คิดถึงเมื่อวันวาร

ประมาณ หกโมงเย็น เสียงหวอเตือนภัยดังลั่น แม่ต้อยเห็นน้ำค่อยๆปริ่มขึ้นมาริมถนนเล็กน้อย เท่านั้นเองยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น จึงนั่งดูข่าวดูว่าจะเป็นอย่างไรกันแน่

ท้องฟ้าที่ชุมฉ่ำด้วยกลุ่มเมฆที่ลอยต่ำลงมา ครอบคลุมไปทั่วบริเวณ ฝนที่ตกมาอย่างไม่ขาดสาย ราวกับเป็นสัณญาณเตือนให้รับรู้ หมุ่นกกาส่งเสียงเรียกลูกน้อยคล้ายกับเตือนให้ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงที่จะตามมา ฝูงมดในสวนเริ่มเดินพาเหรดเป็นแถวยาว..

บรรยากาศ แบบนี้ทำให้แม่ต้อยอดที่จะครุ่นคิดย้อนหลังไป ราวกับเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวานนี้เอง ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นเป็นวัฏจักร ตามธรรมชาติ เพียงแต่ในปีนี้ ตัวละครสำคัญคนหนึ่งในเรื่องเล่านี้ ได้ขาดหายไป

บันทึกนี้แม่ต้อยได้เขียนไว้ในเดือนตุลาคม ๒๕๕๔ ในปีที่ประเทศไทยเกิดมหาอุทกภัย และยังไม่ได้นำมาลงในบล้อกนี้เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์

แม่ต้อยจึงนำเอาเรื่องเล่าที่บันทึกไว้มาให้กัลยาณมิตรทุกท่านได้อ่านอีกครั้ง เป็นบันทึกที่แม่ หรือคุณยาย ยังมีชีวิตอยู่

ปีพุทธศักราช ๒๕๕๔

ประชาชนชาวไทย เกิดความตื่นตระหนกอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เนื่องจากกระแสน้ำที่ไหลพัดผ่านจังหวัดต่างๆ ตั้งแต่ภาคเหนือไหลเรื่อยลงมาจนถึง พระนครศรีอยุธยา การระดมสรรพสิ่งเพื่อวางระบบป้องกันกระแสน้ำ กลับพ่ายแพ้ ระเนระนาด  ข่าวลือต่างๆ มีมากมายหลายคณานับ ชาวบ้าน แลคนทำงานไม่เป็นต้องทำอะไร จับเจ่าหน้าวิทยุ และโทรทัศน์เพื่อฟังข่าวด้วยความตื่นตระหนก

แม้ว่าประเทศไทยจะเป็นประเทศเกษตรกรรม และอยุ่ในที่ราบลุ่มติดแม่น้ำ เรื่องน้ำท่วม เป็นเหตุการณ์ ที่ในอดีตเป็นเรื่องธรรมชาติ และสนุกสนาน และคนไทยได้ใช้ โอกาสนี้ในการสร้างประเพณีต่างๆ  เช่น การแข่งเรือ การลอยกระทง ในหน้าน้ำหลากนี้

แต่ในยามนี้ ราวกับตรงกันข้าม น้ำที่ไหลบ่ามาอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว และกระแสข่าวที่รายงานทุก ๑๕ นาที ทำให้ทราบถึงความเสียหายของบ้านเรือน สถานที่ต่างๆ ก่อให้เกิดความวิตกกังวล เหลือคณานับ

ข้าวของเครื่องใช้ อาหารแห้ง ในร้านรวงต่างๆ ถูกกักตุน ราวกับจะเก็บไว้กินเพียงคนเดียว  ราวกับอยากจะรอดชีวิตอยู่ได้ในโลกนี้เพียงผู้เดียว เป็นสภาพที่ไม่เคยเกิดขึ้นในบ้านเมืองเรามาก่อน

บ้างก็ก่อกำแพง กั้นน้ำที่จะไหลบ่าลงมาเมื่อใดไม่มีใครทราบ  บ้างก็อพยพครอบครัว ย้ายถิ่นฐานบ้านช่อง  บ้างก็ยืืนหยัดว่า จะไม่ไปไหน จะอยู่ที่นี่ ในบ้านของเรานี้

คนที่มีเงินมากก็ใช้วิธีบินไปอยุ่กับลุกหลานเสียที่ต่างประเทศ ให้คนที่ไม่มีเงิน เผชิญกับปัญหาตามลำพัง

และแม่ต้อยคือหนึ่งในนี้กลุ่มคนเหล่านี้แหละคะ

 

กลางเดือนตุลาคม ๒๕๕๔...

แม่ต้อยเฝ้าระวังน้ำท่วมมามากกว่าสัปดาห์ แต่ก็คิดว่าสักวันหนึ่งน้ำต้องท่วมแน่นอน แต่ในวินาทีที่น้ำท่วม มันเป็นประสบการณ์ที่ไม่เคยลืม แม่ต้อยจึงอยากเล่าเรื่องราวให้น้องๆที่ยังไม่มีประสบการณ์ได้รับรู้  อันนี้ยกเว้นน้องๆที่มีประสบการณ์มากกว่านะคะ

บ่ายวันที่๑๙ ตุลาคม ๒๕๕๔ ตอนกลางวันแม่ต้อยออกไปเสวนากับเพื่อนๆ ที่เรียนวปอ.ด้วยกัน สมาชิกกลุ่มนี้มีทั้งนักการเมือง ข้าราชการ ทหารและตำรวจ เวลาแม่ต้อยไปเสวนากับเพื่อนกลุ่มนี้ แม่ต้อยจะฟังมาก และจะพูดน้อย เพราะแม่ต้อยสังเกตว่าพวกที่พูดมากๆ ไม่ค่อยมีใครฟังสักเท่าไหร่

เรื่องที่คุยก็ไม่หนีเรื่องน้ำท่วม เรื่องการจัดการระบบน้ำที่ไม่มีประสิทธิภาพ ที่ตอนนี้ดูเหมือนว่าทุกคนจะกล่าวโทษไปมา บ้างก็ตั้งตัวเองเป็นโหราจารย์ ทำนายทายทักดวงชะตาบ้านเมืองไปถึงไหนต่อไหน

ลูกชาย โทรมาหาว่าแม่อยู่ที่ไหน ตอนนี้ที่บ้านเขาประกาศว่าน้ำจะท่วมแล้ว  กลับบ้านด่วน..

แม่ต้อยจึงแยกตัวจากเพื่อนๆ มีผลให้วงสนทนาแตกกระจายไปด้วย อิอิ

แม่ต้อยให้คนขับรถที่บ้านมารับช่วงต่อจากสมหมายคนขับรถของที่ทำงาน  เพราะคิดว่าเขาเองคงห่วงบ้านเขาเช่นเดียวกัน  ระหว่างทางแม่ต้อยเห็นความโกลาหลของผู้คน มีคนขับรถออกจากบ้านมาเต็มถนน เพื่อนำรถมาจอดในที่ปลอดภัย รถติดยาวเหยียดตลอดเส้นทางที่จะกลับบ้าน

แม่ต้อยเห็นผู้ชายสองคน คนหนึ่งขับรถเก๋ง คนหนึ่งขับมอเตอร์ไซด์ รถทั้งสองขับมาเฉี่ยวกัน เกิดการทะเลาะกันกลางถนน อีกคน ถือดาบยาวแกว่งไกว พร้อมกับชี้หน้าต่อว่าผู้ชายอีกคนอย่างรุนแรง ส่วนผู้ชายอีกคนก็เพียงแต่ยกมือไหว้ประหลกๆ  น่าจะเป็นคนที่ไปชนเขานะ 

แม่ต้อยเห็นแล้วไม่สบายใจมาก อยากให้เขาอภัยให้กัน ในยามนี้ ทุกคนต่างก็มีความทุกข์พอตัวอยู่แล้ว

แต่สุดท้ายก็เห็นเขาชกกันอุตลุต ไม่ทราบว่าสุดท้ายจะลงเอยอย่างไร? ใจแม่ต้อยห่อเหี่ยวเสียเหลือเกิน ในยามนี้...

มาถึงบ้านน้ำยังไม่มีสักหยด แต่เห็นคนขนข้าวขนของเตรียมย้ายกันเป็นจำนวนมากแล้ว

ประมาณ หกโมงเย็น เสียงหวอเตือนภัยดังลั่น แม่ต้อยเห็นน้ำค่อยๆปริ่มขึ้นมาริมถนนเล็กน้อย เท่านั้นเองยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น จึงนั่งดูข่าวดูว่าจะเป็นอย่างไรกันแน่

สักทุ่มครึ่ง แม่บ้านโทรมาบอกว่า น้ำไหลเข้าบ้านแล้ว เสียงดังมาก แม่ต้อยรีบลงไปดู ตอนนี้ น้ำท่วมเกินระดับข้อเท้าแม่ต้อยมาแล้ว มันเร็วมาก เร็วเสียจนน่าตกใจ..

ปรมินทร์ เคยบอกแม่ต้อยว่าน้ำมันจะเข้าทางท่อน้ำ ทางรอยแตก  นี่เป็นความจริงทุกอย่าง บรรดากระสอบทราย ไม้อัดต่างๆนานาที่ไปขวางทางเดินเขานั้น ทำอะไรไม่ได้เลยคะ น้ำไม่สนใจ เรื่อง ผนังต่างๆที่ไปกั้นเขาไว้เลย

แม่ต้อยคล้ายกับหลงทางอยู่ดินแดนที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน เพราะว่าน้ำไม่ได้ไหลมาตามเส้นทางที่เราคาดว่าเขาจะไหลเข้ามา แต่ทว่า...

น้ำไหลซึมมาทั่วทิศทาง เป็นความยิ่งใหญ่ของสายน้ำ ที่เรามนุษย์ธรรมดา อย่าได้ไปต่อสู้เลย  อันนี้เป็นความรู้สึกของแม่ต้อยจริงๆ

                       

แม่ต้อยยืนนิ่งงันอย่างตกตะลึง เมื่อเห้นน้ำค่อยๆผุดออกมาจากกลางสวนในสนามหญ้า ในสวนจากดินที่อิ่มน้ำ  น้ำก็ผุดออกมาจากกลางดินได้ เราไม่สามารถห้ามความยิ่งใหญ่นี้ได้เลย

สิ่งที่ทำตอนนั้นคือ การตัดไฟ เพราะเกรงว่าจะเกิดอันตรายเพราะเราไม่ทราบว่าค่ำคืนนี้จะเกิดอะไรขึ้น

 

แม่ต้อยจัดกระเป๋าให้ยาย ให้ตัวเอง พร้อมกับเครื่องใช้ที่จำเป็น และคิดว่าพรุ่งนี้เช้าจะย้ายออกแน่นอน

 

เพื่อนบ้านครอบครัวหนึ่งหนีไม่ทัน แม่ต้อยจึงให้เขาพักบนชั้นที่สองของบ้านอีกหลังหนึ่งในคืนนั้นด้วย เป็นการช่วยเหลือกันในยามยาก

มีเพื่อนๆหลายคนโทรมาให้กำลังใจ มีอาจารย์ อนุวัฒน์ อาจารย์ ปัญญา อาจารย์ศุภชัย อาจารย์ สุรชัย ด้วยว่าแม่ต้อยยังอยู่ดีไหม ความรู้สึกในตอนนั้นคือความอบอุ่นใจ

อาจารย์ ศุภชัยแนะนำว่าให้ย้ายออกคืนนี้แหละไม่ต้องรอเพราะจากข่าวสถานการณ์คงไม่ค่อยดี  แม่ต้อยบอกว่า พอดีมีคุณยายด้วย เกรงว่ายายจะตกใจ ขอรอจนถึงพรุ่งนี้ดีกว่า

แม่ต้อยรู้ว่าคืนนั้น สามีแม่ต้อยและแม่บ้าน เขาคงไม่ได้นอนกันหรอกคืนนั้น ส่วนแม่ต้อยนอนหลับ มีอาการเวียนหัวจากโรค อาจจะมาจากความกังวลที่รุมเร้าในจิตใจด้วย ด้วย

 มีตำรวจหลายๆคนมาช่วยย้ายของอีกครั้งหนึ่ง  แม้ว่าเราจะเตรียมการณ์มานานกว่าสัปดาห์ แล้วก็ตาม แต่แม่ต้อยคิดว่า เรายังประเมินสถานการณ์ผิดอย่างมาก

รุ่งเช้า แม่ต้อยถูกปลุกจากโทรศัพท์ของเพื่อนๆ  ถนนหน้าบ้านกลายเป็นคลองไปแล้ว เหลืออีกนิดเดียวน้ำจะท่วมบ้านหลังใหญ่ที่แม่ต้อยพักอยู่

 สนามหน้าบ้านน้ำสูงแค่เข่าแล้ว

 

เรารีบยกกระเป๋าและของที่จำเป็นออกมาเพื่อขึ้นรถที่มารับออกจากบ้าน กระสอบทรายที่กั้นไว้ถูกน้ำเซาะจนใช้การไม่ได้ จนกลายเป็นสิ่งขวางทางไปซะงั้น

แม่ต้อยเข้าไปหาแม่ในห้อง บอกว่า" ไป เดี่ยวเราจะออกไปอยู่ข้างนอกแล้วแม่.."

คุณยาย เคยยืนกรานว่า ไม่ออกไหนหรอก

" น้าท่วมแค่นี้ไม่ต้องไปไหน แม่อยู่ที่นี่ได้ ชั้นสองน้ำท่วมไม่ถึงแน่ๆ.."

แต่วันนี้ พอแม่ต้อยชวนให้คุณยายดูกระแสน้ำที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ผุดขึ้นตามที่ต่างๆในบ้าน

 

คุณยาย หน้าซึดเผือด ที่เคยยืนยันว่า “ ไม่ไป ไม่ย้าย “ ตอนนี้ไม่มีแล้ว นั่งสวดมนต์ ตลอดทางที่เราเคลื่อนย้ายออกไป อย่างทุลักทุเล

 

 

แม่ต้อย ลูกชายคนเล้ก คุณยาย ต้องออกไปก่อน เราสามคนต้องนั่งท้ายรถกะบะ ที่ขนของใช้ที่จำเป้นไปด้วย  เพื่อให้รถเชิดหน้าสูง น้ำจะได้ไม่ท่วมเครื่องยนต์ น้ำกำลังไหลเร็วมาก จนแม่ต้อยรู้สึกว่าน้ำเข้ามาในรถกะบะ แล้วครึ่งลำ รถแล่นฝ่ากระแสน้ำอย่างช้าๆ แม่ต้อยช่วยลุ้นในใจว่า เครื่องอย่าดับๆๆๆนะ เพราะคงไม่สามารถนำยายเดินฝ่ากระแสน้ำได้แน่นอน

คุณยายนั่งสวดมนต์ตลอดทาง  คงครบทุกบทแน่นอน อิอิ

 

 

ระหว่างทาง เจอชาวบ้านที่ต่างคนต่างก็เร่งรีบ เพื่อป้องกันอันตราย บางคนก็ไปหาอาหารเข้าบ้าน บางคนก็ย้ายออกจากบ้าน ดูน่าโกลาหล ที่ไม่เคยรู้จักกันก็ทักทายกันในยามนี้

 

 

 

“ ออกไปนะดีแล้ว “ ผู้หญิงคนหนึ่งพยักเพยิดกับแม่ต้อย แล้วรีบเดินลุยน้ำสูงเท่าเอวเข้าบ้านไป

“ แม่กลัวจัง  เราน่าจะออกมาเมื่อคืนนี้” คุณยายรำพึงกับแม่ต้อยเมื่อรถเราสามารถเคลื่อนออกสู่ถนนใหญ่ได้โดยปลอดภัย คุณยายคงโล่งอกแน่ๆ

 

 

“ อ้าว.. ไหงเป็นงั้น ก็คุณยายว่า ทำไมต้องตื่นเต้น น้ำท่วมแค่นี้ ไม่ใช่หรือ..” แม่ต้อยเริ่มยอกย้อนพอขำๆ ให้หายเครียด

ที่ถนน หน้าหมู่บ้าน กลายเป็นที่พักพิงของทั้งคน และสัตว์ ทั้งรถ ทั้งข้าวของเครื่องใช้ ราวกับการย้ายหนีข้าศึกฉะนี้

แม่ต้อยพาครอบครัวมาพักที่โรงแรมของสถาบันราชกัฎ สวนสุนันทา อันเป็นโรงเรียนเก่าของลูกๆแม่ต้อยทั้งสามคน ที่ได้เรียนจบที่นี่ มีคนมาพักกับครอบครัวเราด้วย จำนวนหนึ่ง

คุณยาย เปลี่ยนเสื้อผ้า หยิบชุดเก่งที่ลายพร้อยทั้งตัวมาใส่ อย่างเบิกบานใจ

บอกกับแม่ต้อยว่า

" เอาละทีนี้ อยากกินอะไร สั่งมากินเลยนะ  คิดว่าเรามาพักร้อนก็แล้วกัน.."  พร้อมกับสำทับว่า  แม่มีเงินเยอะนะ ไม่ต้องเกรงใจ ..ไ

อิอิ  คุณยายคิดเชิงบวก ดีจังคะ

 

ในขณะที่เขียนเรื่องนี้ แม่บ้านโทรมาบอกแม่ต้อยว่า

“ น้ำขึ้นเร็วมากคะ ตอนนี้บ้านหลังใหญ่ติดขอบที่ห้องรับแขกแล้ว “ บ้านหลังนี้มีความสูงเกือบ  ๑ เมตรจากระดับถนน  เคยประมาณไว้ว่า น้ำไม่น่าจะท่วมถึง...

“ น้ำที่ท่วมตอนนี้คือสถานการณ์ปกติ.. ยังต้องรองรับ มวลน้ำใหญ่ที่จะมาจากทางเหนือที่ค่อยๆไหลลงมาอีกในปลายเดือนนี้..และระดับน้ำจะสูงกว่านี้อีก

เสียงข่าวจากโทรทัศน์แว่าเข้ามาในโสตประสาท..

แม่ต้อยคงต้อง พักพิงที่นี่อีกนาน 

สวัสดีคะ

๒๐ ตุลาคม ๒๕๕๔.

โรงแรม ราชภัฎสวนสุนันทา

หากไม่เบื่อติดตามตอนต่อไปนะคะ

สวัสดีคะ
 

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน บันทึกของแม่ต้อย



ความเห็น (6)

เขียนเมื่อ 

เอาไม่อยู่ ท่วมไปหมดเลยนะคะแม่ต้อย

ปีนี้เขาว่าจะเอาอยู่. คงไม่ต้องถอยเรือวิ่งอะ นะคะ

เขียนเมื่อ 
Blank
 
ปีนี้แม่ต้อยก้ต้องลุ้นอีกคะ ที่บ้านยังมีรอยน้ำอยู่เลยคะ อิอิ

ขอให้โชคดี ...น้ำไม่ท่วมนะคะแม่ต้อย

เขียนเมื่อ 

แม่ต้อยไปมาเลย์ ระวังนา กลับมา แม่น้ำมาอีก ครับ

แม่ต้อยคะ คิดถึงคะ ขอให้น้ำอย่ามาเลยคะ

เขียนเมื่อ 

คำสำคัญ (Tags)

#น้ำท่วม

หมายเลขบันทึก

502421

เขียน

16 Sep 2012 @ 11:40
()

แก้ไข

02 Nov 2012 @ 09:14
()

สัญญาอนุญาต

ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน
ดอกไม้: 7, ความเห็น: 6, อ่าน: คลิก