กิจกรรมการถ่ายทอดความรู้ไปยังเด็กๆ ในชุมชนเช่นนั้น เสมือนการพลิกฟื้นภาพความทรงจำดีๆ ในสังคมไทยได้อย่างมีพลัง อาทิ ภาพที่เด็กๆ ปีนป่ายอยู่บนลำตัวของผู้ใหญ่ บ้างขี่หลัง บ้างบีบนวดตามคอตามไหล่ บ้างเหยียบแข้งเหยียบขาไปตามประสาคนคุ้นเคย

 

การค้นพบเรื่องราวบางอย่างในระหว่างการเดินทาง  ถือเป็นสิ่งสำคัญมาก— เนื่องเพราะสิ่งที่ค้นพบอาจเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยหนุนเสริมให้ผลลัพธ์ที่รออยู่ปลายทางถูกค้นพบได้ง่ายขึ้น รวมถึงช่วยหนุนเสริมให้ผลลัพธ์ที่ปลายทางมีคุณค่ามากขึ้น

 

การบริการวิชาการแก่สังคมในมิติของ “1 หลักสูตร 1 ชุมชน”  ให้ความสำคัญกับการค้นพบบางสิ่งบางอย่างในระหว่างการเดินทาง หรือเรียกเป็นวิชาการก็คือระยะ “กลางน้ำ” มากพอๆ กับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นในระยะ “ปลายน้ำ”  ยิ่งหากค้นพบแล้วสามารถพลิกสู่การเป็น “โจทย์” ของปฏิบัติการเสริมหนุนกิจกรรมหลักได้  ยิ่งถือว่าเป็น “พลังบวก” ของการเรียนรู้  เสมอเหมือนยิงปืนนัดเดียวได้นกกลับมามากกว่า 1 ตัว

 

กรณีเช่นนี้ปรากฏพบเด่นชัดในการขับเคลื่อนโครงการ “การตรวจสุขภาพเชิงรุกและการจัดตั้งคลินิกสุขภาพดี DPAC ด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมโดยเครือข่ายสุขภาพชุมชน” ของสาขาพยาบาลศาสตร์บัณฑิต คณะพยาบาลศาสตร์  ที่จัดขึ้น ณ ชุมชนบ้านขามเรียง  เทศบาลตำบลขามเรียง อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม  โดยมีผู้ช่วยศาสตราจารย์นิตยา สุทธยากร และดร.สุรชาติ   สิทธิปกรณ์ เป็นผู้รับผิดชอบหลัก

 

 

 

ฝังตัวชุมชน >>  เก็บข้อมูล สะท้อนข้อมูล

 

 

เดิมคณะทำงานจากสาขาพยาบาลศาสตร์บัณฑิต  ได้ขับเคลื่อนกระบวนการในทางด้านการ “สร้างเสริมสุขภาพชุมชน” อย่างต่อเนื่องด้วยรูปแบบอันหลากหลาย  มีระบบระเบียบแบบแผนการลงสู่ชุมชนอย่างเป็นขั้นเป็นตอน  นับตั้งแต่ลงพื้นที่ฝังตัวเก็บเข้ามูล  วิเคราะห์ข้อมูล  สะท้อนข้อมูลคืนกลับสู่ชุมชน  ออกหน่วย “คลินิก” บริการสุขภาพ  รวมถึงการประชาคมชุมชนในเรื่องที่เกี่ยวกับปัญหาเร่งด่วนที่เกี่ยวกับ “สุขภาวะของชุมชน”

 

เป็นที่น่าสังเกตว่าในทุกกระบวนการ  มีระบบการจัดทำแผนปฏิบัติงานได้อย่างเป็นรูปธรรม   มีการออกแบบกระบวนการ “เรียนรู้คู่บริการ” ได้อย่างน่าสนใจ   โดยใช้การเรียนการสอนในกลุ่มวิชาต่างๆ เป็นกลไกในการนำพา “นิสิตและอาจารย์”  ลงสู่ชุมชนเป็นระยะๆ  ซึ่งแต่ละกลุ่มวิชามีการสลับหมุนเปลี่ยนกันลง “ฝังตัว”  ในชุมชนเป็นห้วงๆ  แต่ละห้วงยาวนานเป็นเดือนๆ  กระทั่งเมื่อถึงระยะหนึ่งจึงได้สร้าง “เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้”  อันเป็นกระบวนการของการ “สะท้อนข้อมูลคืนกลับสู่ชุมชน”  โดยไม่ละเลยต่อข้อมูล หรือสถานการณ์จริงที่ถูกค้นพบร่วมกัน   

 

 

กรณีเช่นนี้ปรากฏชัดแจ้งเมื่อครั้งที่มีการจัดมหกรรมสุขภาพในเชิงคลินิกเคลื่อนที่เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2555 ณ วัดชัยจูมพล อันเป็นศูนย์กลางทางจิตใจของชาวบ้านขามเรียง

เวทีครั้งนั้น—ประกอบด้วยกิจกรรมหลักๆ คือการนำข้อมูลด้านสุขภาพที่เกิดจากการศึกษารวบรวมมาสะท้อนในรูปของนิทรรศการเคลื่อนที่  ผสมผสานกับกิจกรรมหนุนเสริมที่หลากหลาย  พร้อมๆ กับการให้บริการตรวจสุขภาพในมิติต่างๆ ควบคู่กันไปอย่างคึกคัก และมีชีวิตชีวา

 

 

 

ภายหลังเวทีครั้งนั้นยุติลง  เมื่อหวนกลับไปพิจารณาข้อมูลที่ได้จากการประเมินผลการดำเนินงานจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย  ทั้งที่เป็นนิสิต-อาจารย์-และชาวบ้าน หรือแม้แต่เจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล  ก็พบว่าชาวบ้านมีความพึงพอใจต่อกิจกรรมทั้งปวงอย่างมหาศาล  โดยเฉพาะ “การนวดแผนไทย” นั้นถือเป็นกิจกรรมที่ได้รับความสนอกใจมากเป็นพิเศษ ซึ่งต่างฝ่ายต่างเห็นพ้องว่าควรมีการหยิบยกมา “ต่อยอด”  ให้เป็นส่วนหนึ่งในคลีนิกสุขภาพที่กำลังจะมีขึ้น

 

 

 

ต่อยอดข้อมูลที่ค้นพบ >> เรียนรู้จากปราชญ์ชาวบ้าน

 

 

ภายหลังทุกภาคฝ่ายมีมติร่วมในการหยิบจับเอากิจกรรม “นวดแผนไทย”  เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนคลินิกสุขภาพในชุมชนขามเรียง  คณะอาจารย์จากคณะพยาบาลศาสตร์  จึงนำนิสิตในกลุ่มวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ไปเรียนรู้เชิงปฏิบัติจริงเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวจาก แม่สมรักษ์ อินทวงศ์  ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับการยกย่องนับถือให้เป็นปราชญ์ชาวบ้านในเรื่อง “นวดแผนไทย”  ณ ชุมชนบ้านหมี่ อ.เมือง จ.มหาสารคาม

 

กระบวนการเรียนรู้เช่นนั้น  ถือเป็นการเรียนรู้ในแบบปฏิบัติการจริง  ทั้งนิสิตและอาจารย์ต่างเรียนรู้จากปราชญ์ชาวบ้านอย่างไม่อิดออด  ทั้งในรูปของการฝึกปฏิบัติจริง  การบันทึกข้อมูล รวมถึงการโสเหล่ถึงเรื่องราวอันเป็นบริบทอื่นๆ เช่น  ชีวประวัติของปราชญ์ชาวบ้าน โดยเฉพาะกระบวนการที่มาที่ไปของการกลายมาเป็นผู้ชำนาญการในเรื่องนวดแผนไทย  รวมถึงพิธี หรือคติชนที่เกี่ยวกับการนวดแผนไทย

 

 

 

การเรียนรู้ในวิถีเช่นนั้น  ถือเป็นการเรียนรู้นอกชั้นเรียนที่วิเศษสุด  เป็นการเรียนรู้ที่หลากเรื่องราว  ได้เรียนรู้ทั้งชีวประวัติของผู้คน รวมถึงบริบทชุมชนและพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับนวดแผนไทย อันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของคนไทย  และที่สำคัญเลยก็คือการเรียนอย่างเป็นสุข เพราะได้เรียนรู้ผ่านการลงมือทำ ...ทำไปเรียนรู้ไป ...เรียนไปเติบโตไป...

 

 

 

ในมุมมองของผมนั้น  ผมถือว่าการเรียนรู้ในทำนองเช่นนี้  จะช่วยหนุนเสริมให้เกิดสัมพันธภาพ ที่ดีระหว่างผู้เรียนกับผู้สอน  หรือแม้แต่ผู้เรียนกับผู้เรียน  การเรียนเช่นนี้ไม่เพียงทำให้นิสิตเกิดทักษะการเรียนรู้แต่เฉพาะตัวเองเท่านั้น  แต่ยังเป็นการเสริมพลังให้ชุมชน (ปราชญ์ชาวบ้าน) ได้มีกำลังใจในการขับเคลื่อนชีวิต ทั้งเพื่อตนเองและสังคมต่อไป

 

 

 

นอกจากนี้  การเรียนด้วยกระบวนการเช่นนี้  ยังย้ำเน้นในแนวคิดของการเชื่อและศรัทธาที่ผมได้กล่าวถึงอยู่เนืองๆ ในวาทกรรมประมาณว่า ..

 

  • ไม่มีที่ใดปราศจากความรู้ และการเรียนรู้...
  • การเรียนรู้ คือกลไกของการเติบโต...
  • คนทุกคนล้วนเป็นครูต่อกันและกันได้เสมอ...
  • หัวใจของการเรียนรู้ คือการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติจริง เพราะปัญญาเกิดจากการปฏิบัติจริง...
  • หัวใจของการเรียนรู้คือการแบ่งปัน และแลกเปลี่ยนเรียนรู้...
  • การแบ่งปันและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ คือกลไกของการเสริมพลังชีวิตให้แก่กัน...

 

 

ถ่ายทอดความรู้ >>  นวดแผนไทย สายสานใยคนในครอบครัว

 

 

กระบวนการที่นิสิตลงชุมชนเพื่อเรียนรู้ทักษะเบื้องต้นเกี่ยวกับการนวดแผนไทยจากปราชญ์ชาวบ้าน  ไม่เพียงได้เรียนรู้และสัมผัสจริงจากบุคคลต้นแบบเท่านั้น  หากแต่ยังหมายถึงการเสริมทักษะของการถ่ายทอดองค์ความรู้ไปในตัว  อย่างน้อยในระหว่างการฝึกปฏิบัติจริงจากเพื่อนสู่เพื่อน  ย่อมหมายถึงการเรียนรู้กระบวนการถ่ายทอดความรู้ไปในตัวด้วยเช่นกัน

 

และเมื่อผ่านพ้นระยะเวลาของการฝึกฝนมาแล้วระยะหนึ่ง  นิสิตและอาจารย์จากคณะพยาบาลศาสตร์ ก็ได้เวลาในการจัดกิจกรรมการเสริมสร้างทักษะการนวดแผนไทยให้กับเด็กๆ ในชุมชนบ้านขามเรียง  โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเสริมสร้างทัศนคติที่ดีเกี่ยวกับเรื่องภูมิปัญญาไทยให้กับเด็กนักเรียน  รวมถึงการมุ่งเน้นให้เด็กนักเรียนได้นำความรู้และทักษะเบื้องต้นของการนวดแผนไทยไปนวดให้กับสมาชิกในครัวเรือนของตนเอง  เสมือนการจัดวางเป็นกลไกในการเสริมสร้างความรักและความผูกพันอันดีระหว่างเครือญาติ—

 

 

กิจกรรมการถ่ายทอดความรู้ไปยังเด็กๆ ในชุมชนเช่นนั้น  เสมือนการพลิกฟื้นภาพความทรงจำดีๆ ในสังคมไทยได้อย่างมีพลัง  อาทิ  ภาพที่เด็กๆ ปีนป่ายอยู่บนลำตัวของผู้ใหญ่  บ้างขี่หลัง  บ้างบีบนวดตามคอตามไหล่  บ้างเหยียบแข้งเหยียบขาไปตามประสาคนคุ้นเคย ฯลฯ

 

สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นกิจกรรมสร้างสรรค์ที่กระชับสายใยความรักของคนในครอบครัวให้แน่นเหนียวไม่แพ้กิจกรรมอื่นๆ

 

และยิ่งมีกระบวนการทำงานร่วมกับโรงเรียนและโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพในชุมชน  ยิ่งช่วยให้กลายมาเป็นกิจกรรมที่น่าจับตามอง  เพราะมีระบบของการติดตามไปเยี่ยมเยียนและประเมินรายครัวเรือนเป็นระยะๆ  ส่วนนิสิตนั้นก็ยังได้รับอานิสงส์ในการนำความรู้และทักษะการนวดแผนไทยไปนวดคลายเครียดไปกับผู้ป่วยได้เช่นกัน

 

  

 

ครับ, นี่คือเรื่องราวเล็กๆ ที่ถูกค้นพบและต่อยอดขึ้นในระหว่างการเดินทาง (ระยะกลางน้ำ)

นี่คือคุณค่าของการเรียนรู้ที่ควรยึดเป็นแบบอย่าง  เพราะสะท้อนให้เห็นว่า  เมื่อค้นพบสิ่งใดก็ไม่ควรละเลยต่อการนำมาปั้นแต่งให้เกิดคุณค่าและมูลค่า  อีกทั้งเรื่องบางเรื่องก็ไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงระยะสุดท้าย (ระยะปลายน้ำ)  หรือเสร็จสิ้นโครงการแล้วค่อยมาเริ่มต้นใหม่  หากสามารถขับเคลื่อนได้ทันที ก็ควรพึงกระทำเป็นที่สุด