ่มมากเกินไป  คิดว่า ต้องใช้วิธีผ้าห่อศพ แบบทหารตายในสงคราม เืพื่อนๆ ช่วยกันเอาผ้าห่อแล้วหิ้วริมขอบผ้า เพื่อเฉลี่ยน้ำหนัก ...ในช่วงน้ำท่วม ผมได้ทำรถลอยน้ำด้วยพลาสติหุ้มมาแล้ว ทีวีทุกช่องมาถ่ายทอดกันใหญ่

 

แต่สำหรับเรือยักษ์เราจะใช้ผ้าไฮเทคแทน ทำด้วยใยเหล็กประสาน (composite metal fibre)  ก่อนอื่นเอาผ้าหน้ากว้างสัก 5 เมตร ยาวเท่าลำเรือ (เช่น 300 ม.) มาหุ้มกระดูกงูตลอดแนวยาว ริมผ้ามี "ตาำไ่ก่" (รูเจาะ) ตลอดแนว ห่างกันสัก 5 เมตร (ดังนั้น 300 เมตรสองข้างก็มี 120 รู)   เพื่อเอาเื่ชือกร้อย ต้องเป็นเชือกเส้นใยเหล็ก และ เป็นเส้นแบน (ไม่กลม) เพื่อให้แนบกับกราบเรือ เพื่อรับน้ำหนักแบบเฉลี่ยให้ได้มากที่สุด โดยหน้ากว้างของเชือกแบบนี้น่าจะสัก 1 เมตร

เชือก 120 เส้นนี้นอกจากจะรับนน.แนวดิ่งของเรือแล้ว ยังรับแรงดันด้านข้างอันมหาศาลจากน้ำมันดิบในถังที่เรือบรรทุกมาด้วย ถ้าไม่มีอะไรรองรับกราบเรืออาจปริได้ 

 

จากนั้นก็เอาเชือกนี้ ไปผูกมัดไว้กับคานของโครงเคร่าที่ออกแบบให้รับนน.เรือทั้งลำได้ พอดึงเืชือกให้ตึงดีแล้วก็ทำการลากโครงเคร่าขึ้นบกได้เลย ซึ่งล้อโครงเคร่าก็วางอยู่บนรางรถไฟ(ที่จมน้ำ)แล้ว  เรือจะห้อยลอยกลางอากาศ โดยไม่ต้องวางอยู่บนนั่งแท่น  ผ้าที่รองรับกระดูกงูในแนวยาวจะดูดซับเฉลี่ยนน.เรือทั้งลำอย่างสมำเสมอไม่เกิดการกดเป็นจุดๆ แบบการนั่นแท่น

 

คราวนี้มาถึงหัวรถไฟที่ลาก

หัวรถไฟขนสินค้าธรรมดา 1 หัวลากตู้สินค้าได้ 100 ตู้สบายๆ ตู้ละ 30 ตัน (นน.ตู้รวมสินค้า) รวม 3000 ตัน วิ่งด้วยความเร็ว 100 กม. ต่อ ชม ส่วนของเราออกแบบที่ 20 กม.ต่อชมเท่านั้น ดังนั้นจะลากได้ 15,000 ตัน ดังนั้นถ้าเรือหนัก 300,000 ตัน เราก็ต้องการหัวรถไฟ 20 หัว ถ้ามีรางสี่ราง รางละ ๕ หัวต่อกัน ก็จะสามารถลากเรื่อ 3 แสนตันด้วยความเร็ว ๒๐ กม. ต่อ ชม.ได้ ข้ามคอคอดกระด้วยเวลาประมาณ 3 ชม. รวมเวลาเอาเรือขึ้นโครงเคร่า ออกจากโครงอีก 3 ชม. ก็ ๖ ชม.เท่านั้นเอง

 

ส่วนรางรถไฟแน่นอนว่าคงใ้ช้รางธรรมดาไม่ได้ คงต้องออกแบบใหม่ให้เหมาะต่อนน.มหาศาล ซึ่งเรื่องนี้ง่ายครับ วิศวโยธาปีสองที่ไหนก็คำนวนได้ 

 

...คนถางทาง (๓๐ มิย. ๒๕๕๕)