
..
ตาเบบูญ่าผู้กล้าแกร่งและบอบบาง
กำลังบานสะพรั่งอยู่ท่ามกลางลมแดดฝน
เธอมาแสดงตัวด้วยสีสันอันหลากหลาย
และปล่อยกลีบบางเบาให้ร่วงกระจายอยู่บนพื้น
ฉันหยิบดอกที่หล่นอยู่กับพื้นมาสูดดม
เธอไม่ได้โอ้อวดชวนชมด้วยกลิ่นหอมเย้ายวนดังดอกไม้อื่น
แต่ทุกดอกที่หล่นคืนสู่แผ่นดินก็ยังงดงาม
ช่วยให้พื้นดินที่มั่นคง หนักแน่น ดูอ่อนโยนน่าเข้าไปนั่งเล่น
ปีละครั้งทีเธอเบ่งบานอย่างนบนอบต่อฤดูกาล
นำเอารอยยิ้มแห่งวันเวลาอันแสนหวานมาฝาก
พร้อมคำถามแด่หัวใจคนกล้า
ว่าเมื่อไหร่เราจะเบ่งบานเช่นเธอ
และพร้อมหรือยังที่จะผละกลีบบางร่วงลงพื้น
อย่างทรนง...
และเชื่อมั่นว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้น...ดีเสมอ...
ชายแก่นั่งมองความเป็นไป...ในสวนสาธารณะ
ผิวหนังเหี่ยวย่น บอบบาง ผมสีขาวปลิวไสวยามลมพัด
ชีวิตที่ผ่านพ้น หวานขมหอมหวนสักแค่ไหน...อย่างไร ฉันรำพึง
แม้หนทางชีวิตจะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบสุดสาย
แต่คงมีสักครั้งที่ทางเดินนั้นโปรยปรายด้วยกลีบของตาเบบูญ่า
บ่งบอกความงดงามในช่วงเวลา
ที่ในที่สุดก็ต้องอำลาคืนสู่ดินที่มานั่นเอง
ทุกช่วงเวลาของชีวิต มีความงดงามเสมอ
ไม่ว่าจะเป็นก้าวแรกของเด็กน้อย
ความสนุกสนานของเด็กๆ
โลกวุ่นในวัยทำงาน
หรือในยามที่สังขารร่วงโรยไป
ชายแก่นั่งอย่างเงียบเหงา
ช่วงชีวิตที่เงาที่พาดลงค่อนข้างยาว
แต่เมื่อเขาลุกยืนขึ้นแล้วมองมา
ฉันเห็นไฟเฉิดฉายแจ่มจ้าในดวงตาคู่นั้น
ทุกช่วงเวลาของชีวิต...มีสง่าราศีเสมอ
และผู้เฒ่าเหล่านี้รู้ว่าชีวิตที่งดงามที่ผ่านมาเป็นเช่นไร
ตาเบบูญ่า...เข้าใจชีวิตเช่นนี้
แด่ดอกไม้และตาเบบูญ่าทุกดอกที่รอวันเบ่งบานฝากความงดงามไว้ในโลกใบนี้
..

..

..

..

..

..

..

..

..

..

..

..
Spring Waltz - Yiruma
เมื่อคืนผมฟังเทศน์มา "ดอกไม้" ก็เป็น "ทุกข์" ได้ ......ในความหมายของ "ธรรม" :):)
บรรยากาศ เงียบๆ วันอาทิตย์ .......คุณปริม...มา surprise!! อีกแล้ว....:)
สวัสดีค่ะท่านอาจารย์วิชญธรรม
ขอโปรดช่วยขยายความค่ะ ดอกไม้ทุกข์ยังไงคะ ขอบคุณค่ะ
วันนี้มีกิจกรรมไม่มากค่ะ อ่านหนังสือไปครึ่งเล่มแล้วเปลี่ยนบรรยากาศจากนอนไปนั่งเขียนบันทึกเท่านั้นเอง คงต้องออกไปข้างนอกแล้วค่ะเดี๋ยวจะกลมไปกว่านี้
สวัสดีบ่ายวันอาทิตย์ค่ะ ;)
... พร้อมหรือยังที่จะผละกลีบบางร่วงลงพื้น
... อย่างทรนง...
... และเชื่อมั่นว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้น...ดีเสมอ...
ปีละครั้ง... ดอกสะพรั่ง...บานปรากฏ
ฟ้ากำหนด ดอกไม้บาน ตระการผล
กรรมกำหนด ชะตา คุณค่าคน
ออกดอกผล พร้อมเมื่อกรรม แลกาละ
ขอบคุณความงดงาม..พร้อมลีลา สาระ สุนทรีย์ มากมีที่แบ่งปันนี้นะคะ สาธุค่ะ :)
สวยจัง ดอกไม้ล่วงเต็มพื้นไปหมดเลย ชอบดูดอกไม้บนพื้นหญ้า
* ดอกไม้งาม..มีวันร่วงโรย..ย้อนมองตนไม่พ้นวงเวียนนี้..
* เมื่ออยู่ให้เขาไว้ใจ..เมื่อไปให้เขาคิดถึง..
* ขอบคุณข้อคิดดีๆค่ะ
* ส่งภาพซุ้มดอกบานบุรีหน้าบ้านมาฝากค่ะ
...ดอกไม้..งาม..และสวยสด..ทุกเมื่อ...คือ..ดอกไม้ที่..บาน..ในจิตใจ..ใช่ไหม..เจ้าคะ..คุณปริม....(สวัสดีค่ะ..ยายธี)
สวยไปหมดทั้งภาพ/คำ/ผู้บันทึก
เราตีความว่า "ทุกข์" ในความหมายเฉพาะ "ความรู้สึก" ที่เกิดกับเราเอง......
(บทเทศน์ที่ฟังมานี้ยังไม่ได้รับการวิเคราะห์ใดๆ นะครับ เก็บข้อมูลไปพิจารณาเองก่อนนะครับ)
ท่านบอกว่า..... ธรรมชาติใดๆที่มีการ "เกิด-ดับ" ..ธรรมชาตินั้นถูกเรียกว่า “กองทุกข์” .... "แก้ว" ที่แตกได้....”แก้วดับ” (นิโรธ). "แก้ว" นี้ก็เป็น "ทุกข์" ได้ ในความหมายของ อริยสัจ
....มีความหมายโดยนัยอาจมีมากกว่านี้นะครับแต่ผมไม่สามารถบรรยายให้กระจ่างพอ..:(
ดอกเต็มต้น สวยครับ
สาระดี มีงดงาม เช่นเดิม
ขอบคุณค่ะคุณปริม
ปล.บ้านหนูรีที่แบบนี้ ... ฝากให้คุณปริม นะคะ
บันทีกของปริมนี่เป็นอาหารสมองจริง อิ่มเอิบทุกครั้งที่เข้ามาอ่าน
ภาพสวยมาก
ชื่นชอบภาพ ภาษาสวยๆค่ะ
เหมือนกับที่คุณพี่ชอบอ่านบันทึกของน้องปริมใช่ไหมคะ อ่านแล้วมีความสุข
เข้ามาอ่านบันทึกที่งดงาม...ตามมาด้วยคำถามที่น่าคิดของท่าน อาจารย์วิชญธรรม (ขอบพระคุณมากครับ) ทั้ง ‘ดอกไม้’ และ ‘แก้ว’ ก็เลยนึกย้อนกลับไปในตอนที่อ่านหนังสือ ‘พุทธธรรม’ ซึ่งมีแง่ให้พิจารณาถึงความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงดังกล่าวด้วย เลยขออนุญาตแสดงความเห็นในประเด็นดังกล่าวด้วยนะครับ... :)
๑“ไตรลักษณ์” มีพุธพจน์แสดงหลักไว้ในรูปของกฎธรรมชาติ ว่าดังนี้
“ตถาคต (พระพุทธเจ้า) ทั้งหลายจะอุบัติหรือไม่ก็ตาม ธาตุ (หลัก) นั้นก็ยังคงมีอยู่ เป็นธรรมฐิติ เป็นธรรมนิยามว่า
๑. สังขารทั้งปวง ไม่เที่ยง.....
๒. สังขารทั้งปวง เป็นทุกข์.....
๓. ธรรมทั้งปวง เป็นอนัตตา.....
ตถาคตตรัสรู้ เข้าถึงหลักนั้นแล้ว จึงบอก แสดง วางเป็นแบบ ตั้งเป็นหลัก เปิดเผยแจกแจง ทำให้เข้าใจง่ายว่า “สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง..... สังขารทั้งปวง เป็นทุกข์..... ธรรมทั้งปวง เป็นอนัตตา.....”
ถ้าดูที่ความหมายของทุกข์ ก็คือ
ทุกขตา (Stress and Conflict) ความเป็นทุกข์ ภาวะที่ถูกบีบคั้นด้วยการเกิดขึ้นและสลายตัว ภาวะที่กดดัน ฝืนและขัดแย้งอยู่ในตัว เพราะปัจจัยที่ปรุงแต่งให้มีสภาพเป็นอย่างนั้นเปลี่ยนแปลงไปจะทำให้คงอยู่ในสภาพนั้นไม่ได้ ภาวะที่ไม่สมบูรณ์มีความบกพร่องอยู่ในตัว ไม่ให้ความสมอยากแท้จริง หรือความพึงใจเต็มที่แก่ผู้อยากด้วยตัณหา และก่อให้เกิดทุกข์แก่ผู้เข้าไปอยากเข้าไปยึดด้วยตัณหาอุปทาน
ถ้าสังเกตที่คำว่า ‘สังขาร’ ท่านพระพรหมคุณาภรณ์ ได้แยกและเปรียบเทียบให้เห็นดังนี้
๑. สังขาร ในขันธ์ ๕ ( รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) ซึ่งเป็นข้อที่ ๔ ในขันธ์ ๕ นั้น หมายถึง สภาวะที่ปรุงแต่งจิต ให้ดี ให้ชั่ว ให้เป็นกลาง ได้แก่ คุณสมบัติต่าง ๆ ของจิต ที่มีเจตนาเป็นตัวนำ ที่ปรุงแปรการตริตรึกนึกคิดในใจ และการแสดงออกทางกาย วาจา ให้เป็นไปต่าง ๆ เป็นตัวการของทำกรรม เรียกง่าย ๆ ว่า เครื่องปรุงของจิต เช่น ศรัทธา สติ หิริ โอตตัปปะ เมตตา กรุณา ปัญญา โมหะ โลภะ โทสะ เป็นต้น (คัมภีร์อภิธรรมจำแนกไว้ ๕๐ อย่าง เรียกว่า เจตสิก ๕๐ ในจำนวนทั้ง ๕๒) ซึ่งทั้งหมดนั้นล้วนเป็นนามธรรม มีอยู่ในใจทั้งสิ้น นอกเหนือจาก เวทนา สัญญา และวิญญาณ
๒.สังขาร ในไตรลักษ์ (สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา) ที่กล่าวถึงในไตรลักษณ์ หมายถึง สภาวะที่ถูกปรุงแต่งคือ สภาวะที่เกิดจากเหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้นทุกอย่าง ประดามี ไม่ว่าจะเป็นรูปธรรมหรือนามธรรมก็ตาม เป็นด้านร่างการหรือจิตใจก็ตามมีชีวิตหรือไร้ชีวิตก็ตาม อยู่ในจิตใจหรือเป็นวัตถุภายนอกก็ตาม เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า สังขตธรรม คือทุกสิ่งทุกอย่าง เว้นแต่นิพพาน
จะเห็นได้ว่า ‘สังขาร’ ในขันธ์ ๕ มีความหมายแคบกว่า ‘สังขาร’ ในไตรลักษณ์ หรือเป็นส่วนหนึ่งของสังขารในไตรลักษณ์นั่นเอง...
๑พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต). พุทธธรรม (ฉบับปรับปรุงขยายความ).
เนื้อหาที่ผมนำมา เอาเฉพาะส่วนที่สำคัญที่เกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกับประเด็นดังกล่าวเท่านั้นครับ...แต่รายละเอียดทั้งหมดในเรื่องดังกล่าวจะอยู่ใน ตอนที่ ๒ ชีวิตเป็ยอย่างไร? บทที่ ๓ ไตรลักษณ์ : ลักษณะโดยธรรมชาติ ๓ อย่างของสิ่งทั้งปวง หน้า ๖๘ – ๗๘/๑๕
************************************************************************************************
จากสังขารในไตรลักษณ์ ท่านกล่าวว่า เป็น สภาวะที่ถูกปรุงแต่ง หรือ สภาวะที่เกิดจากเหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้นทุกอย่าง
- หากพิจารณากรณี ‘ดอกไม้’ ในที่นี้ก็จะได้ว่า ดอกไม้ คือ สังขาร เพราะ ดอกไม้เป็นสภาวะที่ถูกปรุงแต่งขึ้นจากเหตุปัจจัย คือ ต้นไม้ และ ต้นไม้ ก็เป็นสภาวะที่ถูกปรุงแต่งขึ้นจากเหตุปัจจัย เช่น ดิน ปุ๋ย น้ำ เป็นต้น แล้ว ดิน ปุ๋ย น้ำ ก็เป็นสภาวะที่ถูกปรุงแต่งขึ้นจากเหตุปัจจัย...
- หากพิจารณากรณี ‘แก้ว’ ในที่นี้ก็จะได้ว่า แก้ว คือ ‘สังขาร’ เพราะ แก้วเป็นสภาวะที่ถูกปรุงแต่งจากกระบวนการผลิตที่มีเหตุปัจจัยในวัตถุดิบชนิดต่าง ๆ เป็นส่วผสม นั่นเอง และวัตถุดิบชนิดต่างต่าง ๆ ที่นำมาผลิตแก้วก็เป็นสภาวะที่ถูกปรุงแต่งขึ้นจากเหตุปัจจัย...
ดังนั้น เมื่อทั้งสองอย่างเป็น ‘สังขาร’ ในไตรลักษณ์ ก็กล่าวได้ว่า ดอกไม้และแก้ว เป็น ทุกข์ นั่นเอง
ยิ่งจะชัดเจนยิ่งขึ้น เมื่อนำเอา สิ่งเหล่านั้น (ดอกไม้หรือแก้ว) ไปจับกับความหมายของ ทุกข์ คือ ดอกไม้และแก้วย่อมมีปัจจัยที่ปรุงแต่งขึ้นให้มีสภาพเป็นอย่างนั้นเปลี่ยนแปลงไปไป จะทำให้คงอยู่ในสภาพนั้นไม่ได้ คือ ดอกไม้ก็เหี่ยวหรือแก้วก็เก่าหรือแตกสลายไป...
หรืออาจจะสรุปให้เข้าง่าย ๆ ได้ว่า : สิ่งใด ๆ ก็ตาม (รูปธรรม / นามธรรม มีชีวิตหรือไม่มีชีวิต) ที่เกิดจากเหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้นทุกอย่าง...แล้วเกิดขึ้นแล้วสลายตัว เปลี่ยนแปลงไป คงอยู่ในสภาพนั้น (เดิม) ไม่ได้...สิ่งแหล่านั้น...เป็นทุกข์ นั่นเอง.
คุณปริมครับ...อย่าลืมใช้หลัก กาลามสูตร นะครับ... :)
ขอบคุณในความงดงามอีกครั้ง...อีกครั้ง...อีกครั้ง...
อิ่มสุขและปล่อยไป
เริ่มใหม่เข้าใจเหตุที่มา
ฝึกอำลาวางวาย
.......
หลับสบาย ฝันดีนะคะคุณปริม
น้องเพลินพาไปแอ่วนาของน้องปริม เก็บภาพมาฝาก
ส่วนภาพกิจกรรมอื่นๆ รอก่อนนะคะ
http://www.facebook.com/media/set/?set=oa.288597054587878&type=1
สวัสดีค่ะคุณมะเดื่อ
ชื่องามสมตังนะคะ ชมพูพันธุ์ทิพย์ และถ้าเป็นสีเหลืองสีขาวชื่อคงต่างไปเช่นกันนะคะ เพราะเท่าที่เห็นมีสีขาว สีชมพูอ่อน สีชมพูเข้มและเหลืองค่ะ
ขอบคุณมากค่ะ