สิ่งที่ควรทำ? ถ้าตอบแบบอุดมคติ ซึ่งคล้ายหาเรื่อง ก็ทำโรงเรียนให้เหมือนกันก่อน แล้วค่อยวัดด้วยผลโอเน็ต จึงจะแม่นยำ เป็นที่ยอมรับ รูปธรรมที่สุดก็คือ สนับสนุนงบประมาณ ห้องหับ อาคาร สื่อ วัสดุอุปกรณ์ เทคโนโลยี ครูที่ขาดแคลน รวมถึงคละเด็กที่มีความพร้อมและไม่พร้อมให้ทุกโรงมีเท่าๆกัน จากนั้นลงโทษอย่างเฉียบขาดต่อผู้ปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารหรือครูที่ไม่สามารถพัฒนาศิษย์ให้ได้ตามเกณฑ์หรือเงื่อนไขเวลาที่ร่วมกันกำหนด

งานพัฒนาคนหรืองานจัดการศึกษาบ้านเรา ตกอยู่ในสภาพยักแย่ยักยันมาโดยตลอด สถิติการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรเราเป็นแชมป์เอเชียและเป็นอันดับ 2 ของโลกแล้ว ผลสอบ PISA ซึ่งเป็นการวัดระดับนานาชาติเราเกือบรั้งท้ายทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการอ่าน คณิตศาสตร์ หรือวิทยาศาสตร์ อีกทั้งผลสอบโอเน็ต(O-NET)หรือที่เราวัดความรู้พื้นฐานกันเองทุกปี คะแนนก็ได้ไม่ถึงครึ่งอยู่เนืองๆ

สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(TDRI) เคยสรุปเมื่อต้นปี งบประมาณด้านการศึกษาไทยเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ไม่ต่ำกว่าประเทศอื่นในเอเชีย แต่ผลสัมฤทธิ์ต่ำเป็นลำดับท้ายๆของโลก การแสดงความรับผิดชอบต่อคุณภาพการศึกษามีน้อย คำกล่าวของTDRI น่าจะมาจากที่ผ่านๆมา มักไม่มีผู้เกี่ยวข้องฝ่ายใดได้รับผลกรรมนี้เลย หรือผู้เกี่ยวข้องทั้งหลายต่างลอยนวล(ฮา)

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)จึงไม่อาจอยู่เฉย คิดค้นกลวิธีต่างๆที่จะขยับผลสัมฤทธิ์นี้ให้ได้ ประเดิมด้วยการประกาศให้โรงเรียนนำผลคะแนนโอเน็ตไปถ่วงเกรดเฉลี่ย(GPAX)ของนักเรียนแต่ละคนในอัตรา 80:20 ท่ามกลางกระแสวิพากษ์จากทั้งนักวิชาการและตัวนักเรียนเองว่าเร็วเกินไป ล่าสุด สพฐ. เสนอแนวคิดในการนำผลโอเน็ตไปผูกติดกับการประเมินวิทยฐานะครู ทั้งหมดคงพยายามจะหาผู้รับผิดชอบหรือผู้รับผลกรรมตามที่ TDRI เปรยไว้กระมัง(ฮา)

อันที่จริงจากความไม่สำเร็จในการจัดการศึกษาที่ผ่านมา ไม่เนิ่นนานพอที่จะสรุปได้แล้วล่ะหรือ? ว่าแนวทางแก้ไขที่กระทำกันนั้นไม่ตรงเหตุ หรือเกาไม่ถูกที่คัน โดยเฉพาะการนำผลโอเน็ตไปใช้

เราเริ่มจากนำไปคัดเลือกนักเรียนเข้ามหาวิทยาลัย หวังให้สนใจเรียนในชั้นเรียนปกติตัวเองมากขึ้น มิใช่เอาแต่กวดวิชา ซึ่งน่าจะเป็นดัชนีความล้มเหลวการจัดการศึกษาอย่างหนึ่ง แต่ผลกระทบที่เกิด นักเรียนยิ่งกวดวิชาหนักเข้าไปอีก น่าจะมีสาเหตุจากโอเน็ตเป็นการสอบมากถึง 8 กลุ่มสาระวิชา

ต่อมาสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา(สมศ.)ใช้ผลโอเน็ตเป็นตัวบ่งชี้สำคัญที่จะประเมินตัดสิน ว่าโรงเรียนจัดการศึกษาได้มาตรฐานคุณภาพแล้วหรือไม่ เจตนาคงเป็นความปรารถนาให้โรงเรียนจัดการเรียนรู้ตามหลักสูตร โดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ และประเมินผลตามสภาพจริง เพื่อให้ผู้เรียนสามารถคิด วิเคราะห์ สังเคราะห์ ใช้วิจารณญาณ เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก รวมทั้งเพื่อสร้างโรงเรียนให้มีมาตรฐานคุณภาพเดียวกัน

เกณฑ์ สมศ.นี้สร้างความความรู้สึกไม่เป็นธรรมให้โรงเรียนเล็กที่มักขาดความพร้อม เพราะวันดีคืนดีก็ถูกบังคับให้เนรมิตลูกศิษย์ให้เก่งกล้าสามารถเท่ากับโรงเรียนใหญ่ ซึ่งพร้อมสรรพกว่าทุกด้าน แม้จะพยายามอธิบายว่า โอเน็ตเป็นการวัดความรู้พื้นฐานที่ควรรู้ แต่ความแตกต่างระหว่างบุคคล หรือ เด็กทุกคนมีความแตกต่างเป็นธรรมชาตินั้นเล่า โดยเฉพาะลูกศิษย์ตัวเองซึ่งมักขาดความพร้อม จึงถูกต้องแล้วหรือ? ที่จะนำคะแนนมาเปรียบเทียบด้วยเกณฑ์เดียวกัน

ขณะผลที่เกิดขึ้นจริง ณ ปัจจุบัน ยิ่งน่าห่วงกังวล แทนที่โรงเรียนจะเน้นจัดการเรียนรู้ในห้องเรียนมากขึ้น หาวิธีสอนดีๆ เตรียมสื่ออุปกรณ์ หรือแหล่งเรียนรู้ต่างๆ มาจัดสรรให้ลูกศิษย์ เพื่อหวังถึงผลการสอบโอเน็ตช่วงปลายปี เพราะอาจชี้เป็นชี้ตายโรงเรียนได้เลย การณ์กลับมิใช่อย่างนั้น สิ่งที่หลายโรงเรียนเลือกทำมักเป็นทางลัด ด้วยการระดมทุนอาจเป็นท้องถิ่น ผู้ปกครอง หรือแม้แต่เจียดงบประมาณที่มีอยู่ จ้างติวเตอร์ตามสถาบันกวดวิชาต่างๆให้เข้ามาสอนในโรงเรียนเองเลย อาจใช้ชั่วโมงเรียนปกติด้วยซ้ำไป

ทั้งนี้เพราะเล็งแล้วว่าคุ้ม ถ้าเด็กๆทำคะแนนสอบได้ดี ก็มีโอกาสเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยมากขึ้น ชื่อเสียงโรงเรียนจะขจรขจาย ได้รับการยอมรับจากบรรดาผู้ปกครอง ยิ่งถ้าผลคะแนนของเด็กๆโดยเฉลี่ยดีด้วยแล้ว โรงเรียนจะผ่านเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพไปในคราวเดียวกันเลย

วันนี้เจตนานำผลโอเน็ตมากระตุ้นการจัดการเรียนรู้ให้เป็นไปตามหลักสูตร หรือพัฒนามาตรฐานคุณภาพโรงเรียนจึงดูท่าจะเป็นหมัน เนื่องจากการกวดวิชาที่ระบาดเข้าไปถึงชั้นเรียนปกตินั้น เป็นรูปแบบการสอนที่เน้นครูเป็นสำคัญ เน้นให้รู้เนื้อหาสาระ หรือเน้นให้ทำข้อสอบได้เท่านั้น สำคัญว่าบ้านเมืองต้องการคนในชาติที่สามารถทำข้อสอบได้แค่นั้นหรือไม่ ถ้าแค่นั้นการนำผลโอเน็ตมาใช้ตามที่กล่าว ก็สมเหตุสมผลแล้ว

กลวิธีล่าสุด สพฐ.จะนำผลโอเน็ตไปผูกติดกับการประเมินวิทยฐานะครู เพื่อให้มีเจ้าภาพ ผลสัมฤทธิ์ไม่ตรงเป้า เจ้าภาพควรต้องรับผิดชอบ ผิวเผินแล้วดูดี คะแนนโอเน็ตก็น่าจะสูงขึ้นได้บ้าง แต่เมื่อพิจารณาถึงผลกระทบที่น่าจะเกิดตามประสบการณ์ก่อนหน้า นับว่าอันตรายอีกแล้ว

หนึ่งครูโรงเรียนเล็กที่ทำงานหนักกับความไม่พร้อมจะลำบากยิ่งขึ้น นอกจากยากจะพัฒนาโรงเรียนให้ผ่านเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพแล้ว ยังยากที่จะพัฒนาตนเองให้มีวิทยฐานะสูงขึ้นด้วย สองงานครูที่โรงเรียนยังมีงานอื่นอีกพะเรอเกวียน มิได้สอนเด็กๆอย่างเดียว แถมในทางปฏิบัติแล้วงานสอนมักจะสำคัญน้อยกว่างานอื่นๆ ทั้งสองอย่างนี้ อาจทำให้ครูยิ่งจะหมดกำลังใจจัดการเรียนรู้ให้ศิษย์

สำหรับครูที่ไม่หมดกำลังใจ ยังมุ่งมั่น ก็จะเน้นสอนลูกศิษย์แบบให้ทำข้อสอบได้(อีกแล้วครับท่าน) เพื่อผลคะแนนโอเน็ตเท่านั้น แล้วอย่างนี้เราจะได้พัฒนาอะไร มิหนำซ้ำไม่เป็นการซ้ำเติมปัญหาการจัดการศึกษาที่หนักหน่วงอยู่แล้วให้รุนแรงยิ่งขึ้นดอกหรือ?

สิ่งที่ควรทำ? ถ้าตอบแบบอุดมคติ ซึ่งคล้ายหาเรื่อง ก็ทำโรงเรียนให้เหมือนกันก่อน แล้วค่อยวัดด้วยผลโอเน็ต จึงจะแม่นยำ เป็นที่ยอมรับ รูปธรรมที่สุดก็คือ สนับสนุนงบประมาณ ห้องหับ อาคาร สื่อ วัสดุอุปกรณ์ เทคโนโลยี ครูที่ขาดแคลน รวมถึงคละเด็กที่มีความพร้อมและไม่พร้อมให้ทุกโรงมีเท่าๆกัน จากนั้นลงโทษอย่างเฉียบขาดต่อผู้ปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารหรือครูที่ไม่สามารถพัฒนาศิษย์ให้ได้ตามเกณฑ์หรือเงื่อนไขเวลาที่ร่วมกันกำหนด 

แต่ถ้าตอบแบบเอาจริง สิ่งที่ควรทำ ทำได้จริง รวมทั้งน่าจะแก้ไขปัญหาต่างๆได้จริง

ประการแรก การสอบโอเน็ตหรือวัดความรู้พื้นฐานต้องไม่วัดจากข้อสอบเพียงอย่างเดียว แต่ควรทำด้วยหลากหลายวิธีการ อาทิ สังเกต สัมภาษณ์ ศึกษารายกรณี ผลงาน ชิ้นงาน หรือประเมินตามสภาพจริง ฯลฯ นอกจากนั้นทักษะกระบวนการ คุณธรรมจริยธรรม เจตคติ และการนำไปใช้ ก็ต้องวัดประเมินไปพร้อมๆกันด้วย ทั้งนี้เพื่อสร้างให้เด็กๆของเรามีพัฒนาการครอบคลุมทุกด้านตามที่หลักสูตรกำหนด

ประการที่สอง ผลคะแนนโอเน็ตต้องเทียบกับตัวเองหรือดูพัฒนาการ มิใช่ไปเทียบกับโรงเรียนอื่นๆ หรือเกณฑ์มาตรฐานอื่น หมายถึงปีการศึกษานี้ตัวเองได้เท่าไร ปีหน้าควรดีขึ้น ปีโน้นควรสูงยิ่งขึ้น อะไรทำนองนั้น

โดยสรุปการนำผลโอเน็ตไปใช้ ไม่ว่าคัดเลือกเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย ตัดสินคุณภาพโรงเรียน หรืออยู่ในระหว่างดำเนินการ ได้แก่ เลื่อนวิทยฐานะครู เพื่อให้โรงเรียนหรือครูจัดการเรียนรู้ที่ดีให้กับนักเรียนตามหลักสูตร แต่ด้วยข้อจำกัดของโอเน็ตเอง ซึ่งเน้นวัดเพียงความรู้ด้วยข้อสอบ ละเลยการวัดประเมินทักษะกระบวนการ คุณธรรมจริยธรรม เจตคติ รวมถึงการนำไปใช้ เป็นผลให้การจัดการเรียนรู้ของโรงเรียนมุ่งไปที่ครูเป็นสำคัญ ละเลยประเมินตามสภาพจริงอย่างหลากหลายรูปแบบ หลายโรงถึงกับจ้างติวเตอร์เข้ามาสอนในชั่วโมงเรียนเสียเลย โอกาสจะฝึกให้เด็กๆคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ ใช้วิจารณญาณ ด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ดีๆหรือนักเรียนเป็นสำคัญจึงแทบไม่มี

ดังนั้นที่หวังจะให้ลูกหลานเราเป็นคนดี มีศีลธรรม คิดได้ ทำเป็น เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก เพื่อพัฒนาชาติบ้านเมืองให้แข่งขันได้กับประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งมักมีการจัดการศึกษาที่เข้มแข็ง นับวันจึงยิ่งดูเลือนราง ทั้งที่รู้สึกว่าเราก็พยายามคิดและลงมือทำ รวมทั้งทุ่มเทงบประมาณไปในแต่ละปีมากมายเหลือเกินแล้ว