.
สำนักข่าว BBC ตีพิมพ์เรื่อง Work stress 'raises heart risk' = ความเครียดจากงานเพิ่มเสี่ยงโรคหัวใจ", ผู้เขียนขอนำมาเล่าสู่กันฟังครับ
.
ทีมวิจัยมหาวิทยาลัยคอลเลจ ลอนดอน อังกฤษ (ตีพิมพ์ใน Lancet) ทำการวิเคราะห์งานวิจัยที่ผ่านมา 13 รายงาน รวมกลุ่มตัวอย่างเกือบ 200,000 ราย ติดตามไปเฉลี่ย 7.5 ปี
.
ผลการศึกษาพบว่า ความเครียดจากงานเพิ่มเสี่ยงโรคหัวใจ หรือหลอดเลือดหัวใจตีบตัน 23%
.
เมื่อแยกกลุ่มคนทำงานพบว่า กลุ่มเสี่ยงสูงเป็นกลุ่มแรงงานฝีมือต่ำ-แรงงานไม่มีฝีมือ เช่น คนทำงานโรงงาน ฯลฯ, กลุ่มเสี่ยงน้อยเป็นกลุ่มวิชาชีพ (professin) เช่น ผู้พิพากษา นักบิน หมอฟัน ฯลฯ
 
การศึกษาในไทย(นานแล้ว)พบว่า หมอฟันจบใหม่รวยกว่าหมอ แถมยังรวยแบบฉลาด คือ รวยเงียบ (ไม่แสดงตัว ไม่โอ้อวด) อีกต่างหาก
.
รพ.บ้านนอกแห่งหนึ่ง (ขอไม่บอกว่าที่ไหน)... หมอขี่ BM(x), ส่วนคุณหมอฟันเพิ่งจบบอกว่า ไม่กี่สิบเดือนก็ผ่อนรถป้ายแดงได้แล้ว (หมอฟันรุ่นใหม่มีรายได้เฉลี่ย 1+แสนบาท/เดือน)
.
"ว่ากันว่า" หมอฟันเป็นอาชีพที่เก็บเงินเก่ง-ลงทุนเก่ง-เล่นหุ้นเก่งอีกต่างหาก, สังเกตได้จาก มีข่าวหมอถูกฟ้องล้มละลาย, ไม่เคยได้ยินข่าวหมอฟันถูกฟ้องล้มละลาย
.
ตรงนี้บอกเราว่า รัฐบาลน่าจะรีบเพิ่มการผลิตหมอฟันภาคพิเศษ คิดค่าเล่าเรียนแพงๆ เช่น 1-2 ล้านบาท/ปี ฯลฯ เพื่อให้มหาวิทยาลัยมีรายได้ไปช่วยสาขาอื่น และให้เมืองไทยมีหมอฟันมากพอก่อนเปิดเสรีอาเซียน (AEC) และรองรับเมดิคัลฮับ (medical hub = ศูนย์กลางการรักษาพยาบาลข้ามชาติ) ให้ได้
.
.
ไทยมีศักยภาพสูงในการเป็นศูนย์กลางการศึกษาสุขภาพในภูมิภาค (medical education hub / med.Ed.hub - เมด เอ็ดฮับ)
.
เช่น เรามีศักยภาพสูงที่จะเปิดการสอนพยาบาล-อาชีวะแบบคิดค่าเล่าเรียน (มีคนอยากเรียนแยะ แต่มีโอกาสเรียนน้อย) ให้นักศึกษาจากพม่า-ลาว-กัมพูชา เข้ามาเรียนร่วมกัน ใช้ภาษาอังกฤษ ภาษาไทยเป็นสื่อการสอน และควรให้โอกาสนักศึกษาไทยเรียนภาษาเพื่อนบ้านด้วย
.
ถ้าตั้งสถาบันการศึกษาสุขภาพ-อาชีวะที่ชายแดน (ควรตั้งในจังหวัดที่มีด่านข้ามแดน เพื่อให้นักศึกษาต่างชาติเดินทางได้สะดวก) จะทำให้เศรษฐกิจชายขอบโตเร็ว ได้เพื่อนต่างประเทศ ได้ฝึกงานต่างประเทศ
.
เช่น ถ้าตั้งใกล้ลาว... น่าจะมีระบบฝึกงานต่างประเทศ (ลาว-ไทย) ฯลฯ ซึ่งต่อไปจะรองรับการลงทุนของเพื่อนบ้านในไทย และของไทยในเพื่อนบ้าน เรียกว่า "มีเพื่อนไว้ก่อนดีกว่า" อะไรทำนองนี้ได้เลย
.
.
ศ.มิกะ กิวิมากิ จากมหาวิทยาลัยคอลเลจ ลอนดอน อังกฤษ (UK) กล่าวว่า ถึงแม้เรื่องงานจะสำคัญ ทว่า... เรื่องบุหรี่จะสำคัญกว่าในด้านการป้องกันโรคหัวใจในภาพรวมได้แก่
  • เปลี่ยนงาน/ลดความเครียดจากงาน > ลดเสี่ยงโรคหัวใจ 3.4%
  • เลิกบุหรี่ > ลดเสี่ยงโรคหัวใจ 36%
สาเหตุที่การเปลี่ยนงาน หรือลดความเครียดจากงาน ลดเสี่ยงโรคหัวใจได้ไม่มาก (3.4% ทั้งๆ ที่ความเครียดจากงานเพิ่มเสี่ยง 23%) เนื่องจากความเครียดจากงานมักจะเปลี่ยนแบบแผนในการใช้ชีวิต หรือไลฟ์สไตล์ (lifestyle) ดังต่อไปนี้

(1). เปลี่ยนคน "ถีฟ (active = แอคทีฟ ออกแรง-ออกกำลังเป็นประจำ เคลื่อนไหวร่างกายบ่อย)" ให้กลายเป็นคน "ไม่ถีฟ" (inactive = ไม่แอคทีฟ ไม่ออกแรง-ออกกำลังเป็นประจำ ไม่เคลื่อนไหวร่างกายบ่อย

(2). งานเครียดเพิ่มเสี่ยงน้ำหนักเกิน-อ้วน (ดีเหมือนกัน... เวลาอ้วนจะได้โทษ "งาน" ได้แพะรับบาปตัวใหม่)
.
.
ศ.ปีเตอร์ ไวส์เบิร์ก ผอ.การแพทย์ จากมูลนิธิโรคหัวใจอังกฤษ (BHF) กล่าวว่า ผลกระทบด้านลบจากความเครียดเรื่องงาน มีน้อยกว่าผลจากการสูบบุหรี่ หรือการไม่ออกแรง-ออกกำลัง, นั่งนาน (เกิน 1-1.5 ชั่วโมง/ครั้ง)
.
เคล็ดลับสำหรับหัวใจได้แก่
.
(1). กินอาหารสุขภาพพอประมาณ (มากไปเสี่ยงอ้วน) เช่น เปลี่ยนข้าวขาวเป็นข้าวกล้อง เพิ่มผัก ลดเนื้อ เพิ่มถั่ว-ปลาที่ไม่ผ่านการทอด ลดน้ำอัดลม-ลดน้ำหวาน-ลดเครื่องดื่มเติมน้ำตาล เปลี่ยนน้ำผลไม้เป็นผลไม้ทั้งผล ฯลฯ
.
(2). ออกแรง-ออกกำลังเป็นประจำ เช่น เดิน ปั่นจักรยาน 20 นาที เช้า-เย็น (ทำเป็นช่วงๆ สะสมเวลาได้), ขึ้นลงบันได 4 นาที/วัน (ขึ้นลงบันไดเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ มวลกล้ามเนื้อช่วยเผาผลาญไขมัน-น้ำตาลในเลือด) ฯลฯ
.
(3). ไม่นั่งนานเกิน 1-1.5 ชั่วโมง/ครั้ง > ให้ลุกขึ้นยืน เดิน ขึ้นลงบันได ล้างมือด้วยสบู่สลับ (ล้างมือด้วยสบู่บ่อยหน่อย ช่วยป้องกันหวัด ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ ทำให้ไม่ป่วยบ่อย)
.
(4). ไม่สูบบุหรี่, ถ้าสูบให้หาทางเลิก เช่น ปรึกษาคลินิกเลิกบุหรี่ที่ รพ.ใกล้บ้าน ฯลฯ
.
(5). ไม่ใช้ฟืนในบ้าน ไม่เผาขยะ-ใบไม้ ไม่จุดธูปในที่อับอากาศ > ลดเสี่ยงโรคหัวใจ ถุงลมโป่งพอง และมะเร็งปอด
.
.
ดร.โบ เนทเทิสตรัม จากโรงพยาบาลบิสเพอะเปียก เดนมาร์ก กล่าวว่า เคล็ดลับในเรื่องงานอีกอย่าง คือ ให้เรียนรู้เรื่องใหม่ ฝึกความรู้ความชำนาญให้เพิ่มขึ้นเสมอ เพื่อให้เรามีโอกาสเปลี่ยนงาน หรือย้ายงานได้ถ้าจำเป็น
.
คนที่ไม่เก่งงานจะมีความเครียดจากการถูกออกจากงาน หรือหางานยากสูง
.
เรียนเสนอรัฐบาลเพิ่มการผลิตสาขาที่จบมาแล้วมีงานทำ เช่น พยาบาล หมอฟัน นักบิน นักบัญชี อาชีวะ วิศวกร-สถาปนิกบางสาขา หมอฝังเข็ม ฯลฯ เพิ่ม
.
และสนับสนุนสถาบันที่มีระบบฝึกงานในช่วงเรียน (แบบสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ 7-eleven) ให้มาก เนื่องจากคนที่จบสถาบันเหล่านี้จะมีความรู้ ความชำนาญ ประสบการณ์ และวุฒิภาวะ (ความเป็นผู้ใหญ่สมวัย) สูงกว่าสถาบันที่ไม่มีการฝึกงาน
.
.
รัฐบาลน่าจะรีบลดการผลิตสาขาที่จบมาแล้วไม่มีงานทำ เนื่องจากการจบปริญญาที่หางานทำไม่ได้ เพิ่มเสี่ยงเครียด มองโลกในแง่ร้าย และโรคหัวใจในระยะยาว
.
ถึงตรงนี้... ขอให้ท่านผู้อ่านมีสุขภาพดีไปนานๆ ครับ
.

> [ Twitter ]

  • นพ.วัลลภ พรเรืองวงศ์ รพ.ห้างฉัตร ลำปาง. 16 กันยายน 55. ยินดีให้ท่านนำบทความไปใช้ได้ โดยอ้างที่มา(ลิ้งค์มาที่บล็อก) และไม่จำเป็นต้องขออนุญาต... ขอบคุณครับ > CC: BY-NC-ND.
  • ข้อมูลทั้งหมดเป็นไปเพื่อการส่งเสริมสุขภาพ ไม่ใช่วินิจฉัยหรือรักษาโรค; ท่านที่มีโรคประจำตัวหรือความเสี่ยงต่อโรคสูง จำเป็นต้องปรึกษาหมอที่ดูแลท่านก่อนนำข้อมูลไปใช้.