พี่อุ๊ยอมรับว่าที่ผ่านมา*ทำไม่ได้ผล*การเตือนโดยวิธีพูดไม่ได้ผลเพราะอะไร เหตุผลยอดนิยมคือ "ไม่มีเวลา"

       เล่าไปแล้ว 3 หน่วยงานที่มาถอดบทเรียนแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในงานประชุมตลาดนัดพฤติกรรมใหม่ ในงานนี้หลายๆคนหัวบวม ขณะที่หลายๆคนถูกรีดจนซีด สำหรับผู้เขียนเอง..ใช้เวลาถ่ายทอดผ่านบทความ มาเป็นเดือนแล้วยังไม่หมดเลย 55555 (อันนี้น่าจะมีความสัมพันธ์กับ DNA ระหัส แอล เอ แซด วายของผู้เขียนค่ะ คิก คิก) ที่เล่ามาแล้วได้แก่  รพ สต.บ้านแร่  จังหวัด สกลนคร และโรงพยาบาลเปาโลเมมโมเรียล รพ.สุไหงโกลก จังหวัดนราธิวาสฟังเรื่องราว ของน้องดา จาก รพ.สุไหงโกลก น้องดาเป็นพยาบาลโรงพยาบาลสุไหงโกลก ในวันนี้เราไปภาคเหนือกันนะคะ

      พี่อุ๊ เล่าว่างานที่ทำอยู่ที่ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล นครป่าหมาก ที่พิโลก(จังหวัดพิษณุโลก)

  พี่อุ๊ สตรีผมยาวในเสื้อสูทดำใส่คลุมทับเสื้อยืดสีบานเย็น ในวันประชุมถอดบทเรียน ตลาดนัดความรู้..สู่พฤติกรรมใหม่

   ตั้งแต่ปี 2549 จนถึงปัจจุบัน  ผู้ป่วยเบาหวานเพิ่มขึ้นจาก 50 คนเป็น 162 คน และกลุ่มเสี่ยงไม่ลดลงเลย เจ้าหน้าที่ได้พยายามปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในกลุ่มเสี่ยงด้วยการอบรมทำแผน ใช้หลัก 3 อ.2 ส ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม 1 วัน เรียกว่า กิจกรรมค่ายปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ดำเนินการ 2 ครั้งในปี 2553-2554  ครั้งละ 70 คน เวลา 6 โมงเช้า -5โมงเย็น 70 คน แบ่งเป็น 5 ทีม เลือกจับกลุ่มกันเอง หัวหมู่ควบคุมลูกน้อง แกนนำ 1 คน ตามลูกทีม 12-13 คน การปรับเปลี่ยนอาหารและออกกำลังกายแล้วแต่ความถนัด ตกลงกิจกรรมในชุมชนมีต้นทุนสนับสนุนจากดอกผลในหมู่บ้าน กองทุนเงินล้าน ชุมชนร่วมใจปลูกผักกินเอง ติดตามจากแกนนำ ทุก 1  mo. ประมาณ 6 เดือนเริ่มมีปัญหา ชาวบ้านบอกว่าไม่ว่างต้องทำนา ช่วงเปิดหีบทำอ้อย พี่อุ๊กับทีมงานหันกลับมาถอดบทเรียน ยั่งยืน?  แกนนำตามจริงหรือปล่าว?         พี่อุ๊ยอมรับว่าที่ผ่านมา*ทำไม่ได้ผล*การเตือนโดยวิธีพูดไม่ได้ผลเพราะอะไร เหตุผลยอดนิยมคือ "ไม่มีเวลา"  จากนั้นมีการทบทวนประเมินภาวะสุขภาพแล้วคืนข้อมูลชุมชน วางแผนร่วมกัน สอบถามชาวบ้านสูงอายุ คำกล่าวที่สะดุดใจจากชาวบ้าน "พ่อแม่ยังไม่เตือนเขาเลย" กิจกรรมเดิมๆสร้างความตระหนักไม่พอ คนอื่นเตือนไม่ได้ผล จัดกิจกรรมแบบเดิมไม่น่าจะได้ผล วางแผนใหม่ เอากลุ่มป่วยมาเตือนกลุ่มเสี่ยง ต้องเพิ่มการเรียนรู้ของกลุ่มเสี่ยงโดยกลุ่มป่วย กลุ่มป่วยที่มาสอนนี้ต้องได้รับการยอมรับชุมชน กลุ่มป่วยที่คัดเลือกมามีกระบวนการคัดสรรต้องเป็นบุคคลที่เป็นที่น่าเชื่อถือ เคารพ และเป็นที่รักในชุมชนและ ห่วงลูกหลานจริงๆ  มีทั้งฆราวาสและพระภิกษุทั้งหมดมี  8 คน กลุ่มป่วยและกลุ่มเสี่ยง มาแลกเปลี่ยนทุกเดือนเวลา 7.00-13.00 น. ส่วนกระบวนการอื่นปฏิบัติในรูปแบบเดิมดังนี้

1.  เลือกหมู่บ้านลดเสี่ยงลดโรค

2. คณะทำงาน รวบรวมข้อมูล แบ่งกลุ่มประชาชน ประชาคม อาสาสมัครสุขภาพ ผู้นำ พระภิกษุและแม่ ชี(ที่เป็นกลุ่มเสี่ยง)

3.จัดหลักสูตรร่วมกับ ประชาชน มีชมรมคนรักษาสุขภาพ มีกิจกรรมที่น่าสนใจผลัดเปลี่ยนเพื่อกระตุ้นการเรียนรู้และเพิ่มความตระหนัก เช่น role play ต้องแต่งงานกับกลุ่มเสี่ยง   แข่งกินผักเป็นกลุ่ม

    ในการทำกิจกรรมค่ายจะมีการนำเสนอแผนจากชุมชน เช่น การออกกำลังกายแบบเดินเร็วหรือวิ่งผ่านบ้าน  บ้านไหนไม่ออกมาวิ่งด้วยก็จะอายนอกจากนี้จะได้ดูแลความสะอาดหน้าบ้านเพื่อโชว์ขวนวิ่งและเดินเร็วที่ผ่านหน้าบ้านด้วยด้วย พี่อุ๊บอกกว่างานนี้ทำได้ด้วยดีมีผลน่าพอใจเพราะมีปัจจัยเอื้อ สนับสนุนจากหมู่บ้านมีความพอเพียง มีความพร้อมด้านความสามัคคีและมีผู้นำหมู่บ้านดีค่ะ