การเลี้ยงปลากระชังในแม่น้ำเลย

การเลี้ยงปลากระชังในแม่น้ำเลย

                                                                                                              นางสาววิชชุดา  บุดดี    
                                                                                                                        ว่าที่ พ.ต.ดร.ณัฏฐพล  ตันมิ่ง

                   การเลี้ยงปลาในกระชังเป็นรูปแบบการเลี้ยงที่ให้ผลผลิตสูงก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในเชิงเศรษฐศาสตร์และการใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำทั่วไป  อีกทั้งยังช่วยให้ผู้ที่ไม่มีที่ดินทำกินสามารถหันมาเลี้ยงปลาได้ หากปล่อยปลาในอัตราที่เหมาะสมจะทำให้ปลามีอัตราการเจริญเติบโตที่ดีขึ้นสามารถช่วยลดระยะเวลาการเลี้ยงให้สั้นลงได้ นอกจากนี้ยังสะดวกในการดูแลจัดการการเคลื่อนย้ายรวมทั้งการเก็บเกี่ยวผลผลิตและมีการลงทุนต่ำกว่ารูปแบบการเลี้ยงอื่นๆ ในขณะที่ผลตอบแทนต่อพื้นที่สูง อย่างไรก็ตามการเลี้ยงปลานิลในกระชังอาจจะมีข้อเสียอยู่บ้าง  เช่น ปัญหาโรคพยาธิที่มากับน้ำซึ่งไม่สามารถควบคุมได้ นอกจากนั้นยังอาจก่อให้เกิดปัญหาเรื่องสภาพแวดล้อม  หากไม่มีการคำนึงถึง  ปริมาณและที่ตั้งของกระชัง  ตลอดจนความเหมาะสมของลำน้ำ ดังนั้นการเลี้ยงยังขึ้นอยู่กับอาหารสำเร็จรูปเพียงอย่างเดียวทำให้สิ้นเปลืองในการลงทุน 
                  หลักการสำคัญที่ควรคำนึงถึงสำหรับการเลี้ยงปลาในกระชัง  นายวัลลภ คัททะมาลา ได้กล่าวว่าการเลือกสถานที่บริเวณที่จะทำการเลี้ยงปลาในกระชังจะต้องมีคุณภาพสิ่งแวดล้อมอยู่ในเกณฑ์ดีเนื่องจากการเลี้ยงปลาในกระชังเป็นการเลี้ยงแบบพัฒนา (intensive) เน้นการจัดการเลี้ยงโดยใช้อาหารเป็นหลัก  คุณภาพน้ำจึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับการเลี้ยงปลาในกระชัง  โดยปกติแหล่งน้ำที่นำมาเลี้ยงปลาในกระชังควรเป็นแหล่งน้ำที่มีความสมบูรณ์ กล่าวคือ จะต้องมีปริมาณธาตุอาหารต่ำ หรือกล่าวอย่างง่ายๆ คือ น้ำจะต้องใส สะอาด มีคุณภาพดี การเลี้ยงปลาในกระชังสามารถทำได้ทั้งในบ่อขนาดใหญ่ที่ไม่สามารถถ่ายน้ำได้หมด  หรือในอ่างเก็บน้ำ แม่น้ำ ลำคลอง หนอง บึงทั่วไป เป็นต้น โดยมีหลักในการพิจารณาถึงทำเลที่เหมาะสม ดังนี้ การถ่ายเทของกระแสน้ำ ปกติการเลี้ยงปลาในกระชังจะอาศัยการถ่ายเทน้ำผ่านกระชังเพื่อพัดเอาน้ำดีเข้ามาและไล่เอาของเสียออกไปนอกกระชัง  เสมือนมีการเปลี่ยนน้ำใหม่เพื่อให้น้ำมีคุณภาพตลอดเวลา ดังนั้น บริเวณที่เลี้ยงปลาในกระชังจึงควรมีกระแสน้ำและลม  เพื่อช่วยให้การหมุนเวียนของน้ำ  ภายในกระชังเป็นไปด้วยดี แต่ต้องไม่รุนแรงนัก  โดยเฉพาะสำหรับการเลี้ยงปลาในกระชังในอ่างเก็บน้ำหรือบ่อขนาดใหญ่  กระแสลมจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการหมุนเวียนของกระแสน้ำในกระชังบริเวณที่แขวนกระชังจึงควรเป็นบริเวณที่โล่งแจ้ง ไม่ควรมีพรรณไม่น้ำ เนื่องจากต้นไม้และพรรณไม้น้ำมักจะบังกระแสลมและกระแสน้ำ ซึ่งจะมีผลต่อการหมุนเวียนถ่ายเทน้ำในกระชัง ความลึกของแหล่งน้ำ แหล่งน้ำควรมีความลึกพอประมาณ เมื่อกางกระชังแล้วระดับพื้นกระชังควรสูงจากพื้นก้นบ่อหรือพื้นน้ำไม่น้อยกว่า 50 เซนติเมตร เพื่อให้น้ำถ่ายเทได้ดีตลอดห่างไกลจากสิ่งรบกวน  บริเวณที่ลอยกระชังควรห่างจากแหล่งชุมชน  เพื่อป้องกันการรบกวนจากการพลุกพล่าน ซึ่งจะทำให้เกิดความเครียดกระวนกระวาย  ได้รับเจ็บจากการว่ายชนกระชังทำให้ปลาไม่กินอาหารทั้งหมดนี้จะเป็นอุปสรรคต่อการเจริญเติบโตตามปกติของปลาที่เลี้ยงหรือเป็นโรคติดเชื้อจากบาดแผลที่เกิดขึ้นได้  นายบุญหลาย  มูลถวิลย์  ได้กล่าวว่าชนิดปลาที่จะเลี้ยงและอัตราการปล่อยว่ารูปแบบการเลี้ยงในกระชังมีความเหมาะสมต่อการเลี้ยงปลานิลเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากปลานิลเป็นปลาที่เลี้ยงง่าย มีความอดทน มีตลาดรองรับ โดยเฉพาะปลานิลแปลงเพศ ซึ่งเป็นปลาเพศผู้ล้วน จะทำให้ได้ผลผลิตสูงกว่าเพศเมีย  อีกทั้งจะได้ปลาที่มีขนาดใหญ่และปลาแต่ละตัวมีขนาดไม่แตกต่างกันมาก  อีกทั้งจะได้ปลาที่เลี้ยงจะเป็นรุ่นเดียวกันซึ่งต่างจากการเลี้ยงปลานิลรวมเพศที่มีการผสมพันธุ์วางไข่  ทำให้มีปลาหลายรุ่น และมีจำนวนแน่นบ่อ เกิดการแย่งอาหาร และพื้นที่ไม่เพียงพอ สำหรับอัตราการปล่อยนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ เช่น ขนาดที่เริ่มปล่อย ระยะเวลาการเลี้ยงและขนาดที่ตลาดต้องการ การเลี้ยงปลาขนาดตลาด  ผู้เลี้ยงควรคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ คือ ขนาดปลาที่ตลาดต้องการและระยะเวลาที่ผลผลิตออกสู่ตลาดในเวลาที่เหมาะสมแล้วจึงพิจารณาย้อนกลับเพื่อหาขนาดและจำนวนปลาที่จะปล่อยลงเลี้ยงเนื่องจากการเลี้ยงปลานิลแปลงเพศในกระชังมีเป้าหมายการผลิตเพื่อการค้า  ซึ่งผู้เลี้ยงควรที่จะผลิตปลาออกมาให้ตรงกับความต้องการของผู้ซื้อในระยะเวลาที่เหมาะสมและมีปริมาณเพียงพอ นางสุกัญญา  จีจง ได้กล่าวว่า อัตราการปล่อยที่กำหนดจะอยู่ภายใต้การตัดสินใจ ซึ่งควรคำนึงถึงข้อเท็จจริงดังต่อไปนี้ระยะเวลาการเลี้ยงปลานิลในกระชัง การเร่งให้ผลผลิตออกมาในเวลาอันรวดเร็ว(ระยะเวลาเลี้ยงสั้น) จะต้องปล่อยปลาลงเลี้ยงในอัตราไม่หนาแน่นนักและใช้ปลาที่มีขนาดใหญ่ อัตราการปล่อยปลาขึ้นอยู่กับขนาดของกระชัง  โดยที่กระชังขนาดเล็กสามารถปล่อยได้ในอัตราค่อนข้างหนาแน่น  ในขณะที่กระชังขนาดใหญ่มากอัตราการปล่อยลงเลี้ยงอาจลดลง 6-8 เท่า ตัวอย่าง เช่น กระชังขนาด 1-4 ลูกบาศก์เมตร ปล่อยปลานิลแปลงเพศในอัตรา 300-400 ตัวต่อลูกบาศก์เมตร จะสามารถผลิตปลาให้ได้ขนาดปริมาณ 400-500 กรัม และหากปล่อยในอัตรา 200-250 ตัว ต่อลูกบาศก์เมตร จะผลิตปลาได้ขนาดประมาณ 700 กรัม ในขณะที่กระชังขนาด 100 ลูกบาศก์เมตร ปล่อยปลาในอัตรา 50 ตัว ต่อลูกบาศก์เมตร จะสามารถผลิตปลาได้เพียงขนาดเฉลี่ย 400-500 กรัม เท่านั้น สำหรับขนาดปลาหากเลี้ยงปลา ขนาด 5-10 กรัม เลี้ยงให้ได้ขนาด 250-300  กรัม ต้องใช้เวลา 6-8 เดือน แต่หากต้องการปลาที่มีขนาดใหญ่ จำเป็นต้องปล่อยลูกปลาใหญ่ขึ้น หรือแบ่งการเลี้ยงออกเป็นช่วงๆขนาดปลาที่ตลาดต้องการ ถ้าต้องการปลาขนาดใหญ่ ควรปล่อยปลาลงเลี้ยงในอัตราความหนาแน่นและยืดระยะเวลาเลี้ยงให้นานยิ่งขึ้น ในทางตรงกันข้ามหากตลาดมีความต้องการปลาที่มีขนาดเล็ก ผู้เลี้ยงสามารถปล่อยปลาในอัตราสูงและย่นเวลาเลี้ยงให้สั้นลงการเลี้ยงปลาวัยอ่อนเป็นปลารุ่นและการเลี้ยงปลารุ่นเป็นปลาขนาดตลาด  การเลี้ยงปลาในกระชังควรแบ่งการเลี้ยงออกเป็นหลายๆช่วง เพื่อความสะดวกในการจัดการดูแล ย่นระยะเวลาในการเลี้ยงในแต่ละช่วงให้สั้นลง  ทั้งนี้เพื่อให้ได้รับผลตอบแทนที่ดียิ่งขึ้น ซึ่งสามารถแบ่งเป็นขั้นตอนต่างๆ ได้แก่การเลี้ยง/อนุบาลลูกปลาขนาดเล็กเป็นปลาวัยรุ่น การเลี้ยงลูกปลาสัยอ่อนเป็นปลาวัยรุ่น การเลี้ยงปลาวัยรุ่นเป็นปลาขนาด 100-200 กรัม การเลี้ยงปลาวัยรุ่น หรือปลาขนาด 100-200 กรัม เป็นปลาขนาดตลาดอาหาร การให้อาหาร และการจัดการระหว่างการเลี้ยงปลาในกระชังเป็นรูปแบบการเลี้ยงปลาแบบพัฒนา (intensive) หรือกึ่งพัฒนา (semi intensive) เน้นการให้อาหารเพื่อเร่งผลผลิตและการเจริญเติบโต  จึงควรจะใช้อาหารที่มีคุณค่าทางโปรตีนค่อนข้างสูงและเหมาะสมกับความต้องการของปลาแต่ละขนาด  ปัจจัยที่สำคัญควรนำมาประกอบการพิจารณาเกี่ยวกับการให้อาหารปลาในกระชัง ได้แก่  ระดับโปรตีนในอาหาร ปริมาณโปรตีนที่เหมาะสมสำหรับการเจริญเติบโตของปลานิลที่มีอายุต่างกัน จะแตกต่างกัน สำหรับลูกปลาวัยอ่อน (Juvenile) และลูกปลานิ้ว (Fingerling) จะต้องการอาหารที่มีระดับโปรตีนประมาณ 30-40 % แต่ในปลาใหญ่จะต้องการอาหารที่มีโปรตีนประมาณ 25-30%   เวลาในการให้อาหาร  เนื่องจากปลานิลจะกินอาหารได้ดี  เมื่อมีปริมาณออกซิเจนละลายในน้ำสูง จะเป็นช่วงเวลากลางวัน  ดังนั้นส่วนใหญ่จึงควรให้อาหารในช่วงเวลาดังกล่าว ความถี่ในการให้อาหาร  ปลานิลเป็นปลาที่ไม่มีกระเพาะอาหารจริงจึงสามารถกินอาหารได้ทีละน้อยและมีการย่อยอาหารที่ข้อนข้างช้า  การให้อาหารครั้งละมากๆจะทำให้สูญเสียอาหารและก่อให้เกิดสภาวะน้ำเสียได้ ดังนั้น  เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากอาหารเม็ดสูงสุดจึงควรให้อาหารแต่น้อย แต่ให้บ่อยๆ  โดยความถี่ที่เหมาะสมคือ ปริมาณ 4-5 ครั้งต่อวัน จะช่วยเร่งการเจริญเติบโต และทำให้ผลตอบแทนในเชิงเศรษฐศาสตร์นั้นสูงสุด อัตราการให้อาหาร  ปริมาณอาหารที่ให้ปลากินจะขึ้นอยู่กับขนาดของปลาและอุณหภูมิ  หากอุณหภูมิของน้ำสูงขึ้นจะทำให้อัตราการกินอาหารของปลาสูงขึ้นตามไปด้วย    อุณหภูมิน้ำที่เหมาะสมประมาณ 25-30 องศาเซลเซียส ควรให้อาหาร 20% ของน้ำหนักปลา สำหรับปลาขนาดเล็กในปลารุ่นอัตราการให้อาหารจะลดลงเหลือ ประมาณ 6-8% และสำหรับปลาใหญ่  อัตราการให้อาหารจะเหลือเพียง ประมาณ 3-4%  การจัดการระหว่างการเลี้ยง  ควรมีการตรวจสอบกระชังเพื่อซ่อมแซมส่วนที่ชำรุดทุกๆสัปดาห์ รวมทั้งสุ่มปลามาตรวจสอบน้ำหนักเพื่อปรับปริมาณอาหารที่ให้ได้อย่างเหมาะสม  นางวาสนา  เพียคำ ได้กล่าวว่า การเลี้ยงปลาวัยอ่อนเป็นวัยรุ่นการอนุบาลลูกปลาวัยอ่อนถึงขนาด 50-100 กรัมนั้น เป็นการเลี้ยงเพื่อส่งต่อไปยังผู้เลี้ยงปลาขนาดตลาด  ซึ่งอาจจะดำเนินการได้ทั้งในบ่อดิน  และในกระชัง สำหรับการเลี้ยงในกระชังผู้เลี้ยงควรทำการคัดขนาดปลาทุก 4-6 สัปดาห์ เพื่อคัดปลาที่แคระแกร็นออก  การเลี้ยงเริ่มจากปลาขนาดประมาณ 1 กรัม สามารถเลี้ยงในกระชังขนาดตา 1/4 นิ้ว ด้วยอัตราปล่อย 3000 ตัว ต่อลูกบาศก์เมตร ใช้เวลาประมาณ7-8 สัปดาห์ จะได้ปลาขนาดประมาณ 10 กรัม  เพื่อนำไปคัดและเลี้ยงต่อไปให้ได้ปลาขนาด 25-30 กรัม โดยเลี้ยงในกระชังขนาดตา 1/2นิ้ว ด้วยอัตราปล่อย 2500 ตัว ต่อ ลูกบาศก์เมตร ประมาณ 5-6 สัปดาห์  ก็จะได้ปลาขนาดเล็กเฉลี่ย 25-30 กรัม ตามต้องการ  ช่วงที่อนุบาลลูกปลาเล็กเป็นปลาวัยรุ่นควรให้อาหารที่มีปริมาณโปรตีนสูงไม่น้อยกว่า 25%การเลี้ยงปลาวัยรุ่นเป็นปลาขนาดตลาดหลังจากอนุบาลลูกปลาได้12-14 สัปดาห์ ควรคัดขนาดเพื่อให้ได้ปลาที่จะนำไปเลี้ยงต่อมีขนาดสม่ำเสมอกล่าวคือ  จะได้ปลาวัยรุ่นขนาดปลาประมาณ 50-60 กรัม ก่อนนำไปเลี้ยงเป็นปลาขนาดตลาด ควรแบ่งการเลี้ยงออกเป็นอีกขั้นตอน  เป็นการเลี้ยงปลาวัยรุ่นให้เป็นปลาขนาด 100 กรัม โดยใช้อัตราปล่อยลงเลี้ยงในกระชัง 1500 ตัว ต่อลูกบาศก์เมตร  จะใช้เวลาประมาณ 5 สัปดาห์ หรือถ้าต้องการนำไปเลี้ยงเป็นปลาขนาดตลาดเลย ควรปล่อยในอัตรา 1000 ตัว ต่อลูกบาศก์เมตร  ใช้ระยะเวลาในการลี้ยงประมาณ 9-10 สัปดาห์ ควรให้อาหารเม็ดชนิดลอยน้ำที่มีคาร์โบไฮเดรตเป็นแหล่งพลังงาน  และมีโปรตีนประมาณ 25% ในปริมาณ 5% ของน้ำหนักตัวปลาวันละ 3 เวลา  โดยมีการปรับปริมาณอาหารทุก 15 วัน จะได้ปลาขนาด 300-400 กรัมการเลี้ยงปลานิลแปลงเพศในกระชัง โดยแบ่งการเลี้ยงออกเป็นช่วงต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น มีข้อดีคือ ผู้เลี้ยงสามารถทราบผลผลิตที่แน่นอน  ปลาที่ได้มีขนาดสม่ำเสมอเหมาะสำหรับการผลิตเพื่อการค้า  สามารถปรับขนาดตากระชัง ให้เหมาะสมกับขนาดปลาที่เลี้ยงได้  การเพิ่มขนาดตากระชังจะเป็นประโยชน์ด้านการหมุนเวียน ถ่ายเทน้ำในกระชัง ซึ่งจะช่วยเร่งการเจริญเติบโตของปลาให้มากและดียิ่งขึ้น  ขั้นตอนต่างๆนี้ผู้เลี้ยงสามารถส่งต่อกันเป็นลักษณะผู้เลี้ยงปลาขนาดต่างๆ ซึ่งแต่ละขั้นตอนใช้เวลาไม่นานนัก  ทำให้ผู้เลี้ยงสามารถมีรายได้ในเวลาอันรวดเร็ว  มีอัตราเสี่ยงในการลงทุนต่ำ  และลงทุนไม่มากนัก  นายวสันต์  บุดดีเคน   ปัญหาและอุปสรรคการเลี้ยงปลาในกระชัง  แม้ว่าการเลี้ยงปลาในกระชังจะมีข้อดีได้เปรียบหลายประการ  แต่ก็มีปัญหาอุปสรรคและข้อจำกัดของการเลี้ยงอยู่บ้าง  ได้แก่ อาจจะมีการรบกวนจากปลาธรรมชาติ และศัตรูปลาในธรรมชาติปลาขนาดเล็กหลุดเข้าไปในกระชัง และแย่งอาหารปลาได้ การดูแลจัดการแม้ว่าจะสะดวก  แต่ต้องเสียเวลาและแรงงานมากกว่าการเลี้ยงรูปแบบอื่น ปัญหา การลักขโมย ค่อนข้างง่ายมาก ลักษณะการเลี้ยงในกระชังเป็นรูปแบบที่ต้องใช้อาหารเลี้ยงเป็นหลักซึ่งต้องมีการสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมาก อาหารส่วนหนึ่งสูญเสียโดยลอดตากระชังออกไปข้างนอก น้ำต้องดีตลอด  ถ้าสิ่งแวดล้อมไม่ดี ถ้าน้ำเสีย อาจจะทำให้ปลาตายหมดกระชังได้ ปลาจะเป็นโรคติดต่อกันได้ง่ายมาก ถ้ามีการเลี้ยงปลากันมากๆ มูลปลาหรือเศษอาหารที่เหลือจะตกไปที่พื้นของกระชังเกิดการหมักหมม ทำให้น้ำเน่า สิ่งแวดล้อมเสียได้ โดยเฉพาะที่น้ำนิ่งไม่มีน้ำถ่ายเทการเลี้ยงปลานิลแปลงเพศในกระชังดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่า  กระชังที่ใช้เลี้ยงอาจทำได้หลายขนาด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของสภาพแวดล้อม เช่น ความลึกและความแรงของกระแสน้ำ ตลอดจนขนาดและจำนวนของปลาที่ต้องการเลี้ยงจากการศึกษาของกรมประมง (สถานีประมงน้ำจืดจังหวัด อุตรดิตถ์) สามารถกล่าวได้ว่า การเลี้ยงปลานิล ในกระชังจะให้ผลผลิตเฉลี่ยระหว่าง 180-212 กิโลกรัม/กระชัง (กระชังขนาด 2.0 x 2.0 x 2.5 เมตร) โดยปล่อยปลาลงเลี้ยงในอัตราความหนาแน่น 60 ตัว/ลูกบาศก์เมตร หรือเท่ากับ 500 ตัว/กระชัง (ลูกปลาขนาด 60 กรัม) ระยะเวลาการเลี้ยงประมาณ 63 วัน ก็จะได้ขนาดตลาด (ตัวละ 3 ขีด ) ซึ่งหากราคาจำหน่ายกิโลกรัมละ 40 บาท  ก็จะทำให้มีรายได้ถึง 7200-8480 บาท/กระชัง/ 2เดือน ทั้งนี้สภาพการเลี้ยงจริงมักจะทำการเลี้ยงเป็นแพ แพละอย่างน้อย 4 กระชัง ดังนั้นจะทำให้ผู้เลี้ยงมีรายได้ระหว่าง 2430-4990 บาท/เดือน/ 4กระชัง ซึ่งสามารถค้ำจุนครอบครัวขนาดเล็กได้อย่างพอเพียงสำหรับรายละเอียดการเลี้ยงดังกล่าว กระชังที่ใช้เลี้ยงมีขนาด 2.0 x 2.0 x 2.5 เมตร ทำด้วยอวนไนลอนขนาดช่องตา 1 นิ้ว แขวนอยู่บนแพ แพละ 3 กระชัง โครงทำด้วยท่อเหล็กขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 2 นิ้ว ใช้ถังพลาสติกเป็นทุ่นลอย กระชังแขวนลอยน้ำ เป็นต้นทุน 5000 บาทต่อแพ(4 กระชัง) โดยจะมีอายุการใช้งาน 3 ปีปล่อยปลาขนาดตัวละประมาณ 60 กรัม ลงเลี้ยงในกระชัง ในอัตราความหนาแน่น 60 ตัว/ลูกบาศก์เมตร หรือกระชังละ 500 ตัว ให้อาหารเม็ดสำหรับปลากินพืชที่มีระดับโปรตีนร้อยละ 30 วันละ 2 ครั้ง ให้ช่วงเช้าและบ่าย โดยให้กินจนอิ่ม ทำการเลี้ยงโดยใช้ระยะเวลา 63 วัน จะได้ผลอัตราการเจริญเติบโตของปลานิลแปลงเพศที่เลี้ยงในกระชังน้ำหนักเพิ่มต่อวัน(ค่าเฉลี่ย) 4.9-5.86 กรัม/ตัว อัตราการเจริญเติบโตจำเพาะ2.82-3.05  เปอร์เซ็นต์/วัน อัตราการรอดตาย96.2-96.6 เปอร์เซ็นอัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อ1.21-1.42  ปริมาณอาหารที่ใช้(ต่อกระชัง)  211-218 กก.  ผลผลิต  180-212 กก. การเก็บเกี่ยวผลผลิต  การเก็บเกี่ยวผลผลิต เป็นข้อควรคำนึงอีกประการหนึ่งสำหรับการจัดการเก็บเกี่ยวผลผลิต จากการเลี้ยงในกระชังควรคำนึงถึงขนาดของปลาและปริมาณที่ตลาดต้องการผลตอบแทนและรายได้ภายหลังการเลี้ยง 63 วัน จะได้ผลผลิต 180-212 กก. จำหน่ายในราคา 40 บาท/กก. จะมีรายได้อยู่ในช่วง 7213-8502 บาท ซึ่งเมื่อนำต้นทุนทั้งหมดหักออกจากรายได้  จะมีกำไรสุดระหว่าง 1294-2439 บาท/กระชัง โดยมีจุดคุ้มทุนที่ 31.11 บาท โดยมีรายละเอียดการลงทุน- ผลตอบแทน        ระยะเวลาการเลี้ยง63 (วัน)   ผลผลิตปลา180-212  (กิโลกรัม)   ราคาปลานิล 40(บาท) จากข้อมูลทดลองเลี้ยงของสถานีประมงน้ำจืดจังหวัดอุตรดิตถ์ จำนวน 9 กระชัง   การสร้างกระชังรูปร่างและขนาดของกระชัง กระชังที่ใช้เลี้ยงปลานิลมีรูปทรงต่างๆ เช่น รูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า และรูปกลมเป็นต้น รูปร่างของกระชังจะมีผลต่อการไหลผ่านของกระแสน้ำที่ถ่ายเทเข้าไปในกระชัง เมื่อเปรียบเทียบปริมาณเท่ากันๆกระชังรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสจะมีพื้นที่ผิวที่ให้กระแสน้ำไหลผ่านได้มากกว่ากระชังรูปแบบอื่นๆ ขนาดกระชัง ที่ใช้เลี้ยงจะแตกต่างกันไป ซึ่งขึ้นอยู่กับความต้องการของเกษตรกร ขนาดพื้นที่ที่แขวนกระชัง ตลอดจนปัจจัยต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น ขนาดกระชังที่นิยมใช้โดยทั่วไป คือกระชังสี่เหลี่ยมขนาด  1.2x1.2x2.5 หรือ 2x2x2.5 เมตร กระชังสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาด 4 x 2 x 2.5 เมตร สำหรับต้นทุนค่าสร้างกระชัง ต้นทุนต่อปริมาตรจะลดลงเมื่อขนาดของกระชังใหญ่ขึ้นแต่ผลผลิตต่อปริมาตรก็จะลดลงด้วย เนื่องจากกระชังใหญ่กระแสน้ำไม่สามารถหมุนเวียนได้ทั่วถึง ความลึกของกระชังส่วนใหญ่ที่ใช้จะมีความลึก 2.5 เมตร เมื่อลอยกระชังจะให้กระชังจมอยู่ในน้ำเพียง 2.2 เมตร โดยมีส่วนที่โผล่พ้นน้ำประมาณ 20-25 เซนติเมตร ความลึกของกระชังมีผลต่อการเจริญเติบโตของปลาเช่นกัน ปกติ ระดับออกซิเจนที่ละลายในน้ำจะสูงบริเวณผิวน้ำ ที่ระดับความลึกประมาณ 2 เมตร ปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน้ำเพียง 50-70% ของปริมาณออกซิเจนที่ผิวน้ำเท่านั้น ดังนั้น การสร้างกระชังไม่ควรให้ลึกเกินไป เนื่องจากปลาจะหนีลงไปอยู่ในส่วนที่ลึกซึ่งมีปริมาณออกซิเจนต่ำ และจะส่งผลให้ปลากินอาหารน้อย มีอัตราการเจริญเติบโตต่ำ ดังนั้น ขนาดกระชังขึ้นอยู่กับปัจจัยเป็นองค์ประกอบของการเลี้ยงซึ่งผู้เลี้ยงต้องตัดสินใจโดยพิจารณาถึงจำนวนปลาที่ปล่อย  กระชังขนาดเล็กที่ปล่อยหนาแน่น ให้ผลผลิตต่อปริมาตรสูง ดูแลจัดการง่าย แต่ผลผลิตรวมอาจต่ำกว่ากระชังขนาดใหญ่ดังกล่าวข้างต้น  นอกจากนี้บริเวณผนังกระชังด้านบน ควรใช้มุ้งเขียวขนาดความกว้าง 90 เซนติเมตร ขึงทับไว้เพื่อป้องกันไม่ให้อาหารหลุดออกนอกกระชังใช้ระหว่างการให้อาหาร การแขวนกระชัง ควรแขวนให้กระชังห่างกันไม่น้อยกว่า 3 เมตร เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดมุมอับระหว่างกระชังเป็นการลดสภาวะการขาดออกซิเจน หากจำเป็นควรใช้เครื่องตีน้ำหรือเครื่องสูบน้ำช่วยให้เกิดการหมุนเวียนถ่ายเทน้ำภายในกระชังและเป็นการเพิ่มปริมาณออกซิเจนในน้ำอีกด้วย ขนาดตาอวนที่ใช้ทำกระชัง  จะต้องเหมาะสมกับขนาดปลาที่เลี้ยงเพื่อป้องกันไม่ให้ปลาหนีลอดไปได้ อีกทั้งจะต้องให้กระแสน้ำไหลผ่านได้สะดวกและป้องกันไม่ให้ปลาขนาดเล็กภายนอกเข้ามารบกวน และแย่งอาหารปลาในกระชัง  ขนาดตาอวนที่ใช้ไม่ควรมีขนาดเล็กกว่า 1.5x1.5 เซนติเมตร เพื่อไม่ให้ขัดขวางการหมุนเวียนของน้ำผ่านกระชัง กระชังควรมีฝาปิด ซึ่งอาจทำจากเนื้ออวนชนิดเดียวกับที่ใช้กระชังหรือวัสดุที่เหมาะสม ทั้งนี้ เพื่อป้องกันปลาที่เลี้ยงหนีออกและปลาจากภายนอกกระโดดเข้ากระชังรวมทั้งป้องกันไม่ให้นกมากินปลาที่เลี้ยง การปรับปรุงคุณภาพน้ำในบ่อเลี้ยงปลานิล ด้วยระบบถังกรองทรายแบบไหลไม่ต่อเนื่อง วิทยานิพนธ์ (วศ.ม.)--จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2540 ศึกษาการเปลี่ยนแปลงคุณภาพน้ำในบ่อเลี้ยงปลานิล ที่เกิดจากการใช้ระบบถังกรองทรายแบบไหลไม่ต่อเนื่อง ในการกำจัดแพลงค์ตอนพืชออกจากน้ำหมุนเวียนของบ่อเลี้ยงปลาในอัตราต่างๆ และศึกษาหาอัตราการหมุนเวียนน้ำที่เหมาะสม สำหรับใช้ในการควบคุมคุณภาพน้ำในบ่อ ให้สามารถเลี้ยงปลานิลได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด การทดลองประกอบด้วยบ่อเลี้ยงปลานิล 4 บ่อ ทดลองเปรียบเทียบกัน การเลี้ยงปลาเป็นแบบระบบปิดจำนวน 50 ตัว/บ่อ โดยบ่อเลี้ยงปลาบ่อที่ 2,3 และ 4 ทดลองปรับปรุงคุณภาพน้ำด้วยการหมุนเวียนน้ำออกจากบ่อ แล้วนำไปบำบัดในถังกรองทรายแบบไหลไม่ต่อเนื่องในอัตรา 5,10 และ 20% หรือเท่ากับ 21,42 และ 84 ลิตร/วัน ตามลำดับ และทดลองเปรียบเทียบกับบ่อเลี้ยงปลาบ่อที่ 1 ที่ไม่มีการปรับปรุงคุณภาพน้ำ จากการทดลองพบว่า อุณหภูมิของทุกบ่อตลอดการทดลองมีค่าอยู่ระหว่าง 25.6-33.4 องศาเซลเซียส ค่าเฉลี่ยของออกซิเจนละลายน้ำในทุกบ่อ มีค่าอยู่ในระดับที่ปลานิลสามารถเจริญเติบโตได้ดี (มากกว่า 5 มก./ล.) และค่าออกซิเจนละลายน้ำต่ำสุดเกิดขึ้นในบ่อที่ 1 ผลการทดลองของการปรับปรุงคุณภาพน้ำในบ่อเลี้ยงปลา ด้วยการหมุนเวียนน้ำออกจากบ่อ แล้วนำไปบำบัดในถังกรองทรายแบบไหลไม่ต่อเนื่องในอัตรา 0,5,10 และ 20% ของบ่อที่ 1,2,3 และ 4 พบว่า ปริมาณสารอินทรีย์หรือของเสียต่างๆ ที่สะสมอยู่ในบ่อที่ 1 มีค่าสูงมากกว่าบ่ออื่นๆ อย่างมีนัยสำคัญ และสารต่างๆ เหล่านี้มีปริมาณลดน้อยลงในบ่อที่ 2, 3 และมีปริมาณน้อยที่สุดในบ่อที่ 4 โดยมีปริมาณแอมโนเนียเท่ากับ 2.1,1.41,0.86 และ 0.76 มก./ล.ไนโตรเจน ปริมาณไนไตรต์เท่ากับ 3.2,2.1,2.4 และ 0.79 มก./ล.ไนโตรเจน ปริมาณไนโตรเจนทั้งหมด 13.1,13.5,15.5 และ 5.4 มก./ล.ไนโตรเจน ฟอสฟอรัสทั้งหมดเท่ากับ 13.7,10.5,9.7 และ 0.99 มก./ล. ตามลำดับ ส่วนค่าซีโอดีละลายน้ำไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีค่าเท่ากับ 87.3,86.8,79.0 และ 71.4 มก./ล. ของน้ำในบ่อที่ 1,2,3 และ 4 ตามลำดับ จากการเปรียบเทียบผลผลิตปลานิล พบว่าบ่อที่ 3 ให้ผลผลิตสุทธิสูงที่สุดเท่ากับ 4.81 กก./บ่อ รองลงมาคือ บ่อที่ 4,2 และ 1 โดยให้ผลผลิตสุทธิเท่ากับ 4.15,3.62 และ 3.01 กก./บ่อ ตามลำดับ ส่วนอัตรารอดพบว่า บ่อที่ 4 มีค่าสูงสุดเท่ากับ 77.6% รองลงมาคือบ่อที่ 3,1 และ 2 โดยมีค่าเท่ากับ 70.5,63.5 และ 53.8% ตามลำดับ สรุปได้ว่า การปรับปรุงคุณภาพน้ำในบ่อเลี้ยงปลานิล ด้วยการกำจัดแพลงค์ตอนออกจากน้ำหมุนเวียนของบ่อในอัตรา 5,10 และ 20% ช่วยลดการสะสมของสารอินทรีย์และของเสียต่างๆ รวมทั้งสารที่เป็นพิษต่อปลานิล พบว่าที่อัตราการหมุนเวียนน้ำ 20% มีประสิทธิภาพในการควบคุมระดับของสารพิษ สารอินทรีย์และของเสียให้เหลือสะสมอยู่ในบ่อน้อยที่สุด และมีประสิทธิภาพรองลงมาคือที่อัตราการหมุนเวียนน้ำ 10 และ 5%

                  การเลี้ยงปลากระชัง เป็นอาชีพที่ลงทุนต่ำ แต่ได้ผลผลิตสูง สามารถทำให้ความเป็นอยู่และวิถีชีวิตของคนที่ประกอบอาชีพนี้มีสภาพความเป็นอยู่ของชีวิตที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในด้านของการเงินการจัดสรรระบบ การวางแผน การดำเนินงานการแก้ไขปัญหา ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นการส่งเสริมการดำเนินชีวิตตามวิถีชีวิตของเศรษฐกิจพอเพียง ตามแนวพระราชดำริของพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงมีพระราชดำรัสกับพสกนิกรชาวไทยอีกด้วยทั้งนี้ ในการประกอบอาชีพ การเลี้ยงปลากระชังยังเป็นการเพิ่มรายได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องอาศัยเป็นอาชีพหลัก เนื่องจากเวลาในการเลี้ยงปลากระชังนั้นไม่จำเป็นที่จะต้องดูแลตลอดเวลาแต่เพียงต้องมีเวลาในการจัดการบริหารงานให้ดีเพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าผู้ประกอบอาชีพยังได้ประกอบอาชีพอื่นๆ เพื่อสร้างรายได้ ให้แก่ตนเองและครอบครัว อาทิ เกษตรกร ข้าราชการ ค้าขาย เป็นต้น

 บรรณานุกรม

  การเลี้ยงปลากระชัง[ออนไลน์]

เข้าได้ถึง : http://www.ku.ac.th   (สืบค้นวันที่  ๔ สิงหาคม ๒๕๕๕) ชนิดของปลาและอัตราการปล่อย  เข้าได้ถึง :  http://www.dld.go.th   (วันที่ค้นข้อมูล :  ๘ สิงหาคม ๒๕๕๕)
      สัมภาษณ์
นายวัลลภ  คัททะมาลา     สัมภาษณ์ วันที่ ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๕๕
นายบุญหลาย  มูลถวิลย์     สัมภาษณ์ วันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๕๕
นางสุกัญญา  จีจง              สัมภาษณ์ วันที่ ๒ สิงหาคม  ๒๕๕๕
นางวาสนา  เพียคำ             สัมภาษณ์ วันที่ ๔ สิงหาคม  ๒๕๕๕
นายวสันต์  บุดดีเคน          สัมภาษณ์ วันที่ ๖  สิงหาคม  ๒๕๕๕