บทความโดย David Carr เรื่อง Web’s thirst for content is corrupting ใน International Herald Tribune ฉบับวันที่ ๒๐ ส.ค. ๕๕ เอ่ยถึงคนเก่งอย่างน่าพิศวง หรือระดับอัจฉริยะ ๒ คน คือ Fareed Zakariaกับ Jonah Lehrer ที่สะดุดความเก่งของตนเอง ล้มไม่เป็นท่า คนแรกโดนข้อหาขโมยผลงาน ทั้งขโมยผลงานของคนอื่น และของตนเอง คนหลังโดนข้อหากุ (fabricate) คำพูดของคนดังในอดีต คือ Bob Dylan ในหนังสือ Proust
ข้อความในบทความชื่อ Web’s thirst for content is corrupting ที่ผมอ่านใน International Herald Tribune ฉบับพิมพ์ ลงวันที่ ๒๐ ส.ค. ๕๕ ตรงกับเรื่อง Journalists Dancing on the Edge of Truth ในเว็บไซต์ของ The New York Times / International Herald Tribune ที่นี่ อย่างไม่มีตัวหนังสือตัวใดผิดเพี้ยน ทำให้ผมยิ่งงงหนักขึ้นไปอีกว่า บทความกำลังพิจารณาจริยธรรมของนักเขียน แล้ว นสพ. ก็ทำสิ่งนั้นเสียเอง โดยแปลงชื่อบทความ เอาไปลง ๒ ที่ น่าจะเป็นสิ่งที่เรียกว่า ขโมยผลงานของตนเอง ที่เรียกว่า self-plagiarism
ที่ผมไม่เข้าใจคือพฤติกรรมของ นสพ. The New York Times / International Herald Tribuneที่มีพฤติกรรม self-plagiarism บทความของตนเอง เอาไปลงต่างที่ในต่างชื่อดังที่กล่าวแล้ว อยากให้ผู้รู้เกี่ยวกับเรื่อง plagiarism ช่วยให้ความเห็นด้วย ว่าเข้าข่าย self-plagiarism หรือไม่
สวัสดีค่ะท่านศาสตราจารย์
จากเรื่องที่ท่านเขียนมา น่าจะทำงานมากเกินกำลัง เรียกว่า เกิดการสับสนทั้งผลงานตนเอง-คนอื่น สำนวนอาจจะเหมือน หรือคล้ายโดยไม่ตั้งใจก็อาจเป็นได้ การตรวจสอบของ crowd-sourced ใน อินเทอร์เน็ต บางทีก็อาจมีและ/และ/หรือ.... ประเภทผิดบ้างแต่ก็พอจะอภัยให้ได้ การยืดหยุ่น บางทีก็มีประโยชน์มากกว่าโทษนะคะท่านอาจารย์
แต่ในแง่จริยธรรม ค่อนข้างอธิบายยาก ในโลกนี้ต่อไป คำว่าผลประโยชน์ มีความสำคัญเกินกว่าจริยธรรมจะเอื้อมถึง เพราะมนุษย์ส่วนใหญ่มองว่า การซิกแซก...ควรมีบ้างเพื่อความสำเร็จ ถือว่าไม่ผิด ผลพิสูจน์ดูสังคมไทยวันนี้ ท่าจะจริงนะคะท่าน