ไม่รู้จักฉัน ไม่รู้จักเธอ
เกศินี จุฑาวิจิตร
“ไม่รู้จักฉัน ไม่รู้จักเธอ” ทำให้ฉันรู้จักตัวเอง !!
ได้ยินเพลงนี้เป็นครั้งแรก “ไม่รู้จักฉัน ไม่รู้จักเธอ” เมื่อหลายปีก่อน ให้ชื่นชอบท่วงทำนองที่ฟังแล้วชวนเหงาลึกยิ่งนัก แต่ในเวลาเดียวกันก็รู้สึก “สะท้อนใจ” จนต้องแอบถอนใจเล็กๆ กับภาพชีวิตแห่งยุคสมัยของคนหนุ่มสาวที่เต็มเปี่ยมด้วยเสรีแห่งรัก หรือถ้าจะพูดให้ถูก ก็ต้องว่า “เสรีทางเพศ” ถึงกระนั้นก็ตาม “จริต” ก็ไม่ได้ถูก “ดัด” ให้ถึงกับทนฟังไม่ได้ บอกตัวเองว่าก็แค่บทเพลงบทหนึ่ง จึงฟังเพลงนี้ต่อไปได้อย่างมีความสุข
แต่เหตุที่ทำให้เรื่องของเพลงกลับเข้ามาอยู่ในความคิดคำนึงอีกครั้ง ก็อาจเพราะได้สำเหนียกถึงความผิดและพลาดอะไรบางอย่างที่แม้ไม่อาจเรียกคืนได้ ทว่าก็น่าจะเป็นบทเรียนสำหรับชีวิตและการทำงานต่อไป
การทำงานตำบลแห่งความผาสุก เป็นส่วนหนึ่งของความรับผิดชอบของฉันดังได้กล่าวไว้แล้วในตอนที่ชื่อว่า “เมื่อความผาสุกพัดผ่าน” แนวคิดที่อยู่เบื้องหลังการทำงานนี้ คือการเข้าไปหนุนเสริมการทำงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้ท้องถิ่นเป็นแกนกลางของการพัฒนาคุณภาพชีวิตร่วมกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้านและบรรดาแกนนำชุมชน บนพื้นฐานของความตระหนักในปัญหาสาธารณะที่ต้องการการร่วมคิดร่วมทำเพื่อชุมชนและเพื่อเด็กๆ ของพวกเขา
ทำอย่างไรให้ทุกคนได้มีบทบาทเป็นทั้งผู้ให้และผู้รับในเวลาเดียวกัน ไม่ใช่ฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ให้และอีกฝ่ายเป็นผู้รอคอยและรอรับ
ทำอย่างไรที่พวกเขาจะมีข้อตกลงบางประการร่วมกันในชุมชน เป็นข้อตกลงที่อยู่บนความเอื้ออาทร เช่น ปลาหรือปูตัวที่ดีที่สุดและใหญ่ที่สุดของสมาชิกกลุ่มประมงพื้นบ้านจะต้องถูกส่งไปเป็นอาหารของเด็กๆ ในโรงเรียน
ผักปลอดสารพิษของเกษตรกรกลุ่มเกษตรกรรมยั่งยืน จะถูกส่งไปยังบ้านที่มีผู้ป่วยหรือผู้พิการ
เกษตรกรทุกคนจะต้องใช้ปุ๋ยหมักชีวภาพที่ผลิตโดยกลุ่มปุ๋ยอินทรีย์ของตำบล
ทุกครอบครัว ทุกโรงเรียนและทุกองค์กรชุมชน จะต้องซื้อน้ำยาอเนกประสงค์ที่ผลิตโดยกลุ่มแม่บ้านหรือกลุ่มสตรีในร้านค้าชุมชน แทนการซื้อไลปอนเอฟหรือซันไลน์จากซูเปอร์สโตร์
ในงานเลี้ยงรับรองแขกที่มาเยี่ยมเยือน จะต้องใช้บริการอาหาร ของว่างและเครื่องดื่มของกลุ่มต่างๆ ในตำบล ส่วนประกอบของอาหารต้องเป็นผลผลิตทางการเกษตรของชุมชน
หนึ่งในสี่ส่วนของผลกำไรของวิสาหกิจชุมชน จะต้องนำมารวมกันเป็นกองทุนเพื่อการพัฒนาเด็กและเยาวชน
สิ่งเหล่านี้ เป็นภาพความเอื้ออาทรที่เราอยากเห็นใน 20 ตำบลนครปฐมผาสุก ซึ่งความจริงแล้วก็มีตัวอย่างแบบนี้เกิดขึ้นมากมาย ที่นั่นที่นี่ หลากหลายที่มาที่ไป และหลายต่อหลายแห่งมีประสบการณ์การดำรงอยู่นับสิบปี ก่อเกิดเป็นความมั่นคงและยั่งยืนที่มาจากความเข้มแข็งของท้องที่-ท้องถิ่นและแกนนำชุมชน
แต่ความผิดและพลาดของฉันมันเกิดขึ้นตรงนี้ เมื่อตอนที่เราต้องเลือกพื้นที่การทำงาน
เพราะในการเขียนโครงการเพื่อเสนอต่อแหล่งงบประมาณนั้น จำเป็นต้องระบุพื้นที่ในทันทีทันใด เราจึงวิ่งหา ไขว่คว้าจากคนนั้นคนนี้ พร้อมพลิกฟื้นข้อมูลเก่าๆ ภายใต้เวลาที่จำกัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ณ แห่งหนตำบลใดบ้างที่เราควรจะทำงานด้วย ที่สำคัญ ทำแล้วมันต้องมีแนวโน้มความสำเร็จ
อันดับแรกทุกคนเห็นพ้อง ต้องเลือกพื้นที่ที่มีทุนและทรัพยากรมากๆ เช่น ผู้นำเข้มแข็ง ปราชญ์ชาวบ้านเก่ง มีภูมิปัญญาที่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่น แต่พื้นที่ที่เล็งไว้หลายแห่งกลับเลือกไม่ได้ เพราะอยู่ในเครือข่ายเดิมของแหล่งทุนอยู่แล้ว เราจำต้องเปิดพื้นที่ใหม่ๆ พยายามเลือกองค์การบริหารส่วนตำบลหรือเทศบาลตำบลที่รู้จัก คุ้นเคย แต่นั่นก็ยังไม่เพียงพอ เพราะต้องการความครอบคลุมพื้นที่ทุกอำเภอ
ดังนั้นจึงมีหลายพื้นที่ที่ “เราสมรสโดยไม่มองหน้ากัน”
การทำงานกับอบต.หรือเทศบาลตำบล แบบ “ไม่รู้จักฉัน ไม่รู้จักเธอ” นี่เองที่เป็นปัญหา ทำให้การขับเคลื่อนงานในบางพื้นที่เป็นไปอย่างลุ่มๆ ดอนๆ และยากเย็น เพราะไม่ได้รับการสนับสนุนและส่งเสริมจากเจ้าภาพหลัก ทั้งๆ ที่แกนนำชาวบ้านมีความเข้มแข็ง ซ้ำร้ายบางพื้นที่เจ้าภาพหลักยังมีความขัดแย้งกับชาวบ้านเสียอีก
“... แต่อยากให้เธอได้พบกับฉัน เราสมรสโดยไม่มองหน้ากัน จูบเพื่อล่ำลาในความสัมพันธ์ ก่อนที่ฉันจะปล่อยให้เธอหายไป...”
เสียงเพลงแว่วมาในความคิด จะ “จูบเพื่อล่ำลาในความสัมพันธ์” กับบรรดาเจ้าภาพเจ้าปัญหาเหล่านี้ก็ดูจะไม่ทันเสียแล้ว บทเรียนของวันนี้ในการได้รู้จักตัวเองคือการตอบรับที่เร็วเกินไป
“แล้วจะทำอะไรได้อีกบ้าง” กลายเป็นโจทย์ใหม่ของฉัน ณ ตอนนี้
---------------------------------------------------------
ขอเป็นกำลังใจให้เสมอค่ะ
สู้ๆ นะคะ มันยากมากจริงๆค่ะ
ทำงานชุมชน ลงพื้นที่จริง ทำจริง ตั้งใจจริง
ตั้งใจพัฒนาชุมชน พัฒนาท้องถิ่น
แต่อบต. ไม่เอาด้วย ไม่เห็นแก่ชุมชน
พวกจะเล่นแต่การเมือง แล้วหวาดระแวงคนอื่นไปทั่ว
ยากมาก มันเหนื่อยจริงๆค่ะ เข้าใจเลย