การค้นพบเรื่องราวบางอย่างในระหว่างการเดินทาง ถือเป็นสิ่งสำคัญมาก— เนื่องเพราะสิ่งที่ค้นพบอาจเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยหนุนเสริมให้ผลลัพธ์ที่รออยู่ปลายทางถูกค้นพบได้ง่ายขึ้น รวมถึงช่วยหนุนเสริมให้ผลลัพธ์ที่ปลายทางมีคุณค่ามากขึ้น
การบริการวิชาการแก่สังคมในมิติของ “1 หลักสูตร 1 ชุมชน” ให้ความสำคัญกับการค้นพบบางสิ่งบางอย่างในระหว่างการเดินทาง หรือเรียกเป็นวิชาการก็คือระยะ “กลางน้ำ” มากพอๆ กับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นในระยะ “ปลายน้ำ” ยิ่งหากค้นพบแล้วสามารถพลิกสู่การเป็น “โจทย์” ของปฏิบัติการเสริมหนุนกิจกรรมหลักได้ ยิ่งถือว่าเป็น “พลังบวก” ของการเรียนรู้ เสมอเหมือนยิงปืนนัดเดียวได้นกกลับมามากกว่า 1 ตัว
กรณีเช่นนี้ปรากฏพบเด่นชัดในการขับเคลื่อนโครงการ “การตรวจสุขภาพเชิงรุกและการจัดตั้งคลินิกสุขภาพดี DPAC ด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมโดยเครือข่ายสุขภาพชุมชน” ของสาขาพยาบาลศาสตร์บัณฑิต คณะพยาบาลศาสตร์ ที่จัดขึ้น ณ ชุมชนบ้านขามเรียง เทศบาลตำบลขามเรียง อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม โดยมีผู้ช่วยศาสตราจารย์นิตยา สุทธยากร และดร.สุรชาติ สิทธิปกรณ์ เป็นผู้รับผิดชอบหลัก

ฝังตัวชุมชน >> เก็บข้อมูล สะท้อนข้อมูล
เดิมคณะทำงานจากสาขาพยาบาลศาสตร์บัณฑิต ได้ขับเคลื่อนกระบวนการในทางด้านการ “สร้างเสริมสุขภาพชุมชน” อย่างต่อเนื่องด้วยรูปแบบอันหลากหลาย มีระบบระเบียบแบบแผนการลงสู่ชุมชนอย่างเป็นขั้นเป็นตอน นับตั้งแต่ลงพื้นที่ฝังตัวเก็บเข้ามูล วิเคราะห์ข้อมูล สะท้อนข้อมูลคืนกลับสู่ชุมชน ออกหน่วย “คลินิก” บริการสุขภาพ รวมถึงการประชาคมชุมชนในเรื่องที่เกี่ยวกับปัญหาเร่งด่วนที่เกี่ยวกับ “สุขภาวะของชุมชน”
เป็นที่น่าสังเกตว่าในทุกกระบวนการ มีระบบการจัดทำแผนปฏิบัติงานได้อย่างเป็นรูปธรรม มีการออกแบบกระบวนการ “เรียนรู้คู่บริการ” ได้อย่างน่าสนใจ โดยใช้การเรียนการสอนในกลุ่มวิชาต่างๆ เป็นกลไกในการนำพา “นิสิตและอาจารย์” ลงสู่ชุมชนเป็นระยะๆ ซึ่งแต่ละกลุ่มวิชามีการสลับหมุนเปลี่ยนกันลง “ฝังตัว” ในชุมชนเป็นห้วงๆ แต่ละห้วงยาวนานเป็นเดือนๆ กระทั่งเมื่อถึงระยะหนึ่งจึงได้สร้าง “เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้” อันเป็นกระบวนการของการ “สะท้อนข้อมูลคืนกลับสู่ชุมชน” โดยไม่ละเลยต่อข้อมูล หรือสถานการณ์จริงที่ถูกค้นพบร่วมกัน

กรณีเช่นนี้ปรากฏชัดแจ้งเมื่อครั้งที่มีการจัดมหกรรมสุขภาพในเชิงคลินิกเคลื่อนที่เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2555 ณ วัดชัยจูมพล อันเป็นศูนย์กลางทางจิตใจของชาวบ้านขามเรียง
เวทีครั้งนั้น—ประกอบด้วยกิจกรรมหลักๆ คือการนำข้อมูลด้านสุขภาพที่เกิดจากการศึกษารวบรวมมาสะท้อนในรูปของนิทรรศการเคลื่อนที่ ผสมผสานกับกิจกรรมหนุนเสริมที่หลากหลาย พร้อมๆ กับการให้บริการตรวจสุขภาพในมิติต่างๆ ควบคู่กันไปอย่างคึกคัก และมีชีวิตชีวา

ภายหลังเวทีครั้งนั้นยุติลง เมื่อหวนกลับไปพิจารณาข้อมูลที่ได้จากการประเมินผลการดำเนินงานจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทั้งที่เป็นนิสิต-อาจารย์-และชาวบ้าน หรือแม้แต่เจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ก็พบว่าชาวบ้านมีความพึงพอใจต่อกิจกรรมทั้งปวงอย่างมหาศาล โดยเฉพาะ “การนวดแผนไทย” นั้นถือเป็นกิจกรรมที่ได้รับความสนอกใจมากเป็นพิเศษ ซึ่งต่างฝ่ายต่างเห็นพ้องว่าควรมีการหยิบยกมา “ต่อยอด” ให้เป็นส่วนหนึ่งในคลีนิกสุขภาพที่กำลังจะมีขึ้น


ต่อยอดข้อมูลที่ค้นพบ >> เรียนรู้จากปราชญ์ชาวบ้าน
ภายหลังทุกภาคฝ่ายมีมติร่วมในการหยิบจับเอากิจกรรม “นวดแผนไทย” เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนคลินิกสุขภาพในชุมชนขามเรียง คณะอาจารย์จากคณะพยาบาลศาสตร์ จึงนำนิสิตในกลุ่มวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ไปเรียนรู้เชิงปฏิบัติจริงเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวจาก แม่สมรักษ์ อินทวงศ์ ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับการยกย่องนับถือให้เป็นปราชญ์ชาวบ้านในเรื่อง “นวดแผนไทย” ณ ชุมชนบ้านหมี่ อ.เมือง จ.มหาสารคาม
กระบวนการเรียนรู้เช่นนั้น ถือเป็นการเรียนรู้ในแบบปฏิบัติการจริง ทั้งนิสิตและอาจารย์ต่างเรียนรู้จากปราชญ์ชาวบ้านอย่างไม่อิดออด ทั้งในรูปของการฝึกปฏิบัติจริง การบันทึกข้อมูล รวมถึงการโสเหล่ถึงเรื่องราวอันเป็นบริบทอื่นๆ เช่น ชีวประวัติของปราชญ์ชาวบ้าน โดยเฉพาะกระบวนการที่มาที่ไปของการกลายมาเป็นผู้ชำนาญการในเรื่องนวดแผนไทย รวมถึงพิธี หรือคติชนที่เกี่ยวกับการนวดแผนไทย
การเรียนรู้ในวิถีเช่นนั้น ถือเป็นการเรียนรู้นอกชั้นเรียนที่วิเศษสุด เป็นการเรียนรู้ที่หลากเรื่องราว ได้เรียนรู้ทั้งชีวประวัติของผู้คน รวมถึงบริบทชุมชนและพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับนวดแผนไทย อันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของคนไทย และที่สำคัญเลยก็คือการเรียนอย่างเป็นสุข เพราะได้เรียนรู้ผ่านการลงมือทำ ...ทำไปเรียนรู้ไป ...เรียนไปเติบโตไป...
ในมุมมองของผมนั้น ผมถือว่าการเรียนรู้ในทำนองเช่นนี้ จะช่วยหนุนเสริมให้เกิดสัมพันธภาพ ที่ดีระหว่างผู้เรียนกับผู้สอน หรือแม้แต่ผู้เรียนกับผู้เรียน การเรียนเช่นนี้ไม่เพียงทำให้นิสิตเกิดทักษะการเรียนรู้แต่เฉพาะตัวเองเท่านั้น แต่ยังเป็นการเสริมพลังให้ชุมชน (ปราชญ์ชาวบ้าน) ได้มีกำลังใจในการขับเคลื่อนชีวิต ทั้งเพื่อตนเองและสังคมต่อไป
นอกจากนี้ การเรียนด้วยกระบวนการเช่นนี้ ยังย้ำเน้นในแนวคิดของการเชื่อและศรัทธาที่ผมได้กล่าวถึงอยู่เนืองๆ ในวาทกรรมประมาณว่า ..
- ไม่มีที่ใดปราศจากความรู้ และการเรียนรู้...
- การเรียนรู้ คือกลไกของการเติบโต...
- คนทุกคนล้วนเป็นครูต่อกันและกันได้เสมอ...
- หัวใจของการเรียนรู้ คือการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติจริง เพราะปัญญาเกิดจากการปฏิบัติจริง...
- หัวใจของการเรียนรู้คือการแบ่งปัน และแลกเปลี่ยนเรียนรู้...
- การแบ่งปันและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ คือกลไกของการเสริมพลังชีวิตให้แก่กัน...
ถ่ายทอดความรู้ >> นวดแผนไทย สายสานใยคนในครอบครัว
กระบวนการที่นิสิตลงชุมชนเพื่อเรียนรู้ทักษะเบื้องต้นเกี่ยวกับการนวดแผนไทยจากปราชญ์ชาวบ้าน ไม่เพียงได้เรียนรู้และสัมผัสจริงจากบุคคลต้นแบบเท่านั้น หากแต่ยังหมายถึงการเสริมทักษะของการถ่ายทอดองค์ความรู้ไปในตัว อย่างน้อยในระหว่างการฝึกปฏิบัติจริงจากเพื่อนสู่เพื่อน ย่อมหมายถึงการเรียนรู้กระบวนการถ่ายทอดความรู้ไปในตัวด้วยเช่นกัน
และเมื่อผ่านพ้นระยะเวลาของการฝึกฝนมาแล้วระยะหนึ่ง นิสิตและอาจารย์จากคณะพยาบาลศาสตร์ ก็ได้เวลาในการจัดกิจกรรมการเสริมสร้างทักษะการนวดแผนไทยให้กับเด็กๆ ในชุมชนบ้านขามเรียง โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเสริมสร้างทัศนคติที่ดีเกี่ยวกับเรื่องภูมิปัญญาไทยให้กับเด็กนักเรียน รวมถึงการมุ่งเน้นให้เด็กนักเรียนได้นำความรู้และทักษะเบื้องต้นของการนวดแผนไทยไปนวดให้กับสมาชิกในครัวเรือนของตนเอง เสมือนการจัดวางเป็นกลไกในการเสริมสร้างความรักและความผูกพันอันดีระหว่างเครือญาติ—
กิจกรรมการถ่ายทอดความรู้ไปยังเด็กๆ ในชุมชนเช่นนั้น เสมือนการพลิกฟื้นภาพความทรงจำดีๆ ในสังคมไทยได้อย่างมีพลัง อาทิ ภาพที่เด็กๆ ปีนป่ายอยู่บนลำตัวของผู้ใหญ่ บ้างขี่หลัง บ้างบีบนวดตามคอตามไหล่ บ้างเหยียบแข้งเหยียบขาไปตามประสาคนคุ้นเคย ฯลฯ
สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นกิจกรรมสร้างสรรค์ที่กระชับสายใยความรักของคนในครอบครัวให้แน่นเหนียวไม่แพ้กิจกรรมอื่นๆ
และยิ่งมีกระบวนการทำงานร่วมกับโรงเรียนและโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพในชุมชน ยิ่งช่วยให้กลายมาเป็นกิจกรรมที่น่าจับตามอง เพราะมีระบบของการติดตามไปเยี่ยมเยียนและประเมินรายครัวเรือนเป็นระยะๆ ส่วนนิสิตนั้นก็ยังได้รับอานิสงส์ในการนำความรู้และทักษะการนวดแผนไทยไปนวดคลายเครียดไปกับผู้ป่วยได้เช่นกัน
ครับ, นี่คือเรื่องราวเล็กๆ ที่ถูกค้นพบและต่อยอดขึ้นในระหว่างการเดินทาง (ระยะกลางน้ำ)
นี่คือคุณค่าของการเรียนรู้ที่ควรยึดเป็นแบบอย่าง เพราะสะท้อนให้เห็นว่า เมื่อค้นพบสิ่งใดก็ไม่ควรละเลยต่อการนำมาปั้นแต่งให้เกิดคุณค่าและมูลค่า อีกทั้งเรื่องบางเรื่องก็ไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงระยะสุดท้าย (ระยะปลายน้ำ) หรือเสร็จสิ้นโครงการแล้วค่อยมาเริ่มต้นใหม่ หากสามารถขับเคลื่อนได้ทันที ก็ควรพึงกระทำเป็นที่สุด
ร่วมเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง..หมั่นฝึกฝนด้วยศรัทธา..นำพาความชำนาญมาสู่ตน..ขยายผลให้กว้างไกล..ขอให้กำลังใจค่ะ..
...
แค่ภาพ ... ก็ซาบซึ้ง
โครงการหนึ่งหลักสูตร หนึ่งชุมชน
ไม่ว่ากี่เดือน กี่ปี หรือกี่ฝน
เกิดแรงดล...ใจ ไม่ลืมเลือน
...
วิ๊ดวิ้ววครับ ;)...
สวัสดีครับ อ.วัส Wasawat Deemarn

ในทุกๆ กรณี "ใจนำพา...ศรัทธานำทาง" ...
...
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับพี่ใหญ่ นาง นงนาท สนธิสุวรรณ
..เรียนรู้จากการปฏิบัติจริง..หมั่นฝึกฝนด้วยศรัทธา..นำพาความชำนาญมาสู่ตน..ขยายผลให้กว้างไกล
..
ชื่นชมกับคำจำกัดความที่นำมาฝากนะครับ เพราะเป็นกลไกของการเรียนรู้ เป็นกระบวนการของการเรียนรู้ที่นำไปสู่การเติบโตอย่างสร้างสรรค์ได้จริงๆ
ขอบพระคุณครับ
ชื่นชมค่ะ
ขอขอบพระคุณที่แนะนำข้อมูลที่ดีๆ ให้กับพวกเรา