ความพอประมาณ คือ เป็นความพอดีที่ไม่มากเกินไปและไม่น้อยเกินไป หรือ ไม่สุดโต่งทั้งสองด้าน (ฟุ่มเฟือยเกินไปและตระหนี่เกินไป) และที่สำคัญในความพอดีที่มีอยู่หรือได้มานั้นต้องไม่ไปเบียดเบียนคนอื่น เป็นความพอดีที่ตั้งอยู่บนหลักของศีลธรรมและคุณธรรมเป็นสำคัญ หรือถ้ามองอีกมิติหนึ่งในสังคมทางเศรษฐกิจอาจกล่าวได้ว่า ความพอประมาณ เป็นการดำเนินชีวิติเพื่อให้บรรลุสู่ความสุขโดยการบริหารจัดการรายได้กับรายจ่าย แต่ในความเป็นจริงการดำเนินชีวิตต้องเผชิญกับทั้งความสุขและความทุกข์ เราจะได้ว่า

   

                    การดำเนินชีวิต          =             ความสุข    +     ความทุกข์                 …..(๑)

 

         การดำเนินชีวิต คือ การดำรงชีพอยู่ในสังคม โดยที่มนุษย์ต้องเข้าไปมีความสัมพันธ์กับกิจกรรมทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมทั้งในทางตรงหรือทางอ้อม ซึ่งโดยพื้นฐานแล้วการดำรงชีพของคนทั่วไปต้องประกอบไปด้วยปัจจัย ๔ เป็นอย่างน้อย คือ อาหาร  ที่อยู่อาศัย  เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรค และสิ่งเหล่านี้ในความเป็นจริงของปัจจุบันต้องใช้เงิน (รายได้) เป็นสื่อกลางในการจัดหามา ดังนั้นเมื่อมองเกี่ยวเนื่องกับสังคมเศรษฐกิจในปัจจุบันจะได้ว่า

 

             รายได้สุทธิ                      =               ความสุข    +       ความทุกข์             …..(๒)

        

       ถ้าให้ การดำเนินชีวิต ในสังคมเศรษฐกิจมีตัวแทนคือ รายได้  โดยที่รายได้มีทั้งรายได้ที่ได้มาโดยถูกกฎหมาย และ ไม่ถูกกฎหมาย และ ได้มาโดยชอบธรรมและไม่ชอบธรรม ในเบื้องต้นเราถือว่ารายได้ที่เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจโดยผ่านทางกิจกรรมของเศรษฐกิจและเสียภาษีเป็นรายได้ที่ถูกกฎหมายและชอบธรรม

          

            ความสุขในมิติของสังคมเศรษฐกิจ คือ ความสงบ เป็นสิ่งที่อุดมไปด้วยความดีงามทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ

          ความทุกข์ในมิติของสังคมเศรษฐกิจ คือ ความเร่าร้อน กระวนกระวาย เป็นสิ่งที่อุดมไปด้วยความเสื่อมโทรมทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ

 

              สมมติว่าเราหารายได้โดยถูกกฎหมายได้มา ๑๐๐ บาท  เราใช้จ่ายเป็นค่าอาหาร ๒๐ บาท ไปเที่ยวสถานบันเทิง ๓๐ บาท และเหลือเก็บอีก ๕๐ บาท จะได้ว่า

 

               รายได้สุทธิ        =          ความสุข                        +           ความทุกข์          ..... (๓)            

                   ๑๐๐                         ( ๒๐ + ๓๐ + ๕๐)                                ๐

              

              สมมติต่อไปอีกหากว่าเราไปเที่ยวสถานบันเทิงแล้วกลับมาพักผ่อนไม่เพียงพอทำให้ไม่สบายและต้องใช้เงินรักษาพยาบาล ๔๐ บาท โดยที่เราต้องนำเงินเก็บมาใช้ (เงินเก็บจะเหลือ ๑๐ บาท) จะได้ว่า

 

             รายได้สุทธิ      =            ความสุข                     +         ความทุกข์                 ..... (๔)

                   ๑๐๐                       ( ๒๐ + ๓๐ + ๑๐)                           ๔๐                         

 

          จะเห็นได้ว่าเมื่อร่างกายเราเจ็บป่วยก็จะทำให้เกิดความทุกข์ ในกรณีนี้เกิดความทุกข์ที่ ๔๐ บาท แต่ทุกข์ครั้งนี้ก็ไม่ทำให้ถึงกลับเดือดร้อนมากนัก เนื่องจากว่าเรายังมีเงินพอใช้จ่ายได้และเหลือเงินเก็บอีก ๑๐ บาท

         สมมติต่อไปอีกเราต้องการซื้อหวยและหวังให้โชคดีถูกรางวัล (โดยที่เรา โลภมาก) ต้องการซื้อ ๑๐ บาท โดยที่เรามีเงินเหลืออยู่ ๑๐ บาท  (เงินออมก็หมดไป) จะได้ว่า

 

         รายได้สุทธิ      =           ความสุข                       +       ความทุกข์                        ..... (๕)

             ๑๐๐                          (๒๐ + ๓๐+๑๐)                             ๔๐                                 

       

          เงิน ๑๐ บาทด้านความสุขจะไม่ใช่เงินออมอีกต่อไปเป็นเงินใช้จ่ายเพื่อซื้อหวย แต่ที่อยู่ด้านความสุข เนื่องจากว่า คนที่ซื้อหวยก็หวังจะถูกรางวัลทำให้ขณะที่ซื้อนั้นมีความสุขโดยมีความหวังที่จะได้รางวัลเงินก้อนโต สมมติต่อไปว่าพอวันหวยออกและไม่ถูกรางวัล เงิน ๑๐ บาทที่ซื้อหวยจะกลายเป็นความทุกข์ทันที (เงินออมหมดไป) จะได้ว่า

 

        รายได้สุทธิ          =           ความสุข                 +               ความทุกข์                       …..(๖)

             ๑๐๐                             (๒๐  + ๓๐)                              (๔๐ +  ๑๐)

 

      สมมติต่อไปว่าเรามีรายจ่ายค่าเช่าบ้านอยู่ที่ ๒๐ บาท และเราไม่เงินออมเหลืออยู่เลย (เนื่องจากจ่ายค่ารักษาพยาบาล ๔๐ และซื้อหวยบนดิน ๑๐ บาท) เราต้องไปกู้ยืมเงินมาเพื่อชำระค่าเช่าบ้าน จะได้ว่า

 

     รายได้สุทธิ          =            ความสุข                       +                    ความทุกข์               ..... (๗)

       ๑๐๐ + ๒๐                         (๒๐ + ๓๐)                                        (๔๐ + ๑๐ + ๒๐)

 

       เงินที่กู้ยืมมาแม้จะทำให้รายได้เราเพิ่มขึ้น แต่ถือว่าเป็นหนี้สินที่ต้องชำระคืนทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย ทำให้เกิดทุกข์ซึ่งตรงนี้จะเห็นได้ว่า มีความทุกข์เกินความสุขอยู่ ๒๐ บาท แต่การเกิดทุกข์จะไม่มากตราบใดที่หนี้สินที่เราก่อขึ้นมานั้นเราสามารถหารายได้มาชำระคืนได้หมด (เบื้องแรกเราเป็นหนี้ทำให้เราเกิดทุกข์แต่เมื่อเราชำระหนี้ได้หมดก็ทำให้เราหมดทุกข์ในตรงนั้นไป) จะถือได้ว่าเป็นความทุกข์ระยะสั้นเท่านั้น แต่เมื่อใดก็ตามหนี้สินที่เราก่อขึ้นมานั้นเราไม่สามารถชำระได้คืนจนเกิดเป็นหนี้เสีย (NPL) หรือถึงขั้นฟ้องล้มละลาย สิ่งนั้นถือว่าทำให้เกิดทุกข์มาก ซึ่งในที่นี้เราจะได้ว่า ความทุกข์ คือ หนี้สินที่ไม่มีความสามารถที่จะชำระได้ หรือ หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ดังนั้นหากว่าเราบริหารจัดการความต้องการโดยใช้หลัก การบริโภคด้วยปัญญา เพื่อพัฒนาไปสู่ความพอประมาณ (บริหารรายได้และรายจ่าย) ก็จะทำให้การดำเนินชีวิตมีความสุขได้ในระดับหนึ่ง...