วันพุธ ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2555
กราบสวัสดีค่ะครู
เช้านี้เป็นเช้าวันที่ช่วงตลอดเมื่อคืน ตั้งใจกับอาจารย์เอ๋ว่า อยู่เป็นเพื่อนกัน ถือเนสัญชิก อาจารย์เอ๋เดินทั้งคืนจนตีสี่กว่า แต่หนูเดินไปชั่วโมงกว่าแล้วก็เข้ามานั่งภาวนาที่เต้นท์ เต็มไปด้วยความง่วงเจ้าค่ะ เหมือนอยู่ได้ด้วยความอดทนมากกว่าค่ะ หนูฟุ๊บหน้าลงหลับไปเกือบชั่วโมงมีการคิดถึงคำที่อาจารย์เอ๋บอกว่า “เอาท่าที่อาจารย์เอ๋ถามไว้นี่แหละค่ะ” ฮ่า ๆ พอกิเลสมันจะจู่โจมมันก็มักจะมีข้ออ้าง ตื่นขึ้นมารู้สึกโกรธมันที่งีบไปเกือบชั่วโมง บอกตนเองอะมั่นยังไม่เข้มแข็ง จึงลงมาเดินจงกรมต่อ ตั้งแต่ตีสี่จนตีห้าครึ่งแม่กุลโทรศัพท์มาว่าจะมาทำกับข้าวไหม แว๊บแรก วันที่ไม่อด ไม่ได้ทำกับข้าวแต่วันที่อด แม่อุตส่าห์โทรชวนไปทำกับข้าว จึงลองกับตนเองว่า “ลองดู” ก็เลยชวนอาจารย์เอ๋มาด้วยค่ะ ซึ่งท่านก็มาด้วยกัน ก็ได้ขำๆกันว่า ต้องทำกับข้าววันที่ไม่ได้ทาน ท่านเห็นอาหารเจที่ทำก็นึกขึ้นมาว่า “โห วันที่เรารับข้าวไม่มีเจ แต่พอไม่รับเจมาเพียบ” ซึ่งหนูก็รู้สึกว่า “น่าทานจังเลยเจ้าค่ะ”
กิเลสพรุกพร่า เสร็จแล้วเราก็ไปกราบลาหลวงปู่ซึ่งก็มีน้องภัสมาด้วย ท่านมีแขกพอได้โอกาสกราบเรียนท่านแล้วเราก็ออกมาเจ้าค่ะ
ระหว่างรอขึ้นศาลาเรามาช่วยกันหาหนังสือหน้าวิหารว่า “มีไตรภูมิพระร่วงฉบับพระไตรปิฎกไหม” อาจารย์เอ๋เจอหนังสือที่ท่านอยากอ่านหลายเล่ม นึกถึงคำครูว่า “หนูไม่ชอบขนขวายหาคำตอบ” พอมาเห็นอาจารย์เอ๋เป็นภาพสะท้อนใจหนูที่ชัดขึ้นถึงการไม่ค่อยฝึกการใช้ปัญญา หนูมีความสงสัยในเรื่อง “บารมี” เพียงนับให้ครบยังไม่ครบเลยเจ้าค่ะ พอได้อ่านที่ครูเขียนไว้ในสมุดน้องภัส ก็ถามใจตนเอง “เข้าใจอันไหนบ้าง ติดขัดข้อในที่ยังไม่เข้าใจ” ทั้งหยาบ กลาง ละเอียด เหมือนไม่เข้าไปข้างในกับข้อ เนกขัมบารมี และวิริยะบารมี อันไหนหยาบกลางละเอียด เหมือนหยาบๆพอนึกได้แต่กลางและละเอียดหนูก็ยังจำแนกกับตนเองไม่ได้ ได้ข้อสรุปกับตนเองว่า เพราะยังพร่องก็เลยไม่เข้าใจ จริงๆก็ยังพร่องในทุกข้อ จึงต้องสั่งสมเหมือนที่หลวงปู่ย้ำกับหนูเสมอว่า”บารมีต้องสั่งสม”
ได้เวลาเคาะระฆ้งย้ายมานั่งอีกฝั่ง ใจหนูก็สงสัยหนูควรจะมานั่งตรงนี้ไหม ข้างในหมองขึ้นมาเลยเจ้าค่ะ จิตมันคิดเพ่งโทษครูศีลข้อหนึ่งด่างพร้อย พอครูมามันก็หมองทันที จนอาจารย์เอ๋รู้สึกได้จนท่านถาม ว่า “ทำไม” หนูเลยบอกว่า
“หนูคิดไม่ดี คิดว่ามันจะถูกตำหนิ”
มันเลยหมองแก้ไม่หายสักที ท่านบอกอีกว่า ชัดเจนมาเลยนะ สีหน้าเปลี่ยน
ค่ะ แบบนี้แหละเลยเป็นเหตุให้ท่านเอ็ดตะโลกับหนูบ่อยๆ เพราะพอหนูเผลอขาดสติจิตมันก็จะเพ่งโทษท่าน ทั้งๆที่ความสงสัย หรือเรื่องปิดบัง มีในตนเอง แต่ใช้ท่านเป็นเหยื่อ
เข้ามาเตรียมตัวอาบน้ำรอพี่โอมารับเพื่อเดินทาง พอถึงเวลาพี่โอก็มารับ เจอกับอาจารย์เอ๋ ท่านได้คุยกันนิดหน่อยแล้วก็ต้องออกเดินทาง ได้จูนกันกับพี่โอว่า จะนำเสนออะไรอย่างไรบ้างเพื่อให้ตรงเป้าหมายที่ผู้จัดต้องการ รับรู้ว่า พี่โอเตรียมพร้อมมาก ส่วนหนูพอครูทุบ ถึงค่อยมาเตรียมกับตนเอง หนูย้ำกับตนเองว่า ถ้าไม่ตั้งใจทำงานศีลข้อห้ามลักทรัพย์ก็ด่างพร้อยนะ
พอออกจากวัดรู้สึกหิวเจ้าค่ะ เลยแวะไปซื้อเม็ดทานตะวันและสาหร่ายมานั่งทาน ความหิวโจมตี แต่พอมันได้ทานก็พออยู่ได้เจ้าค่ะ พอขึ้นรถพี่โอเจอเพื่อนท่านคุยกันสนุกสนานหนูจึงงีบหลับ มาตื่นอีกทีที่นครราชสีมา จุดพักรถพี่โอทานข้าวหนูจึงนั่งทานสาหร่าย ที่หิ้วติดมา แวะซื้อของแล้วก็ขึ้นรถ ครานี้เหมือนได้หลับสนิทตื่นมาจึงคุยกับพี่โอเรื่อย ๆ รู้สึกท่านภาคภูมิในที่ได้เล่าถึงบรรยากาศที่ทำงาน พอเห็นครูโทรหาพี่โอก็ได้นึกย้อนกับตนเอง ครูท่านใส่ใจคนรอบข้างให้เห็นสม่ำเสมอ หาทางออกที่ทำให้ผู้คนบาดเจ็บน้อยที่สุด พอหนูหันเข้ามาหาตนเอง หนูเหมือนแหล่งไฟ ที่รองจังหวะทำลายล้าง หนูยังไม่รู้วิธีควบคุมมันได้ แต่ก็มีเสียงดังขึ้นมาว่า “ภาวนา”
พอถึงหมดชิตส่งข้อความบอกครู พอมาถึงโรงแรมก็มานั่งคุยกันกับพี่โอว่า
“จะสะท้อนภาพไหนในวันรุ่นขึ้น”
พอพี่โอนำเสนอ ก็จะจูนในภาพว่า การขับเคลื่อน COP ทำอย่างไร อะไรคือ ปัจจัยแห่งความสำเร็จ คุยในภาพของ COP R2R พอคุยเสร็จแยกกันไปพัก หนูลุกขึ้นมาเดินแล้วก็ว่าจะของีบก็เหมือนถูกกิเลสหลอกเจ้าค่ะแล้วก็หลับไป กิจวัตรกับตนเองก็ยังล่มอยู่ ย้ำกับตนเองว่า “ไม่ได้เรื่องอีกตามเคย”