Thai AGB หรือ สสมท. (สมาคมสภามหาวิทยาลัย ประเทศไทย) จัดประชุมวิชาการประจำปี ระหว่างวันที่ ๒๒ - ๒๕ ส.ค. ๕๕ โดยรายการแรกเป็น The Roundtable Discussion on “Creating University Good Governance through University Council / Board of Trustees” ที่ มศว. ประสานมิตร โดยมีวิทยากรจาก AGB ของสหรัฐอเมริกา ๒ ท่านคือ Prof. Dr. Richard Legon, President of AGB (Association of Governing Boards of Universities and Colleges)กับ Prof. Dr. Joseph Burke, President Emeritus, Keuka College
การประชุมนี้ได้สาระสำคัญที่ผมได้เรียนรู้เพิ่มขึ้นจากบริบทของสหรัฐอเมริกา เทียบกับของประเทศไทย จากการตีความของผม เอามาทำการบ้านส่งท่านนายกสมาคมสภามหาวิทยาลัย (ประเทศไทย) ดร. ชุมพล พรประภา ตามที่สัญญากับท่านไว้
โดยต้องย้ำว่าเป็นบันทึกจากการตีความ ส่วนที่เป็นการตีความเป็นส่วนที่ไม่ยืนยันความถูกต้อง ท่านผู่อ่านพึงใช้วิจารณญาณ อย่าเพิ่งเชื่อง่ายๆ
เพื่อให้เข้าใจความเป็นจริงเรื่องสภามหาวิทยาลัยไทยในมิติที่ลึก สำหรับใช้ทำงานขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงระบบกำกับดูแล หรือธรรมาภิบาล อุดมศึกษาไทย ระหว่างนั่งฟังการประชุม ผมจึงลองเปรียบเทียบระบบธรรมาภิบาลอุดมศึกษาของ สรอ. กับของไทย เอามาบันทึก ลปรร. ดังต่อไปนี้
๑. กระบวนทัศน์เกี่ยวกับระบบกำกับดูแลหรือต่อสภามหาวิทยาลัยของไทยเราค่อนไปทางมองเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือมีรูปแบบแน่นอนตายตัวกำหนดไว้และผู้กำหนดเป็นผู้อื่นในขณะที่ทางสรอ. มองเป็นสิ่งที่ต้องหาทางปรับปรุงพัฒนาให้ดีขึ้นเรื่อยๆและผู้พัฒนาก็คือกรรมการสภามหาวิทยาลัยนั่นเอง
๒. ในสังคมอเมริกันมีวัฒนธรรมอาสาสมัคร(voluntarism) เพื่อสังคม คนที่เข้ามาเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยจึงตกอยู่ใต้อุดมการณ์นี้แบบไม่รู้ตัว แต่สังคมไทยวัฒนธรรมอาสาเพื่อสังคมไม่แข็งแรง ที่แข็งแรงคือวัฒนธรรมยกย่องเชิดชู คนไทยที่มาทำหน้าที่กรรมการสภามหาวิทยาลัยมักรู้สึกว่าได้รับการยกย่องเชิดชู ไม่ค่อยเน้นการเข้าไปทำงานเพื่อประโยชน์ของสังคม
เมื่อกลับมาไตร่ตรองที่บ้านผมคิดว่าสิ่งสำคัญที่สุดที่สภามหาวิทยาลัยไทยต้องปรับปรุงคือเปลี่ยนสไตล์การทำงานลงรายละเอียดของแต่ละเรื่องมาเป็นทำงานเน้นเรื่องสำคัญเพื่อทำหน้าที่ธรรมาภิบาลได้อย่างเข้มแข็งหรือที่เรียกว่า high performance board โดย Jo Burke ระบุตัวชี้วัดของการเป็น high performance board ไว้ดังนี้
- Climate of trust and candor
- Willingness to share information
- Encouragement of multiple perspectives
- Commitment to continuous council assessment, improvement, and education
- Focus on strategic issues
- Understands both formal and informal roles
เพื่อให้เข้าใจชัดเจนในเรื่อง high performance board จึงต้องเปรียบเทียบระหว่างพฤติกรรมของ low performance กับ high performance board ดังต่อไปนี้
Low performance
- Over/under - engage
- Few new members
- President “owns” agenda
- Avoids difficult discussion
- Meetings dominated by reports
- Never evaluate President
- Confuse good philanthropy with good governance
- Never evaluate board performance
- Focus on oversight
- Limited “policing” of board performance by board
ผมขอเชิญชวนให้ดูที่คำว่า Focus on oversight ซึ่งเมื่อแปลเป็นไทยแบบตรงตัวน่าจะแปลว่า “เน้นการกำกับดูแล” ซึ่งหมายถึงลงรายละเอียด ผมคิดว่าสภามหาวิทยาลัยไทยจำนวนมากตกหลุมพรางนี้ และสาเหตุส่วนหนึ่งอาจจะมาจากถ้อยคำ “กำกับดูแล” นี่แหละทำให้เรามุ่งไปที่การตรวจสอบรายละเอียดโดยที่ภารกิจสำคัญของสภาฯคือกำหนดทิศทางเป้าหมายและยุทธศาสตร์ในการบรรลุเป้าหมายนั้นส่วนรายละเอียดของการปฏิบัติมอบหมายให้ฝ่ายบริหารไปคิดเองโดยกรรมการสภาฯอาจเข้าไปช่วยเป็น strategic partner ตามความเหมาะสม
High performance
- Engaged and informed
- Forward and critical thinking
- Opportunity for meaningful deliberation (and appropriately skeptical)
- Creative
- Applies risk assessment
- Collaborative partnership with CEO
- Focus on strategy
อีกอย่างหนึ่งที่ผมชอบ คือเรื่องการประเมินสภาฯ ๓ แบบ คือ (๑) การประเมินใหญ่ ประเมินทุกด้าน ทำ 1-2 ปีต่อครั้ง (๒) ประเมินการประชุมแต่ละครั้ง (๓) ประเมินตัวกรรมการแต่ละคน โดยที่เมื่อเอามาใช้ในบริบทไทย ก็ต้องมีการปรับให้เข้ากับวัฒนธรรมของเรา แต่ก็ต้องคงเป้าหมายของการประเมินไว้ ว่าเพื่อใช้ปรับปรุงตัวเอง ใช้เอง ไม่ใช่เพื่อบอกผลได้ตก สำหรับให้หน่วยงานอื่นใช้
วิทยากรระบุบทบาทของนายกสภามหาวิทยาลัยไว้ดังนี้
- Be knowledgeable about mission
- Be effective advocate for organizational needs
- Work with President to plan meetings
- Work with executive committee to assess performance
- Create and implement plan to assess and develop President
- Work on culture, communication and education
- Lead council and encourage appropriate engagement
- Assist in recruitment and development of skilled and commited members
- Continuously work to improve : (1) Relationships (2) Communications (3) Education
- Oversee efficient operations through development of executive committee and committee structure
และได้ระบุหน้าที่ของอธิการบดีต่อสภามหาวิทยาลัยไว้ดังนี้
- ทำงานร่วมกับนายกสภาฯ เพื่อ
- วางแผนการกำหนดวาระการประชุมสภาฯ ที่ดี
- ดำเนินการแผนการสื่อสาร
- พัฒนาวัฒนธรรมภายในสภาฯ อย่างต่อเนื่อง
- จัดให้มีการพัฒนาภาวะผู้นำของกรรมการ รวมทั้งการหมุนเวียน
- ประเมิน performance และทำแผนพัฒนา
- แลกเปลี่ยนข้อกังวลใจ และข้อท้าทาย อย่างเปิดเผยสร้างสรรค์
- ช่วยเหลือด้าน
- การสร้างสภาฯ ที่ดี
- การสรรหา
- การปฐมนิเทศ
- การให้ความรู้
- ทำงานกับเจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัยเพื่อ
- ให้ข้อมูล การวิเคราะห์
- เสนอคำถาม หรือประเด็น เชิงยุทธศาสตร์ เพื่อนำไปสู่การทบทวนหรืออภิปรายปรึกษาหารือ
- ทำงานร่วมกับประชาคมมหาวิทยาลัย และกับสภาฯ เพื่อดำเนินการและปรับปรุงแผนยุทธศาสตร์ด้าน
- พันธกิจ และค่านิยม
- หลักสูตร
- การพัฒนาและสนับสนุนนักศึกษา
- เทคโนโลยี
- แผนแม่บทด้านสิ่งอำนวยความสะดวก
- แผนการเงิน
- การระดมทุน
เขาระบุบทบาทของคณะกรรมการธรรมาภิบาล (Governance Committee) ใน สรอ. ไว้ดังนี้
- Design board composition and selection criteria
- Develop & manage new trustee candidate network
- Develop new trustee orientation program
- Assess trustee performance
- Oversee selection/renomination process
- Anticipate future leadership needs
- Develop programs that continue former trustee commitment
ผมชอบ bullet point ในบรรทัดบนมาก เพราะสะท้อนว่า สภามหาวิทยาลัยมีความคิดผูกสัมพันธ์กับผู้ที่เคยเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยตลอดชีวิต ไม่ใช่เฉพาะช่วงที่เป็นกรรมการสภาฯ เท่านั้น
วิญญาณ หรือวัฒนธรรมการทำงานเอาจริงเอาจัง (commit) และปรับปรุงให้ได้ผลดีขึ้นอยู่ตลอดเวลา เป็นเรื่องสำคัญยิ่ง ปัญหาสำคัญในประเทศไทยคือความเกรงใจ ตอนเชิญมาเป็นกรรมการสภาฯ ก็ไม่ได้ไต่ถามคาดคั้นการอุทิศสมองและเวลา และตอนทำหน้าที่ ก็ไม่มีวิธีใช้งานกรรมการสภาฯ เพื่อให้เป็นพลังขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง ลงท้ายสภาฯ ก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของพิธีกรรม ไม่ได้ทำหน้าที่ปัจจัยของความเจริญก้าวหน้า เพื่อทำหน้าที่สถาบันอุดมศึกษาเพื่อพัฒนาชุมชน ท้องถิ่น สังคม หรือชาติบ้านเมือง
วิจารณ์ พานิช
๒ ก.ย. ๕๕
อ่านบทความของท่านอาจารย์แล้วรู้สึกตื่นเต้น ดีใจ อย่างมาก ทั้งนี้คิดว่าน่าจะมีบางมหาวิทยาลัยดำเนิการไปบ้างแล้ว แต่บางทีก้อท้อใจว่า ชาตินี้ อาจารย์มหาวิทยาลัยบางมหาวิทยาลัยจะมีโอกาสได้เห็นการทำงานของสภามหาวิทยาลัย แบบก้าวกระโดด ตามแนวคิดที่อาจารย์กรุณาบรรยายไว้บ้างไหมหนอ