
.
เว็บไซต์ Realage ของ อ.นพ.ไมเคิล รอยเซน และ อ.นพ.เมฮ์เมด ออซ (อาจารย์มหาวิทยาลัยดังในสหรัฐฯ) ตีพิมพ์เรื่อง 'Why outdoor workouts work better' = "ทำไมการออกแรง-ออกกำลังกลางแจ้ง(ทำงานได้)ดีกว่า", ผู้เขียนขอนำมาเล่าสู่กันฟังครับ

อ.ทินา วินดัม ผู้แต่งหนังสือเรื่อง 'Outdoor Fitness (ออกกำลัง-ฝึกให้ฟิตกลางแจ้ง)' กล่าวว่า ออกแรง-ออกกำลังกลางแจ้ง เช่น เดิน วิ่ง จักรยาน ฯลน น่าจะดีกับสุขภาพ (มากกว่าในร่ม) ได้แก่
.
(1). สมองสร้าง และหลั่งสารสื่อประสาท (สารเคมี) กลุ่มสร้างความสุข เช่น ซีโรโทนิน (serotonin) ฯลฯ ได้ดีกว่าในร่ม คลายเครียด ลดอาการซึม-เศร้า-เหงา-เซง ได้ดีกว่า
.
(2). การศึกษาหนึ่งพบว่า การออกแรง-ออกกำลังกลางแจ้งทำให้คนไข้ที่มีอาการปวดเรื้อรัง เช่น ปวดหลัง ปวดท้องน้อย ปวดเมื่อย ปวดไปทั้งตัว ฯลฯ มีอาการดีขึ้น พึ่งพายาแก้ปวดลดลง
.
(3). การศึกษาที่ทำในคนคุก(เรือนจำ)พบว่า คนในเรือนจำที่มีโอกาสเห็นท้องฟ้า ต้นไม้ ใบหญ้า มีอาการปวดหัว ปวดท้อง แน่นท้อง ท้องเฟ้อ ท้องอืด ฯลฯ ลดลง
.

.
นอกจากนั้นยังประหยัด ไม่ต้องเสียค่าคลับ-ค่าสโมสรออกกำลัง ลดเสี่ยงต่อการติดเชื้อ โดยเฉพาะเชื้อฝีหนองดื้อยา (MRSA)
.
การศึกษาก่อนหน้านี้พบว่า เชื้อฝีหนองดื้อยา (MRSA) เกาะหนึบ ติดอุปกรณ์ออกกำลังแบบแพงๆ ได้บ่อย โดยเฉพาะจากการหมักหมมของเหงื่อ คราบไขมัน และน้ำมันที่คนเราทาตัว
.
วิธีป้องกันการติดเชื้อฝีหนองดื้อยา (MRSA) ที่สำคัญ คือ
.
(1). ล้างมือด้วยสบู่ หรือถูมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ (นานอย่างน้อย 20 วินาที) ให้บ่อย โดยเฉพาะหลังใช้ของร่วมกับคนอื่น เช่น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ ห้องน้ำ อุปกรณ์ออกกำลัง ฯลฯ
.
(2). ตัดเล็บให้สั้น > เล็บมือตัดรูปโค้ง เล็บเท้าตัดรูปตรงคล้ายจอบ, การตัดเล็บเท้าโค้งหรือสวมรองเท้าบีบปลายเท้าเพิ่มเสี่ยงโรคเล็บขบ
.
(3). ฝึกนิสัยไม่ใช้นิ้วมือลูบใบหน้า แคะจมูก แคะหูก่อนล้างมือด้วยสบู่ > ช่วยป้องกันการติดหวัด ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ และเชื้อฝีหนอง
.
(4). ฝึกนิสัย "ไม่เกาแรง" > ฝึกเกาเบาๆ หรือดีกว่านั้น คือ ใช้วิธีลูบ บีบ คลำ นวด บริเวณที่คันแทน แล้วกินยาแก้แพ้-ยาแก้คัน เช่น คลอเฟรินิรามีน (chlorpheniramine: ยาสามัญประจำบ้าน แก้คัน แก้แพ้ ลดน้ำมูก ลดคัดจมูก) ฯลฯ
.
การเกา โดยเฉพาะเกาแรง (ทำให้เกิดแผลถลอก) เพิ่มเสี่ยงติดเชื้อฝีหนอง
.
(5). ลงทุนติดมุ้งลวดทั้งบ้าน หรืออย่างน้อยนอนกางมุ้ง > ลดเกา = ลดเสี่ยงฝีหนอง
.
(6). ฉีดวัคซีนป้องกันบาดทะยัก > แม้แผลเล็กๆ-ฟันผุ-เหงือกอักเสบก็เพิ่มเสี่ยงบาดทะยักได้ ผู้ใหญ่ควรฉีดบาดทะยัก 1 ครั้งทุกๆ 10 ปี
.
สมัยก่อนบาดทะยักได้ชื่อว่า เป็นโรค "2 ตาย 1" = เฉลี่ย 2 คนจะตาย 1 คน, ทุกวันนี้มีโอกาสรอดมากขึ้น ทว่า... จะต้องเจ็บตัวจากการชักหลายครั้ง เสี่ยงกระดูกสันหลังหักหรือยุบจากการชัก เสี่ยงปอดบวมจากการสำลัก เสี่ยงถูกเจาะคอถ้าป่วยหนัก
.
(7). ควบคุมน้ำหนัก+ออกแรง-ออกกำลังเป็นประจำ > เพื่อป้องกันเบาหวาน (เบาหวานเพิ่มเสี่ยงโรคติดเชื้อ)
.
(8). หลีกเลี่ยงการลุยน้ำท่วม-น้ำขัง โดยเฉพาะเมื่อเท้ามีแผล +ติดมุ้งลวดห้องน้ำ > เพื่อป้องกันแผลติดเชื้อจากน้ำขัง เช่น เป็นฝีหนอง(ข่าวดาวเทียมมักจะรายงานข่าวตัดเท้า-ตัดขาจากเชื้อร้ายๆบ่อย), โรคฉี่หนู (ไม่ลุยน้ำ เข้าห้องน้ำที่ไม่ติดมุ้งลวดก็ติดเชื้อจากฉี่หนูได้)
.

.
ถึงตรงนี้... ขอให้ท่านผู้อ่านมีสุขภาพดีไปนานๆ ครับ
.

- นพ.วัลลภ พรเรืองวงศ์ รพ.ห้างฉัตร ลำปาง. 16 กันยายน 55. ยินดีให้ท่านนำบทความไปใช้ได้ โดยอ้างที่มา(ลิ้งค์มาที่บล็อก) และไม่จำเป็นต้องขออนุญาต... ขอบคุณครับ > CC: BY-NC-ND.
- ข้อมูลทั้งหมดเป็นไปเพื่อการส่งเสริมสุขภาพ ไม่ใช่วินิจฉัยหรือรักษาโรค; ท่านที่มีโรคประจำตัวหรือความเสี่ยงต่อโรคสูง จำเป็นต้องปรึกษาหมอที่ดูแลท่านก่อนนำข้อมูลไปใช้.
>
ขอบคุณที่แบ่งปันค่ะ..