ภาวะผู้นำ (Leadership) หรือความเป็นผู้นำ ซึ่งหมายถึง ความสามารถในการนำ (The American Heritage Dictionary, 1985 : 719 อ้างใน http://www.baanjomyut.com/library/leadership/02.html)
ในเว็บไซต์ ดังกล่าว ได้กล่าวถึง ความหมายของภาวะผู้นำ ไว้ดังนี้
- ภาวะผู้นำคือความริเริ่มและธำรงไว้ซึ่งโครงสร้างของความคาดหวังและความสัมพันธ์ระหว่างกันของสมาชิกของกลุ่ม (Stogdill, 1974:411)
- ภาวะผู้นำคือความสามารถที่จะชี้แนะ สั่งการ หรืออำนวยการ หรือมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของผู้อื่นเพื่อให้มุ่งไปสู่จุดหมายที่กำหนดไว้ (McFarland, 1979:303)
- ภาวะผู้นำคือศิลปะในการชี้แนะลูกน้อง หรือผู้ร่วมงานให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความกระตือรือร้นและเต็มใจ (Schwartz, 1980:491)
- ภาวะผู้นำ เป็นกระบวนการที่บุคคลใช้อิทธิพลต่อกลุ่ม เพื่อให้บรรลุความต้องการของกลุ่ม หรือจุดมุ่งหมายขององค์การ (Mitchell and Larson, Jr., 1987:435)
- ภาวะผู้นำเป็นเรื่องของศิลปะของการใช้อิทธิพลหรือกระบวนการใช้อิทธิพลต่อบุคคลอื่น เพื่อให้เขามีความเต็มใจ และกระตือรือร้นในการปฏิบัติงานจนประสบความสำเร็จตามจุดมุ่งหมายของกลุ่ม (Koontz and Weihrich, 1988:437)
- ภาวะผู้นำเป็นความสามารถในการใช้อิทธิพลต่อกลุ่ม เพื่อให้ประสบความสำเร็จตาม เป้าหมายหมายที่ตั้งไว้ (Robbins, 1989:302)
- ภาวะผู้นำเป็นกระบวนการของการชี้แนะและอิทธิพลต่อกิจกรรมต่างๆ ของสมาชิกของกลุ่ม (Stoner and Freeman, 1989:459)
- ภาวะผู้นำเป็นกระบวนการที่บุคคลหนึ่ง(ผู้นำ)ใช้อิทธิพลและอำนาจของตนกระตุ้นชี้นำให้บุคคลอื่น (ผู้ตาม) มีความกระตือรือร้น เต็มใจทำในสิ่งที่เขาต้องการ โดยมีเป้าหมายขององค์การเป็นจุดหมายปลายทาง (พยอม วงศ์สารศรี, 2534:196)
ความหมายของภาวะผู้นำเกือบทั้งหมดจะเกี่ยวข้องกับการใช้อิทธิพล ซึ่งส่วนมากจะเป็นผู้นำ (Leader)พยายามจะมีอิทธิพลต่อผู้ตาม (Followers) ในกลุ่มหรือบุคคลอื่น ๆ เพื่อให้มีทัศนคติ พฤติกรรม และอื่น ๆ ไปในทิศทางที่ทำให้จุดมุ่งหมายของกลุ่มหรือองค์การประสบความสำเร็จ ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า (ย้ำ…ข้อสรุปจากเว็บไซต์) ภาวะผู้นำ (Leadership) คือกระบวนการที่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือมากกว่า พยายามใช้อิทธิพลของตนหรือกลุ่มตน กระตุ้น ชี้นำ ผลักดัน ให้บุคคลอื่น หรือกลุ่ม บุคคลอื่น มีความเต็มใจ และกระตือรือร้นในการทำสิ่งต่าง ๆ ตามต้องการ โดยมีความสำเร็จของกลุ่ม หรือองค์การเป็นเป้าหมาย
เด็กกับภาวะผู้นำ ในความคิดของผม
หากนำเอาความหมายของภาวะผู้นำดังข้อสรุปข้างบนนี้มาใช้เป็นเป้าหมายเชิงอุดมการณ์ ก็คงจะได้ เพราะเด็กในวันนี้ ที่เราคาดหวังอย่างหนึ่งก็คือ ต้องเป็นผู้ใหญ่ที่มีภาวะผู้นำ หรือมีกระบวนการที่จะใช้อิทธิพลของตนหรือกลุ่มตน กระตุ้น ชี้นำ ผลักดัน ให้บุคคลอื่น หรือกลุ่ม บุคคลอื่น มีความเต็มใจ และกระตือรือร้นในการทำสิ่งต่าง ๆ ตามต้องการ โดยมีความสำเร็จของกลุ่ม หรือองค์การเป็นที่ตั้ง เพื่อเป็นหัวหน้า ผู้บริหาร ประธาน นายก หรือใคร ๆ ในองค์การ หน่วยงาน ชุมชน ประเทศ หรือเพื่อใครก็ได้ที่ไม่ใช่ หัวหน้า ประธาน ฯลฯ ที่สามารถใช้ภาวะผู้นำ หรือสวนกลับไปยังผู้มีที่จะนำใช้อิทธิพลมากระทำกับตนและหมู่พวกอย่างไม่ถูกกต้องและเป็นธรรม เพื่อนำความสงบสุขสันติกลับมายังสังคม ด้วยสังคมอุดมปัญญา ที่ฟูมฟักให้เด็ก ๆ มีพื้นฐานทักษะภาวะผู้นำมาตั้งแต่เด็ก
ภาวะผู้นำเกิดของเด็ก ๆ เกิดขึ้นได้ จากการเลี้ยงดู การเป็นแบบอย่างของพ่อแม่พี่น้องหรือบุคคลที่ใกล้ชิด และจากสิ่งแวดล้อม การแสดงออกถึงภาวะผู้นำของเด็ก ๆ จะโดดเด่นขึ้นเมื่อได้รวมกลุ่มกับเพื่อน ๆ มากขึ้น เริ่มจากเป็นผู้ที่เพื่อน เชื่อถือให้ความไว้วางใจ จะคิดจะทำอะไร หรือสั่งอะไรเพื่อนก็ทำตาม เข้ากลุ่มเมื่อไร ก็จะแสดงออกถึงความเป็นผู้นำกลุ่ม พูดทีไร แล้วเพื่อนต้องฟัง หากดูในห้องเรียนโดยโดยทั่วๆ เด็กบางคนครูตั้งให้เป็นหัวหน้าห้อง แต่เพื่อน ๆ ไม่ฟัง แต่กลับไปฟังบางคนที่มีภาวะผู้นำดี ที่คุณครูบางท่านในระยะแรก ๆ ยังไม่รู้จักเด็กดีพอ จึงตั้งให้เป็นหัวหน้าห้อง
ภาวะผู้นำโดยทั่วไป จึงเกิดขึ้นเองโดยไม่ต้องสอน ซึ่งตรงนี้เป็นจุดอ่อนของการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียน ที่นักเรียนต่อห้องมีหลายคน หรือ สอนได้ไม่ลึก พอสำหรับนักเรียนทุกคน จนนักเรียนหลายคนไม่ได้รับการชี้แนะ และรับการฝึกฝนเพียงพอ เมื่อโตขึ้นจะไปทำงานการใด ก็คอยเป็นผู้ตาม เพราะหย่อนในเรื่องการนำผู้อื่นได้ ปัจจุบันมีบริษัทฝึกอบรม (ที่ผมได้ไปช่วยเขาแนะนำการจัดการเรียนการสอน ตามหลักสูตรที่เขาวางไว้สำหรับเด็กอายุ 7 – 12 ปี เมื่อวานซืน 5 กันยายน 2555) เห็นช่องว่าง จึงเข้ามาหาทางช่วยสร้างเด็ก ๆ ให้มีภาวะผู้นำ ได้รับความรู้ และรับการฝึกฝนตั้งแต่วัยเด็กโดยการเปิดหลักสูตร การพัฒนาภาวะผู้นำสำหรับเด็ก (Leadership for Kids) ขึ้น
เมื่อเด็ก ๆ ผ่าน การเข้ารับการอบรมหลักสูตรนี้แล้ว จะมีความสามารถ และทักษะในการพูด กล้าแสดงออก มีบุคลิกภาพมนุษยสัมพันธ์ ที่ดี รู้จักคิดวิเคราะห์ ที่มุ่งสู่ความรู้ทักษะในการเป็นผู้นำ ที่จะนำกลับไปใช้ที่โรงเรียน บ้าน และการทำงานในอนาคตที่ต้องใช้ภาวะผู้นำสูงขึ้นในประชาคมอาเซียน หากคนของเรามีภาวะผู้นำเมื่อไปทำการงาน โอกาสการเป็นหัวหน้างาน ผู้บริหารขององค์การก็จะมีมากขึ้น
ประสบการณ์จากการผ่านหลักสูตรที่คาดหวัง ก็คือ การใช้ภาวะผู้นำของเด็ก ที่สามารถนำความรู้ความเข้าใจกลับไปใช้ที่โรงเรียนได้ และในอนาคตเมื่อเป็นผู้ใหญ่ที่สามารถใช้อิทธิพลของตนหรือกลุ่มตน กระตุ้น ชี้นำ ผลักดัน ให้บุคคลอื่น หรือกลุ่ม บุคคลอื่น ให้มีความเต็มใจ และกระตือรือร้นที่จะทำตามความต้องการของตนเอง ได้อย่างถูกต้อง เป็นธรรมนำความเจริญก้าวหน้ามาสู่ตน และประเทศชาติ
สาระที่ได้พูดถึง ในการชี้แนะครู และเจ้าของกิจการ
1. พหุปัญญา
http://www.krujongrak.com/mi/mi_selftest1.htm
ที่กล่าวถึงลักศษะของทฤษฎีพหุปัญญา ตามที่ดร. โฮเวิร์ด การ์ดเนอร์ (Howard Gardner เจ้าของทฤษฎี ที่บอกว่า ความสามารถทางปัญญาของมนุษย์ แบ่งออกได้อย่างน้อย 8 ด้าน ความสามารถทางปัญญาของมนุษย์ตามทฤษฎีพหุปัญญา แบ่งออกเป็น
8 ด้าน ได้แก่
1. ปัญญาด้านภาษา (Linguistic Intelligence)
2. ปัญญาด้านตรรกะและคณิตศาสตร์(Logical–Mathmatical Intelligence)
3. ปัญญาด้านมิติสัมพันธ์ (Visual – Spatial Intelligence)
4. ปัญญาด้านร่างกายและการเคลื่อนไหว(Bodily–Kinesthetic Intelligence)
5. ปัญญาด้านดนตรี (Musical Intelligence)
6. ปัญญาด้านมนุษย์สัมพันธ์ (Interpersonal Intelligence)
7. ปัญญาด้านความเข้าใจตนเอง (Intrapersonal Intelligence)
8. ปัญญาด้านธรรมชาติวิทยา (Naturalist Intelligence)
ในการสอนจึงต้องคำนึงถึงเรื่องนี้ เพื่อที่จะให้นำเด็ก ๆ ที่มีความรู้ความสามารถต่างกันให้สามารถนำในสิ่งที่เด็กแต่ละคนต่างกัน สามารถเป็นผู้นำในสิ่งที่ตนเองเก่ง เป็นเบื้องต้น และค่อย ๆ นำในเรื่องทั่วไป หรือนำได้ไปพร้อมกัน
2. บุคคลแบบอย่าง
ในการเป็นผู้นำที่ดีได้ เด็ก ก็ควรมีไอดอล บุคคลที่เป็นแบบอย่าง
ของตนเอง หรือถ้ายังไม่มี ก็ควรนำตัวอย่างมาให้เด็ก ๆ ได้เห็น ได้รู้จัก
เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ และจิตนาการในการเป็นผู้นำที่ดี เป็นบุคคบที่มีคุณค่าของสังคม
3. การสร้างเทคนิคการสอน
ได้แนะนำว่า การเป็นครูนั้นแม้จะมีแผนการสอนมาให้ ครูก็ควรต้องเรียนรู้เทคนิคการสอนไปด้วย เพราะจะช่วยให้สอนได้ถูกต้อง สอดคล้องกับความสามารถของเด็ก แต่ละคน และที่สำคัญ
ก็จะสามารถตรวจสอบปรับปรุงแผนการสอนได้ ตามสภาพการสอน การเรียนของเด็ก ๆ ในแต่ละที่ ที่อาจแตกต่างกัน และแนะนำให้พิจารณาเทคนิคการสร่วเทคนิคกการสอนที่ได้เสนอไว้ที่นี่ http://www.gotoknow.org/blogs/posts/487749
4. การสะสมสื่อการสอน
ในการเป็นครู ที่ต้องสอนศิษย์ที่หลากหลาย คงไม่มีสูตรสำเร็จใด ที่จะใช้ได้เหมือนกับการซื้อสูตรขนม อาหาร มาขาย และทำไปขาย เล็กเด็ก ๆ ชอบกินได้เหมือน ๆ กันทั่วโลก การมีสื่อที่หลากหลายไว้และสามารถหยิบฉวยมาใช้ได้ทันทีในสมัยนี้ก็คือสื่อการเรียน ICTที่เก็บไว้ในฮาร์ดิสก์ หรือ เชื่อมโยงไปได้ในทันทีในเว็บไซต์
5. การใช้เว็บไซต์ โซเชียลเน็ตเวอร์คในการสอน ที่มีอยู่แล้ว หรือ คุณครูจะทำ
กลุ่ม เว็บไซต์ ขึ้นมาใช้เอง ก็จะดี เช่น
http://www.youtube.com/user/Leadership4KIDsTH
https://www.facebook.com/#!/leadershipforkids.siamhr
https://www.facebook.com/#!/groups/123055031113490/
https://www.facebook.com/#!/groups/217491848268787/
6. การเสริมแรง หรือ การชมเด็ก ๆ คุณครูต้องชมเป็น ชมให้เด็กชื่นใจจริง ๆ ในสิ่งที่เขาทำได้ และขอพิจารณาในสิ่งที่ผมเขียนไว้ที่นี่
http://www.gotoknow.org/blogs/posts/486402
7. จิตวิทยาสำหรับครู
คือ การที่คุณครูต้องรู้ เข้าใจธรรมชาติของเด็ก ๆ เช่น มีคุณครู ท่านหนึ่งเล้าว่ามีเด็กคนหนึ่งลงไปนอนใต้โต๊ะ ก็บอกว่า เด็กเขาเรียกร้องความสนใจ หรือ ไม่ก็อยู่วิธีสอนที่กำลังเกิดขึ้น ก็ให้ใจเย็น ๆ ไว้ก่อน “เอ้า…เป็นอะไรไป นอนให้หลับสัก สามนาทีนะ แล้วครูจะปลุก” จบการสอนแล้ว ก็หาทางคุยเป็นการส่วนตัว ที่ไม่มีการตำหนิ หาจุดดี ๆ ของเด็กมาชื่นชมอย่างนี้ก็เป็นทางหนึ่งที่เป็นการใช้จิตวิทยาครู
8. การจัดการชั้นเรียน
- การปฐมนิเทศ ที่ให้ผู้ปกครอง และเด็ก ๆ เห็นที่ไปที่มาเห็นเป้าหมาย เห็นวิธีการจัดการเรียนการสอน และผลที่เกิดขึ้นแล้ว หรือจะเกิดขึ้นให้รู้สึกพอใจจริงตั้งแต่ต้น
- สารสนเทศที่เกี่ยวข้องกับนักเรียน ในช่วงที่นักเรียนมีไม่มากอาจดูไม่จำเป็น ถ้าเริ่มต้นจัดทำไว้ให้ดี คลิ๊กดูอะไรก็ได้ทันทีเกี่ยวกับนักเรียนแต่ละคน เช่น ประวัติ ความสามารถพิเศษ จำนวนวันมาเรียน จำนวนวันที่ขาดเรียน ผลงานเด่นในขณะเรียน ฯลฯ
- การตั้งหัวหน้าห้อง การบอกทำความเคารพครูโรงเรียนสอนพิเศษ เป็นโรงเรียนที่ไม่ใช่เพียง การเอาเงินมาแลกความรู้ ความเป็นครู เป็นศิษย์ ต้องปลูกฝังไปด้วย
- การจัดการเรียนรู้โดยใช้กลุ่มใหญ่ กลุ่มย่อย ในความจำกัดของเวลาสอน โดยเฉพาะการสอนที่เน้นการปฏิบัติ เด็กต้องมีโอกาสได้ปฏิบัติ ได้แสดงออกหน้าชั้นกันทุกคน ซึ่งบางทีก็ไม่ทันกับเวลา ครูก็สามารถให้เด็กเสนอในกลุ่มย่อยได้ ภายใต้การดูแลของครูไปพร้อม ๆ กันทุกกลุ่ม นี่ก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่จะให้เด็ก ๆ มีโอกาสในการฝึก ได้มากขึ้น
- การใช้ฟลิปชาร์ท หรือ กระดานดำ กระดานขาว ให้เด็ก ๆ ได้ใช้ในการประชุมกลุ่มย่อย ประชุมระดมพลังสมอง ก็เขียนลงไว้ ได้ข้อสรุปอย่างไรก็เขียนลงไว้ คิดอะไรไปพร้อม ๆ กัน ก็เขียนลงไว้ แล้วจะได้ประโยชน์สารพัดประธานกลุ่ม ได้ทำหน้าที่ประธาน เลขานุการกลุ่มได้จดบันทึก จดไปทุกคนเห็นไปพร้อมกันจากเลขาเขียนกระดานดำ กระดานขาว พร้อมกับเลขานุการเขียนลงสมุดได้ฝึกทำหน้าที่ สมาชิก ก็จะได้ตั้งหน้าตั้งตาคิด เป็นการแบ่งงาน ทำงานเป็นทีมที่ทีมี่การสื่อสาร ได้ต่อเนื่อง ใครเก่งกว่าคิดก่อน เก่งน้อย ก็ค่อยๆ คิดตามไปจากสิ่งที่เขียนไว้ให้ทุกคนเห็น ซึ่งเด็ก ๆ ต้องฝึกไว้ โตขึ้นไปประชุมกับใครในกลุ่มน้อยๆ แสดงออกได้ทันที วิธีการนี้ เป็นวิธีการที่ผมใช้มาตลอดชีวิตการทำงาน
9. แนวทางการบริหารจัดการศูนย์ หมายถึง สถานที่ที่มีการสอนพิเศษในเรื่องภาวะผู้นำสำหรับเด็ก ผมได้หยิบยกประเด็นเหล่านี้มาพูดคุย
- การเพิ่มจำนวนนักเรียน
ถ้าเราทำได้มาก ๆ ก็จะเป็นการช่วยเด็กได้มาก ได้กว้างขวาง เป็นการปลุกกระแสการสอนภาวะผู้นำโดยตรง ที่อาจส่งผลให้กระทรวงศึกษาธิการนำไปเปิดรายวิชา ภาวะผู้นำสำหรับเด็ก เป็นการเตรียมเด็กให้พร้อมไปสู่ประชาคมอาเซียน อีกทาง
- การประชาสัมพันธ์
ควรหาโอกาสให้พ่อ แม่ ผู้ปกครองได้รู้ ถึงความสำคัญ ความจำเป็นในเรื่องภาวะผู้นำที่โรงเรียนโดยทั่วไปไม่ได้สอนกันจริงจัง ตั้งใจสอนโดยตรง เป็นทางเลือกให้พ่อแม่ผู้ปกครองที่เห็นว่าสอดคล้องกับความต้องการจำเป็นของลูกหลานของตนเอง
- การหาพันธมิตร ผู้ร่วมงาน
ในโลกของการสอนในปัจจุบัน เราสามารถทำได้ ผ่านอินเตอร์เน็ต แต่ละศูนย์การเรียนที่อยู่ห่างไกล สามารถได้ด้วยการให้นักเรียนทำกิจกรรมผ่านระบบวีดิโอคอนเฟอร์เร้นท์หรือ ความเป็นพันธมิตรกันนั้น อาจนำไปสู่การแลกเปลี่ยนครูผู้สอนระหว่างกันได้อีก
10. การใช้ภาวะผู้นำในการสอน และการทำงานในศูนย์
ในการพูดคุยกัน มีกรณีหนึ่งที่คุยกันว่า มีอยู่บางส่วนที่เด็ก ๆ ต้องพูดเป็นภาษาอังกฤษ ในการแนะนำตัวเอง แต่ครูไม่เก่งภาษาอังกฤษ ก็ได้เสนอว่า มีสื่อการสอนไว้ก็ดี จะได้คลิ๊กให้ดูแบบอย่างได้ แต่ถ้าใช้ทั้งหมด ก็อาจไปลดภาวะผู้ในการสอนของครู จึงเสนอแนะว่า ครูลองท่อง ลองออกเสียงเป็นภาษาอังกฤษ แล้วโพสต์เข้าไว้ในยูทูป และเป็นสื่อที่ให้เด็กได้ดู วิธีนี้ก็น่าจะเป็นวิธีหนึ่งที่จะรักษาความเป็นผู้นำของครูไว้ให้เด็ก ๆ เห็นได้
11. การสื่อสารผ่าน Facebook : Leadership for KIDS
ในแต่ละศูนย์ และผู้ดูแลศูนย์ เขามี facebook ไว้เพื่อการสื่อสาร กับเด็กและครูทั้งศูนย์ ครู และเด็ก จึงควรนำสิ่งดี ที่เกิดขึ้นมาแบ่งปันกัน อย่างสม่ำเสมอโดยเฉพาะเด็ก ๆ ปัจจุบัน ที่ใช้ Facebook กันเป็น แทนที่จะคลิ๊กไปคลิ๊กมา ลูปไปลูบมาในเรื่องไร้อิอิ อ๊ะอ๊ะ ตามประสาเด็ก ก็จะได้เข้ามาในเรื่องที่มีสาระเพิ่มขึ้น
ครับ….ที่ไปช่วยเขามา ก็นำมาแบ่งปันกันในที่นี้ และขอเรียนให้มวลมิตรรัก ที่ติดตามผมในโกทูโน ทราบว่าผมไม่ได้หายไปไหน ก็ไปกับงานที่เข้ามาครับ งานเข้า ข้าพเจ้าจึงไม่ได้โพสต์วันละสองครา อย่างที่เคยปฏิบัติมาในช่วงต้น ๆ ในโกทูโน อีกอย่างไม่ได้อยู่กับบ้านมากเกือบเดือนแล้ว และรำคาญกับอินเตอร์เน็ต ที่โพสต์หลายๆ ครั้งเจอกับลูกแมวตัวดีที่โผล่ออกมาบ่อย ๆ 555 สวัสดีครับ
ขอบคุณบทความดีๆ ค่ะ
การสร้างภาวะผู้นำ...สำหรับเด็ก....ดีจริงค่ะท่าน... เด็กๆๆ เสมือน...ผ้าขาว...ใส่สีอะไรลงไป...ก็ดีทั้งนั้นนะคะ....ยิ่งใส่...ความงดงาม ความดีงาม เด็กจะซึมซับได้งายๆๆ นะคะ....
ขอบคุณบทความดีดีมีคุณภาพนี้นะคะ