By พิน : KSKS
ไม่ใช่งานเขียนของผู้เขียนนะคะ แต่เห็นว่าน่าสนใจดี เลยหยิบยกมา
ทั้งหมด ให้ได้อ่านกัน

แฟนหนังสือหรือแฟนภาพยนต์จีนประเภทกำลังภายในจำนวนไม่น้อยที่อดสงสัยไม่ได้ว่า "สำนักเส้าหลิน" หรือ "วัดเส้าหลิน" สำนักวิทยายุทธยอดเยี่ยมนั้นมีอยู่จริงหรือไม่ หรือเป็นแค่จินตนาการของนักประพันธ์เท่านั้น
คำตอบคือ วัดเส้าหลินมีอยู่จริง ที่มณฑลเหอหนาน ทางภาคตะวันออกตอนกลางของผืนแผ่นดินใหญ่ของจีน และมีชื่อเสียงมาช้านานหลายร้อยปีแล้วว่า นักบวชแห่งวัดเส้าหลินในอดีตนั้นมีภาระรับใช้ประเมศชาติและประชาชนโดยการเป็น พระในยามสงบ และเป็นนักรบในยามสงคราม มีวิทยายุทธยอดเยี่ยมด้านพลังภายในที่มีการถ่ายทอดสืบต่อกันมาโดยตลอดจนถึงทุกวันนี้

เนื่องจากยุคปัจจุบัน นักบวชเส้าหลินม่ต้องไปสู้รบกับใครแล้ว เพื่อเชิดชูและเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมดั้งเดิมของบรรพบุรุษ พระจากสำนักเส้าหลินจึงได้จัดทีมออกตระเวณแสดงศิลปะการต่อสู้และวัฒนธรรมการดำรงชีวิตของตนตามประเทศต่างๆทั่วโลกเป็นประจำทุกปี ใช้เวลาประมาณ 6 เดือน
นักบวชวัดเส้าหลินได้รับความยกย่องอย่างสูงจากชาวจีนเพราะเคร่งครัดในพระวินัยและความกล้าหาญ ความสามารถทางวิทยายุทธทำให้หลายคนอยากเข้ามาสังกัดบ้าง แต่การบวชเป็นพระของวัดเส้าหลินนั้นจะว่าง่ายก็แสนง่าย และจะว่ายากก็แสนยาก

ที่ว่าง่าย คือ ใครก็ได้ที่อายุ 6 ขวบขึ้นไป มาขอบวชเป็นพระฝึกหัดได้ทั้งนั้น แต่มีผู้ที่สามารถฝึกฝนเล่าเรียนจนก้าวหน้านั้นมีน้อยมาก ส่วนใหญ่ฝึกได้ไม่เท่าไหร่ พอร่างกายแข็งแรงก็เลิกไปแล้วเพราะการฝึกจะเป็นไปอย่างเข้มงวดกวดขันทั้งด้านจิตวิญญาณและร่างกายไปพร้อมๆกัน รูปร่างจะล่ำสันใหญ่โต หรือบอบบางก็ไม่ได้แตกต่างกัน เพราะทั้งหมดขึ้นอยู่กับจิตที่มุ่งมั่นและจากพลังภายใน
พระบวชใหม่จะต้องผ่านด่านสำคัญ 5 ด่านที่มีครูผู้เชี่ยวชาญเชิงยุทธในแต่ละประเภทประจำอยู่ 5 ด่าน ล้วนแต่เลียนแบบจากท่วงท่าและพฤติกรรมการต่อสู้ของสัตว์ 5 ชนิด คือ เสือลายพาดกลอน เสือดาว งู นกกระเรียน และมังกร

ทุกคนต้องผ่านการฝึกทั้งแบบเพลงมวยมือเปล่า และการใช้อาวุธต้องฝึกบังคับกล้ามเนื้อเพื่อให้ร่างกายพลิกพลิ้ว บางท่าต้องใช้เวลานาน 5 ถึง 8 ปี เพื่อให้รู้หลักการที่ถูกต้องก่อน โดยเฉพาะเรื่องพลังงานภายในที่ต้องฝึกฝนแบบไม่มีวันสิ้นสุด เพลงมวยต่างๆซึ่งเดิมมีแค่ 5 ท่า ปัจจุบันได้เพิ่มขึ้นเป็น 170 ท่าแล้ว
ยูบาว ซวง หนึ่งในคณะ นักบวชเส้าหลิน 22 รูป ซึ่งมีอายุตั้งแต่ 8 ขวบ จนถึง 75 ปี ผู้เชี่ยวชาญเชิงยุทธแบบเส้าหลินได้เล่าว่า "การต่อสู้หลายรูปแบบ ทั้งใช้อาวุธและไม่ใช้ การกระโดดผาดโผนโจนทะยาน การเคลื่อนไหวอย่างแคล่วคล่องและรวดเร็วอย่างไม่น่าเชื่อของพระวัดเส้าหลินแสดงถึงการบังคับร่างกายและจิตให้ไปด้วยกันได้เป็นอย่างดีเกินกว่าที่คนธรรมดาจะทำได้ เป็นผลจากการฝึกฝนติดต่อกันมาช้านาน และบางอย่างไม่สามารถทำได้แค่ฝึก 2-3 อาทิตย์ หรือ 2-3 เดือน การแสดงโลดโผนบางประเภทเราต้องฝึกนาน 5-8 ปี เป็นอย่างน้อย และจากนั้นเป็นการเพิ่มความเชี่ยวชาญโดยผสานพลัง 2 อย่างเข้าด้วยกันคือ พลังจิตและพลังร่างกาย"

ยูบาว ซวง ยังกล่าวอีกว่า "จากการเดินทางของเรา ทำให้เชื่อว่าเป็นเพราะคนเราไม่เข้าใจคนอื่น หรือยังต้องใช้เวลาเพื่อให้เกิดความเข้าใจกันเป็นผลนำไปสู่การเข้าใจผิดและความหวาดกลัวเมื่อคนหนึ่งกลัวอีกคนหนึ่ง ก็จะนำไปสู่ความเป็นศัตรู ความขัดแย้งและความตาบ มนุษย์เป็นผู้สร้างอารยธรรมนี้ขึ้นมา เราจึงควรมองย้อนหลังถึงอดีตที่เคยเป็นมิตร และแสดงให้ทุกคนได้เห็นเจตนารมณ์เพื่อสันติสุขของเรา สิ่งที่คนเราอยากจะได้เห็น คือ เงินที่ใช้ซื้ออาวุธนั้น ควรนำไปขจัดความยากจนในกลุ่มประเทศที่ยกลำบากและเพื่อสร้างสันติภาพมากกว่า"
ศาสนาพุทธนิกายเซนเรียบง่ายมาก เหมือนกับเป็นวิถีชีวิตแบบหนึ่งมากกว่า ข้อสำคัญเราไม่ได้ทอดทิ้งวัตรปฏิบัติขณะอยู่นอกวัดเรายังรักษาพระวินัยอย่างเคร่งครัดและอุทิศตนให้กับพระพุทธศาสนา การบวชเป็นพระคือการเรียนรู่และหาประสบการณ์เพื่อให้จิตได้สัมผัส
**** ความคิดเห็นของผู้เผยแพร่ต่อ **** ประโยคที่ว่า "เป็นพระในยามสงบ และเป็นนักรบยามสงคราม" อันนี้น่าห่วง พระสงฆ์ฝ่ายฮาร์ดคอร์ ในประเทศไทย อย่านำไปตีความเข้าข้างตนเองนะคะ ต้องเขียนกำกับไว้ก่อน ยิ่งชอบมีการตีความกันผิดๆค่ะ ประเทศไทยเรานี่น่าห่วงขึ้นทุกวัน
ทีนี้ มาว่ากันด้วยเรื่องของการฝึกจิต เมื่อวันก่อน ผู้เขียนได้มีโอกาสได้ฟังเรื่องราวเกี่ยวกับการฝึกจิต จนมีสมาธิขั้นสูง ของพระเกจิชื่อดังในพระพุทธศาสนาของประเทศไทย เป็นที่ยอมรับและเชื่อกันอยู่แล้วว่า พระเกจิดังที่คาดว่าบรรลุอรหันต์ ในอดีตนั้น มีฌาณสมาธิขั้นสูง จากการฝึกจิต จนเกิดอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ สามารถเหาะเหิน เดินอากาศ ถอดจิต ระลึกชาติ ต่างๆได้ แต่ท่านก็ไม่ได้ฝักใฝ่ในอิทธิฤทธิที่ได้มา หรือเกิดมีขึ้น สืบเนื่องมาจากการฝึกจิต โดยเฉพาะพระป่าสายกรรมฐานของปรมาจารย์ใหญ่หลวงปู่มั่น ปุริทัตโต ได้ชื่อว่าตัวท่านและลูกศิษย์เป็นผู้มีสมาธิ และจิตอันเป็นสมาธิสูง ละทางโลก อาศัยธุดงค์ตามป่าเขา และนอกจากเป็นความเชื่อ และบางคนได้ประจักษ์กับตาตนเองแล้ว ยังมีงานวิจัยรองรับเรื่องของการฝึกจิตจนเป็นสมาธิและเกิดพลังงานขั้นสูงได้ จากงานวิจัยของ ศาสตราจารย์นายแพทย์ แฟร้งค์ ฮอปกิ้น ดับฟรี แห่งวิทยาลัยแพทย์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาด จากการทำการทดลอง กับพระสงฆ์ ในพระพุทธศาสนา จากธิเบต ผู้ได้ขึ้นชื่อว่า มีฌาณสมาธิสูง และมีอิทธิฤทธิ์ โดยใช้เครื่องตรวจวัดสมองจากพลังงานไฟฟ้า สิ่งที่เกิดขึ้น ในขณะที่พระรูปนั้นนั่งสมาธิ จนเกิดพบว่า พลังงานที่ได้เป็นที่ประหลาดใจของคณะผู้วิจัย เพราะพลังจิตที่ออกมาในรูปพลังงานไฟฟ้า เมื่อมีสมาธิขั้นสูง รวมกันเป็นพลังงาน จุดเดียว ที่เปล่งแสงสว่างจ้า โดยรวมศูนย์อยู่ที่กลางสมองของพระรูปนั้น เป็นการรวมพลังงานออกมาในรูปแสงเล็กๆจุดเดียว แต่วัดค่าพลังได้มหาศาล นี่ก็เป็นการยืนยันได้ว่า เมื่อมีการฝึกฝนจิต จนมีสมาธิขั้นสูงก็สามารถเกิดอิทธิฤทธิ์ ปฏิหารย์ได้ แต่ไม่ใช่ใครก็เกิดมีได้ ตามที่หลวงปู่มั่นเคยได้แสดงประธรรมะครั้งนึงว่า ผู้ที่เข้ามาฝึกฝนจิต หรือฝึกสมาธิเพื่อให้เกิดอิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ เท่านั้นเสี่ยงที่จะเสียสติสูงมาก ผู้ที่จะทำได้ ต้องเป็นผู้ที่จิตบริสุทธิ์และละแล้วซึ่งกิเลสและความอยากมี อยากได้ อิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ เป็นเพียงอานิสงฆ์ของการฝึกจิตอันเป็นสมาธิเท่านั้น ในประเทศไทย ก็มีกรณีบ้าฝึกสมาธิจนเสียสติ มาแล้วกับกรณีของนายแพทย์เจ้าของสถาบันกวดวิชาชื่อดังนะคะ ฉะนั้นก็ระวังกันด้วย ยกมาให้อ่านกันเท่านั้น คงไม่ถึงกับคลั่ง
ผมชอบอ่านนิยายจีนกำลังภายใน ปัจจุปันถ้าว่างก็จะไปหามาอ่าน แต่ตอนนี้ในบล็อค เริ่มมีนักเขียนคนไทยแต่เขียนนิยายจีนให้อ่านแล้วสนุก หลายคน ขอบคุณบทความดี ๆ ครับ
ขอบคุณที่มาติดตามอ่านค่า อ.ภูคา ...ความจริงชอบแนวเรื่องเล่าแบบไทยๆนะคะ แบบพระเกจิดัง แนวลับแล พญานาค กำลังบ้าเรื่องเหล่านี้เป็นพักๆ 555+ ...แต่ไปสะดุดเรื่องเส้าหลิน เพราะเห็นภาพมันสวยดีค่า