"คนที่สามารถจัดการกับชีวิตของตนเองได้ จัดการกับตัวตนของตนได้เท่านั้น จึงจะสามารถปกครองคนอื่นได้ คนที่สามารถสอนตัวเองได้เท่านั้น จึงจะสามารถสอนคนอื่นได้ คนที่สามารถเป็นผู้นำให้ตัวเองได้เท่านั้น จึงจะสามารถนำคนอื่นได้"

ฉันเหลือบไปเห็นข้อความข้างล่างนี้บนปกแผ่นซีดีเพลงนิวเอจเก่าๆ ของ Karunesh ในเช้าวันนี้วันที่อยากฟังเพลงนิวเอจสงบๆ ในชั่วโมงทองหลังตื่นนอน

'When we don't understand
Mountains are mountains
When we start to understand
Mountains are no more mountains
When we understand 
Mountains are mountains again

เมื่อเราไม่เข้าใจ ภูเขาก็คือภูเขา
เมื่อเราเริ่มเข้าใจ ภูเขากลับไม่ใช่ภูเขาอีกต่อไป
เมื่อเราเข้าใจ ภูเขาก็กลับกลายเป็นภูเขาอีกครั้ง'

มีคนเปรียบเทียบการเห็นภูเขาทั้งสามขณะว่าคือวัยเด็ก วัยผู้ใหญ่ และวัยชรา

ด้วยความบริสุทธิ์ของวัยเด็กที่ยังไม่มีการแต่งเติม พวกเขาจึงเห็นภูเขาเป็นภูเขาตามที่ถูกบอกเล่า สั่งสอน แม้จะไม่เข้าใจอะไรมากมาย 

ในวัยผู้ใหญ่สิ่งที่เราเห็นมีการปรุงแต่งจากใจเรามากมายจากทั้งข้อเท็จจริงและความรู้ที่ได้เล่าเรียนมา จนเราเองก็ไม่แน่ใจว่าสิ่งที่อยู่ข้างหน้ามันคืออะไรกันแน่ เป็นหมวกหรือเป็นงูเหลือมกินช้างดังที่เจ้าชายน้อยบอกก็แล้วแต่จะเดา 

ในปัจฉิมวัยวัยยามที่ผ่านโลกมามาก เราจึงเริ่มการปล่อยวางเพื่อเตรียมตัวสู่การเดินทางอันยิ่งใหญ่อีกครั้ง เราจะมองเห็นโลกอย่างที่มันเป็น ภูเขาก็กลับกลายมาเป็นภูเขาอีกครั้ง

ความวุ่นวายทั้งหมดทั้งมวลของจิตอยู่ตรงที่เรามองว่าภูเขากลับไม่ใช่ภูเขาอีกต่อไป และเมื่อความคิดภายในไม่สงบจะให้คนคนนั้นกระทำในสิ่งที่สงบงาม ทำในสิ่งที่เกิดจากการไตร่ตรองด้วยปัญญาได้ตลอดเวลาก็เป็นเรื่องยาก ดังเรื่องเล่าที่ได้อ่านมา

...

...
มีจักรพรรดิ์ที่ทรงปกครองบ้านเมืองอันกว้างใหญ่ไพศาลองค์หนึ่งที่กำลังตกอยู่ในห้วงความทุกข์ เพราะสถานการณ์ในบ้านเมืองกำลังถดถอยจากแย่ไปสู่แย่ที่สุด มีการต่อสู้กันระหว่างกลุ่มคนในบ้านเมือง ข้าวยากหมากแพง ขุนนางใส่ร้ายป้ายสีชิงดีชิงเด่นกัน พระองค์ได้ทรงทราบว่ากำลังมีการก่อกบฏเพื่อล้มล้างอำนาจของพระองค์อยู่ เหล่าข้าราชบริพารต่างก็มิได้ช่วยให้อะไรให้ดีขึ้น ต่างพยายามเอาอกเอาใจสอพลอพระองค์ไปวันๆ ต่างชอบพูดประจบว่า "พระจักรพรรดิ์เกิดมาท่ามกลางดวงดาวแห่งความโชคดี พระองค์จะปกครองบ้านเมืองได้ด้วยดี" หรือไม่ก็บอกว่า "ดวงดาวชี้แนะะว่าพระองค์จะมีอายุยืนเป็นหมื่นปี ไพร่ฟ้าจะอยู่เย็นเป็นสุขภายใต้อำนาจของพระองค์"

พระจักรพรรดิ์ทรงทราบดีว่าจะพึ่งเหล่าขุนนางในสถานการณ์แบบนี้ไม่ได้ จึงตัดสินพระทัยเดินทางไปขอคำแนะนำจากฤาษีที่อยู่ในป่าซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของผู้คนทั่วราชอาณาจักร แต่การเดินทางนั้นยากลำบากยิ่งนัก พระองค์ต้องฝ่าด่านโจรหลายต่อหลายครั้ง แต่ด้วยการติดตามจากกองทหารที่มีฝีมือจนในที่สุดจึงได้เดินทางไปถึงถ้ำที่ฤาษีพำนักอยู่ พระองค์จึงสั่งให้กองทหารอารักขารออยู่ข้างนอก แล้วพระองค์ทรงเข้าไปหาฤาษีในถ้ำ

เมื่อเข้าไปถึงในถ้ำ จักรพรรดิ์พบแต่ความว่างเปล่าจึงรู้สึกผิดหวังว่าการเดินทางมาครั้งนี้ แต่ทรงระลึกได้ว่าในระหว่างทางเดินลงมายังถ้ำ ทรงได้พบชายแก่คนหนึ่งที่กำลังนั่งสมาธิอยู่ ตอนนั้นพระองค์คิดว่าคงจะเป็นฤาษีที่ตามหาจึงเข้าไปย่อเข่าลงถามวิธีแก้ปัญหาบ้านเมือง แต่ชายแก่คนนั้นมิได้ตอบว่ากระไร พระองค์จึงเดินหลีกมาเพราะคิดว่าเขาคงไม่ใช่ฤาษีที่ต้องการพบ

กลับออกมาทางเดินเดิม จักรพรรดิ์มองเห็นว่าชายแก่ที่กำลังนั่งสมาธิอยู่บนก้อนหิน แท้ที่จริงแล้วเขากำลังลอยตัวอยู่บนก้อนหิน จักรพรรดิ์จึงรู้แน่ว่าชายแก่คนนั้นคือฤาษีที่ตามหา จึงเข้าไปถามวิธีการปกครองบ้านเมืองจากชายคนนั้นอีกครั้ง

"ข้าพเจ้าไม่รู้วิธีปกครองบ้านเมืองหรอก เพียงแค่รู้วิธีการจัดการชีวิตของข้าพเจ้าเท่านั้น" ชายแก่พูดจบก็กลับเข้าสู่สมาธิต่อ

จักรพรรดิ์ถึงตาจนจึงร้องอ้อนวอนต่อว่า "ข้าพเจ้าต้องการความช่วยเหลือจากท่านจริงๆ ทั่วราชอาณาจักรขณะนี้มีแต่ความวุ่นวาย ผู้คนต่างเฝ้ารอการแก้ปัญหาและสร้างความมั่นคงของบ้านเมืองจากข้าพเจ้า แต่ข้าพเจ้ารู้สึกสับสนและขัดแย้งกับความคิดของตัวเอง ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดีที่จะปกครองบ้านเมืองให้สงบสุขอีกครั้ง ข้าพเจ้าปรึกษากับที่ปรึกษาในพระราชวังแต่ก็ยังไม่สามารถเป็นผู้นำที่ดีที่อยากเป็นได้"

ฤาษีลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ แล้วพูดว่า "คนที่สามารถจัดการกับชีวิตของตนเองได้ จัดการกับตัวตนของตนได้เท่านั้น จึงจะสามารถปกครองคนอื่นได้ คนที่สามารถสอนตัวเองได้เท่านั้น จึงจะสามารถสอนคนอื่นได้ คนที่สามารถเป็นผู้นำให้ตัวเองได้เท่านั้น จึงจะสามารถนำคนอื่นได้" 

ฤาษีเว้นช่องว่างระหว่างคำพูดด้วยความเงียบระยะหนึ่ง แล้วจึงกล่าวต่อว่า "ชายที่ข้าพเจ้าเห็นต่อหน้าขณะนี้คือคนที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งในจิตใจ เต็มไปด้วยความลังเลต่อการตัดสินใจเพราะมัวแต่นึกถึงความคิดเห็นของคนอื่น หากชีวิตของท่านเองเต็มไปด้วยความสับสนแล้วท่านจะจัดการกับชีวิตของคนทั้งชาติได้อย่างไร"

ขณะนั้นจักรพรรดิ์รู้สึกโล่งอกเมื่อพิจารณาตามคำพูดนั้นและเกิดความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งว่าถ้าพระองค์ต้องการจะปกครองบ้านเมืองอย่างประสบความสำเร็จ พระองค์จะต้องรู้จักตัวเองคุ้นเคยกับตัวเองให้ถ่องแท้และจัดการกับความคิดของตนเองเสียก่อน 

จักรพรรดิ์จึงจากฤาษีมาเพื่อเริ่มทำความเข้าใจเกี่ยวกับตัวเองด้วยการตรวจสอบภายใน ทำความรู้จักตัวเองให้แจ่มชัด สร้างสันติในใจตัวเอง รู้ตัว มีสติขึ้นมา ปัญญาในการแก้ปัญหาต่างๆ จึงค่อยๆ เกิดมาทีละน้อย จึงสามารถแก้ปัญหาต่างๆ ได้ทีละอย่าง จากที่เคยฟังแต่คำแนะนำของที่ปรึกษาก็ทรงคิดแก้ปัญหาด้วยพระองค์เอง ในที่สุดสถานการณ์ของบ้านเมืองก็กลับสู่ปกติสุขอีกครั้ง 

ในบางครั้งเราก็ต้องสลายตัวตนภายนอกของเราออกไปเพื่อที่จะนำตัวตนภายในออกมาให้ประจักษ์ หากเรามัวแต่สับสน หงุดหงิด ถูกครอบคลุมไปด้วยความตึงเครียด สิ่งเหล่านั้นก็อาจทำให้ผู้คนรอบข้างหมดความเคารพนับถือในตัวเรา และก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ มากมาย หากเราฝึกฝนให้อารมณ์ทางลบเหล่านั้นถูกแทนที่ด้วยปัญญา ความสงบสุข ความรัก เราจะเรียกความมั่นใจจากคนอื่นกลับมาได้อีกมากมาย

การได้ยินคำสอนมามากมายก็ไม่ได้เพียงเสี้ยวของการเรียนรู้ด้วยตนเองจริงๆ

...



...

ห้องเรียนในฝันสำหรับฉันคือห้องเรียนแห่งโลกกว้างที่ผู้ใหญ่ทั้งหลายจะหามุมสงบให้ตัวเอง แล้วสำรวจเข้าไปให้ลึกภายในใจตนเอง ทำความรู้จักกับตนเอง ทลายมิจฉาทิฏฐิของตัวเอง ขัดเกลาให้ความเป็นพุทธะในใจเราที่อาจมัวหมองเพราะผงฝุ่นปกคลุมแปดเปื้อนให้แจ่มใสอีกครั้ง แล้วจึงนำเอาหัวใจนั้นแสดงออกมาให้เป็นตัวอย่างแก่คนอื่น แก่เด็กๆ และคนรุ่นหลังต่อไป

จนกว่าผู้ใหญ่อย่างเราๆ จะสามารถมองเห็นภูเขาว่าเป็นภูเขา ห้องเรียนนั้นจะยังคงเป็นห้องเรียนในฝันต่อไป สำหรับคนที่ตื่นแล้ว ช่วยโทรมาปลุกกันให้ตื่นด้วยค่ะ เพราะบางครั้งเราก็เหนื่อยเกินกว่าจะตื่นเองหรือไม่ก็ลืมตั้งนาฬิกาปลุกไว้ สำหรับคนที่ถูกปลุกให้ตื่นก็อย่าหงุดหงิดนะคะ :)

สุขสันต์วันเรียนรู้ตัวเองค่ะ

ด้วยความนอบน้อม,
ปริม ทัดบุปผา
๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๕

 

Karunesh - Journey of the heart

http://www.youtube.com/watch?v=taNhPSXlXf8