เภสัชวิทยาของ "การสื่อสาร"

มนุษย์เป็นสัตว์สังคม และเครื่องมือสำคัญในการเกิด "สังคม" ก็คือการสื่อสารซึ่งมีทั้งการสื่อสารระหว่างปัจเจกต่อปัจเจก ระหว่างปัจเจกต่อชุมชนและชุมชนต่อปัจเจก และชุมชนต่อชุมชน เมื่อชุมชนอาศัยใน "นิเวศ" ก็จะเกิดการสื่อสารระหว่างสิ่งแวดล้อมกับสิ่งมีชีวิตในพื้นที่นั้นๆเกิดเป็น "ระบบนิเวศ" ขึ้น ในการคงอยู่ อยู่ร่วม และเปลี่ยนแปลงของทุกสิ่งทุกอย่างในระบบนิเวศ จะต้องมีการส่งต่อข่าวสารการรับรู้ ความรู้สึก ความหมาย ฯลฯ ระหว่างหน่วยต่างๆอยู่ตลอดเวลา และมี "ทิศทาง" การเปลี่ยนแปลงตอบสนองต่อข่าวสารเหล่านี้ในเวลาที่เหมาะสม และอย่างเหมาะสม เพื่อที่จะนำไปสู่สมดุลของระบบ ไม่เพียงเฉพาะทางกายภาพเท่านั้น แต่เนื่องจากมีสิ่งมีชีวิตในระบบด้วย สมดุลในที่นี้จึงรวมไปถึง การอยู่รอด การอยู่ร่วม และการอยู่อย่างมีความหมาย (ของ sentient beings) ทั้งหมดในเวลาเดียวกัน

การสื่อสารเป็นตัวกลางที่ทำให้ข้อมูลมหาศาลที่เกิดขึ้นถูกส่งต่อ ถูกรับ ดูดซึมย่อมสลาย และแปรรูปไปเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์บ้าง สิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์บ้าง สิ่งที่เหลือทิ้ง และสิ่งที่ตกค้างอาจจะเป็นพิษต้องขับถ่ายและกลายเป็นการหมุนเวียนทรัพยากรต่อเนื่องไป ข้อมูลข่าวสารจึงมีปฏิกิริยาหลายอย่าง ทั้งที่เป็นปฏิกิริยาของข้อมูลต่อปัจเจก และปฏิกิริยาของปัจเจกต่อตัวข้อมูลนั้นๆ เกิดเป็นพฤติกรรม หน้าที่ และการดำเนินไปของชีวิต

ประโยชน์ที่อยากจะพูดถึงในมิติหนึ่งของการสื่อสารก็คือ "การสื่อสารกับการเยียวยา" 

เนื่องจากว่ามนุษย์มีการบริโภค ดูดซึม ย่อยสลาย และนำไปแปรรูป ของทั้งอาหารและของทั้งข้อมูลอื่นๆ ในขั้นตอนเหล่านี้ ร่างกายและชีวิตมีการสึกหรอเกิดขึ้นตลอดเวลา และเรามีระบบซ่อมแซมอันทรงพลังเกินจินตนาการ จนส่วนใหญ่แล้วของชีวิต เราซ่อมสิ่งต่างๆในร่างกายด้วยตัวเราเองได้ จนกระทั่งเหนือบ่ากว่าแรงที่เราเสียสมดุลและเกิดเป็นการเจ็บไข้ได้ป่วย และต้องการความช่วยเหลือจากภายนอก นั่นก็คือที่เราเรียกว่า "การแพทย์ (Medicine)" นั่นเอง

จะเห็นว่า "การแพทย์" นั้น ไม่ได้เป็นทั้งหมดของสุขภาวะ แต่เป็นศาสตร์ที่เอื้อจากภายนอกเข้าไปในยามที่สมดุลปกติไม่สามารถจะรักษาตัวเองได้ดีพอ อย่างไรก็ดี หน้าที่อื่นๆที่ร่างกาย (หรือ "ชีวิต") รักษาสมดุลให้พอนั้น ยังคงความสำคัญอย่างยิ่ง ที่จะรับประโยชน์จากการช่วยเหลือภายนอกเหล่านั้นจาก "การแพทย์" และดำรงคงอยู่ต่อไปในสมดุล (เดิม หรือสมดุลใหม่)

ในขณะที่ร่างกายใช้อวัยวะต่างๆช่วยกันรักษาสมดุล ด้วยภาษาของสารเคมี ปฏิกิริยาพลังงาน และจลนศาสตร์ของสสารและพลังงานหลากหลายรูปแบบ แต่การรับรู้ ให้ความหมาย และความรู้สึก/อารมณ์ โดยรวมของมนุษย์ ก็ยังมีปฏิสัมพันธ์กับเรื่องราวภายนอกอยู่ตลอดเวลา ไม่ได้เพ่งเฉพาะแต่สิ่งที่เกิดขึ้นในร่างกายเท่านั้น (จะว่าไป เราเพ่งเล็งสิ่งที่เกิดขึ้นในร่างกายน้อยมาก จนกว่ามันจะ "ตะโกน" ออกมาดังพอในภาษาที่เราเริ่มเข้าใจ นั่นคือ อาการและอาการแสดงนั่นเอง) มนุษย์จึงใช้ "ข้อมูล" ทีเป็นเครื่องมือเชื่อมโยงร่างกาย (และระบบภายใน) กับสิ่งต่างๆที่มีความหมาย มีความสำคัญกับการมีชีวิต และทำให้เกิด "สมดุล" ทั้งภายในและภายนอก และเมื่อร่างกายเจ็บป่วย และมีผลต่อความหมาย ความสัมพันธ์ระหว่างตัวตนกับสิ่งแวดล้อม "ข้อมูล (information)" จึงเพิ่มบทบาทโดยตรงในการ "จัดการให้เกิดสมดุล--- AKA "เยียวยา (healing)" นั่นเอง

นั่นคือ "การสื่อสาร ก็คือ โอสถอีกประเภทหนึ่ง" เมื่อเราเจ็บไข้ได้ป่วยนั่นเอง

ความรู้เรื่องของโอสถ หรือยา มีสองเรื่องใหญ่ที่น่าสนใจและจะพูดถึง ก็คือ เภสัชจลนศาสตร์ (Pharmacokinesis) และเภสัชพลศาสตร์ (Pharmacodynamic) ซึ่งช่วยทำงานประสานกันในการบริหารโอสถ และการใช้ยาอย่างมีประสิทธิภาพ

  • เภสัชจลนศาสตร์ (pharmacokinesis) ก็คือ ร่างกายทำอะไรกับยา ได้แก่ การบริโภค ดูดซึม แพร่กระจาย/แปรเปลี่ยน และขับถ่ายยาหรือส่วนที่เหลืออยู่ออกจากร่างกาย

  • เภสัชพลศาสตร์ (pharmacodynamic) ก็คือ ยาทำอะไรกับร่างกาย ได้แก่ การออกฤทธิ์ของยาต่ออวัยวะต่างๆ ระบบต่างๆ ของร่างกาย และสุดท้ายก็กลายเป็นการรับรู้ในระดับความรู้สึก อาการ และอาการแสดง

ในเรื่องของการสื่อสาร ก็มีทั้ง pharmacokinesis และ pharmacodynamic ของข้อมูลข่าวสารด้วย และสิ่งทีเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น "ตัวตน" ของเราจัดการกับข้อมูลอย่างไร หรือไม่ว่าจะเป็นข้อมูลนั้นๆจะ "ออกฤทธิ์" อย่างไรบ้างกับตัวตนเรา ผลสุดท้ายก็คือประสิทธิภาพของการเยียวยา (หรือไม่เยียวยา) ที่เกิดขึ้นต่อตัวเรานั่นเอง เราสามารถจะนำเอาความรู้ทางเภสัชวิทยาของข้อมูลข่าวสารนี้ ไปพัฒนาต่อยอดในการใช้การสื่อสารเพื่อการเยียวยาได้หลายวิธี

Pharmacokinesis of Information (เภสัชจลนศาสตร์ของข้อมูลข่าวสาร)

ได้แก่ ข้อมูลเข้าสู่ร่างกาย (administration) ถูกดูดซึม/ย่อย (absorption/digestion) แปรเปลี่ยน (matabolism) และแพร่กระจาย (distribution) และสุดท้ายก็ขับถ่าย (excretion)

  • เรามีการบริหาร (administration) ยาได้หลายช่องทางในการนำเอาเข้าสู่ร่างกาย เช่น ทางกิน ทางเข้าเส้นเลือดดำ ทางเข้าเส้นเลือดแดง ทางลมหายใจ ทางผิวหนัง ฯลฯ ข้อมูลข่าวสารก็เช่นกัน เข้าสู่ร่างกายได้หลายช่องทาง ทางเสียงหรือคำพูด (voice, noise, verbal) ทางภาพ ทางการสัมผัส และทางอารมณ์ความรู้สึก/ความคิด ในการเลือกวิธีการให้ข่าวสาร ความยากอยู่ที่ ไม่เหมือนการบริหารยาที่เราเป็นคนเลือก และควบคุมการบริหารยาเอง ว่าจะให้ทางปาก ทางหลอดเลือดดำ ฯลฯ แต่เรื่องข้อมูลข่าวสารนั้น แม้ว่าเราเลือกได้บ้าง และผู้รับ ยังคงรับข้อมูลข่าวสารได้ทุกรูปแบบอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น ถึงแม้ว่าเราอาจจะเตรียม "คำพูด หรือเนื้อหา" มาแล้ว แต่ข้อมูลเหล่านี้ไม่ได้เข้าสู่ผู้รับช่องทางเดียว ภาพที่เกิดขึ้น เสียงใน background การสัมผัสรับรู้ทางผิวหนังร่างกาย และสภาพร่างกายทั้งหมด มีบทบาทต่อการรับโอสถขนานนี้ไปด้วยเสมอ
    • ดังนั้น การที่เราจะ "จ่ายข้อมูล" ให้ดีนั้น ทางที่ดี เราจะต้องทราบว่าคนไข้หรือผู้รับ (อาจจะรวมทั้งญาติๆคนไข้ด้วย) เขาใช้ "ทั้งหมด" ของเขาในการรับรู้ การแจ้งข้อมูลในที่ส่วนตัว หรือกลางสาธารณะ การบอกข่าวในที่ที่มีเสียงอึกทึก หรือเงียบสงบ สีหน้าท่าทางแววตา ความเชื่อมั่นอารมณ์ความรู้สึกของหมอ ของคนในบริเวณ มีผลต่อ "คุณภารพข้อมูล" ทั้งหมด
    • บริบทอื่นๆก็มีความสำคัญ ยาบางตัวเราจ่ายก่อน หลังอาหาร หรือก่อนนอน หรือจ่ายตอนเช้า ตอนเย็น ก็มีเหตุผล ในการจ่ายข้อมูลข่าวสารก็ต้องคำนึงถึงเรื่องนี้เช่นกัน ว่า "ช่วงเวลาใด" ที่ยาหรือข้อมูลของเราจะ "เข้า" สู่คนไข้ได้ดีที่สุด อาทิ บอกข่าวตอนกำลังปวดมากๆ ก็คงจะไม่รับได้ดีเท่าไหร่ หรือตอนกำลังเศร้ามากๆ ตอนกำลังกังวลมากๆ เรียกว่าผู้รับกำลังบกพร่อง อาจจะไม่สามารถ "ทนขนาดยา" ตอนนั้น หรือไม่สามารถจะรับได้ดีหรือรับได้ทั้งหมด
    • บริบทพิเศษที่ข้อมูลแตกต่างจากยาก็คือ ข้อมูลนั้นสามารถ "ช่วยกันรับได้" การพิจารณาว่าจะบอกข้อมูลกับคนไข้คนเดียว หรือมีญาติอยู่ด้วย หรือใครอยู่ด้วย สามารถได้ผลที่แตกต่างกัน ทั้งความเข้าใจ ความสบายใจ และความคงอยู่ ถูกต้องของข้อมูล
    • "จังหวะที่ยาหลายชนิดเข้าก่อนหลัง" นั้นก็มีความสำคัญ จากข้อบ่งชี้ จากข้อเร่งด่วน อาทิ บางที อาจจะต้องบริหารยาแก้อาการไปพลางๆ ก่อนที่จะให้ยารักษา เพราะอาการตอนนั้นมันเหลือทนทาน กว่ายารักษาตรงจะออกฤทธิ์ สงสัยคนไข้จะทนทรมานไม่ไหว ข้อมูลข่าวสารก็เช่นกัน มีลำดับความสำคัญ ก่อน/หลัง และรวมไปถึงแม้แต่การ "ยั้งไม่บอก" ไว้ชั่วคราวในบางกรณี จะต้องมีการประเมินและใคร่ครวญให้ดี บริหารการให้ข้อมูลแบบ "พอดีคำ" ย่อยได้ทัน โดยไม่ท้องอืด ท้องเฟ้อ หรืออาเจียนออกมาเสียก่อน
  • การรับรู้ซึบซับข้อมูล (absorption/digestion) มนุษย์เรามีศูนย์รับรู้ที่ซับซ้อนมาก จากผัสสะทั้งห้า สฬายตนะทั้งหก และเราใช้ทุกประการนี้ร่วมรับรู้อะไรบางอย่างตลอดเวลา เรื่องนี้เป็นอะไรที่ค่อนข้างจะมีลักษณะแตกต่างกับการบริหารยา ที่เราควบคุมได้ว่าจะเข้าทางไหน ในอัตราเท่าไหร่ รูปแบบไหน แต่การรับรู้ของคนนั้น ขณะที่เราพูด เขาไม่ได้ฟังอย่างเดียว ยังคงเห็น ได้กลิ่น ได้รับสัมผัส และคิดใคร่ครวญประกอบไปด้วยตลอดเวลา และอวจนภาษามากมายที่อาจจะมีผลต่อการรับรู้มากไปกว่าวจนภาษาเสียอีก สีหน้าท่าทางความมั่นใจแววตา ของผู้ให้ข้อมูล บางทีก็บอกอะไรได้มากมายกว่าคำพูดทั้งหมดด้วยซ้ำไป เพราะผู้รับ จะมีแนวโน้มที่ "เติมคำในช่องว่าง อ่านระหว่างคำพูด (read between the line) หรือฟังสิ่งที่ไม่ได้พูด แต่ซ่อนเร้นความหมายอยู่ด้วย ตรงนี้เราสามารถนำมาใช้ได้ทั้งแง่บวก และแง่ลบ 
    • warning shot การส่งสัญญานเตือน เป็นการเตรียมตัวผู้รับ ที่จริงขณะที่เรากำลังสื่อสารกันนั้น ผู้รับเปิดตัวรับสัญญานเต็มที่อยู่แล้ว เพื่อที่จะได้เพิ่มศักยภาพในการรับเต็มที่ ถ้าเราเตรียมตรงนี้ให้ดี คนรับก็จะสามารถรับ ดูดซึม ย่อย ได้อย่างไม่เกินไป พอดิบพอดี อาทิ การบอกข่าวร้ายนั้น หากข้อมูลค่อยๆชัดปรากฏขึ้นทีละน้อย ผู้รับจะมีเวลาพอที่จะสร้าง "ภูมิคุ้มกัน" ขึ้นมาไปพลางๆขณะที่เรื่องราวชัดขึ้น และหากความจริงทั้งหมดที่เป็นเรื่องไม่ดี ถล่มลงมาในพริบตา เหมือนเขื่อนแตก น้ำก็ท่วม ไม่ได้เป็นแบบการค่อยๆปล่อยน้ำแบบควบคุมปริมาณ
    • บางอย่างดูดซึมยาก บางอย่างดูดซึมง่าย เรื่องราวแต่ละเรื่อง มีอัตราความสามารถในการเข้าใจได้แตกต่างกัน การให้ข้อมูลนั้นไม่ได้เป็นเพียงการอ่านสคริปต์ให้ฟัง แต่ทว่า เราต้องคำนึงถึง "เป้าหมาย" คือคนรับรับได้ และเข้าใจข้อเท็จจริง (หรือความเห็น) ที่เราต้องการจะสื่อ การเลือกใช้คำให้ถูกต้อง และชัดเจน อาจจะสำคัญกว่าการพูดอย่างเป็นทางการ อย่างสุภาพ อย่างเป็นพิธีรีตรอง บางทีการระมัดระวังจนเกร็งเกินไป ก็กลายเป็นอุปสรรคไปได้ เช่น หมอบอก "คุณเป็นเนื้อร้ายครับ" คนไข้ "อ้อ.. โล่งอกไปที นึกว่าเป็นมะเร็ง" เป็นต้น 
    • อวจนภาษาสื่อได้เยอะแล้ว ท่าทีและท่าทางของคนสื่อนั้น ถูกอ่านอยู่ตลอดเวลา และกลายเป็นความหมายต่างๆนานาได้ ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม สีหน้าท่าทางของแพทย์ขณะอ่านผลตรวจ อ่านฟิล์มเอกซเรย์ ฯลฯ จะถูกสังเกตโดยคนไข้และญาติตลอดเวลา ดังนั้น หากสีหน้าหมอไม่สู้ดี ก็จะถูกตีความไปแบบหนึ่ง หากสีหน้ายิ้มระรื่นก็จะตีความได้อีกแบบหนึ่ง ทั้งๆทีบางทีสีหน้าของหมออาจจะไม่ตรงกับเนื้อหา เพราะดันไปคิดเรื่องอื่นๆอยู่ ไมไ่ด้อยู่กับคนข้างหน้า ไม่ได้รับรู้หรือเป็นห่วงความรู้สึกของคนเบื้องหน้า เมื่ออวจนภาษาของคนสื่อไม่ไปด้วยกันกับเนื้อหาข้อเท็จจริง ก็จะเป็นการลดทอนประสิทธิภาพในการสื่อสารลงไปได้อย่างมาก
    • บางอย่างต้องย่อยนาน เพราะมีนัยยะซ่อนเร้นลึก เรื่องราวที่เราสื่อกันในการเยียวยาผู้ป่วย มักจะมี "มิติด้านลึก" ซ่อนอยู่ที่ในการฟังครั้งแรกสุด ความหมายนัยยะเหล่านี้ยังไม่ได้ถูกรับรู้ อาทิ "กระดูกสันหลังคุณกดเส้นประสาทมานานมาก" คนทั่วๆไปยังไม่ได้ทราบ "นัยยะ" แต่ความหมายทีแท้จริงอาจจะเป็นไปได้ตั้งแต่ "อาการคุณจะเป็นแค่ชั่วคราว อีกระยะหนึ่งก็บรรเทา ทุเลาหายขาด" ไปจนถึง "คุณกำลังเป็นอัมพาต ขยับขาไม่ได้ทั้งสองข้างตลอดไป ไม่สามารถจะมีเพศสัมพันธ์ได้อีกตลอดชีวิต ไม่สามารถจะควบคุมการขับถ่ายทั้งอุจจาระปัสสาวะด้วยตนเองได้อีกเลย" นัยยะก็คือ ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร สิ่งที่มี impact กระทบต่อความหมายของชีวิตนั้น จะค่อยๆชัดขึ้นเมื่อความชัดเจนเหล่านี้ถูกอธิบาย หรือเกิดขึ้นจริง การขอให้คนไข้หรือผู้รับข่าวตัดสินใจอะไรในขณะที่ข่าวสารกำลังถูกย่อย ก็จะแปรเปลี่ยนได้ตามรายละเอียดของนัยยะเหล่านี้ ประเด็นนี้สำคัญมาก โดยเฉพาะเวลาที่เราแจ้งข่าวร้าย เรามักจะเผลอรีบๆแจ้ง รีบๆบอกให้เสร็จๆไป นึกว่านี่คือ "mission breaking the bad news" จริงๆแล้วมันคือ "mission of healing the person receiving bad news" ต่างหาก
  • การแปรรูป/แพร่กระจาย (Metabolism and Distribution) โอสถที่เข้าไปในร่างกาย จะ "เปลี่ยนรูป" ขั้นตอนการย่อยเป็นเพียงแค่ลดขนาดเท่านั้น แต่การเปลี่ยนรูป จะเป็นตัวต่อเนื่องที่เกิด pharmacodynamic หรือการทำงานของยาอย่างแท้จริง เมื่อเอามาพิจารณาในแง่ของข่าวสาร การสื่อสาร เราจะเข้าใจได้ชัดเจนขึ้นอีก
    • ฤาษีแปลงสาร ก็เป็นรูปแบบหนึ่งของการแปรรูป เมื่อคนเรารับข่าวสาร เราจะไม่ได้รับทื่อๆแบบให้อะไรไปก็รับแบบนั้น มนุษย์เรามีภูมิคุ้มกันในร่างกายหลายรูปแบบ และการรับสิ่งแปลกปลอมคือข่าวสารนั้น มนุษย์ก็มีภูมิคุ้มกันเช่นเดียวกัน คือ ไม่เพียงเราจะ "เลือกรับ" แต่เรายัง "เลือกที่จะแปล" อีกด้วย โดยเฉพาะการแปลให้เรา "พอจะรับได้ พออยู่ต่อไปได้" นั้นเป็นกลไกออโตเมติกที่สำคัญ แต่บางครั้ง ก็จะทำให้การสื่อสารบิดเบี้ยว เปลี่ยนความหมายไปได้
    • ความหมายโดยนัยยะ มนุษย์เราใช้สัญญลักษณ์เยอะมากในการสื่อสาร และทำให้เราเข้าใจอะไรได้หลายๆสิ่งโดย "ไม่ต้องพูดออกมา" ก็ได้ แต่ที่สำคัญก็คือ ผลกระทบในวงกว้างของข้อความที่สื่อนั้น นี่คือประเด็นสำคัญที่สุด ข่าวสารนี้มีผลอย่างไรต่อชีวิต ต่อความฝัน ต่อความหมายของตัวตนของผู้รับ อาทิ มือพิการสำหรับนักเปียโนมืออาชีพ การผ่าตัดเต้านมสำหรับ hotel receptionist การผ่าตัดเปิดลำไส้ทางหน้าท้องสำหรับนักว่ายน้ำ ฯลฯ เมื่อความหมายโดยนัยยะเกิดขึ้น เราถึงจะพอมองเห็นผลกระทบที่แท้จริงจากการสื่อสารนั้นๆ เพราะในทันทีทันใด เราอาจจะใช้มารยาททางสังคมมากลบเกลื่อนความรู้สึกที่แท้จริง ฉันไม่เป็นไร ฉันยัง OK แต่ต่อเมื่อกลับไปไตร่ตรองและเริ่มมองเห็นว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้น อารมณ์ความรู้สึกที่แท้จริงจึงค่อยผุดกำเนิดขึ้นมา

ที่กล่าวมาทั้งหมดคือ เภสัชจลนศาสตร์ หรือ "ร่างกายทำอะไรกับโอสถ" ในที่นี้คือร่างกายทำอะไรกับข่าวสารบ้าง จะเห็นว่าถ้าเราสามารถพิจารณาเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นได้ทั้งหมด อย่างมีสติที่เราจะพอออกแบบการสื่อสารโดยมีความหมายรู้ ว่าเราจะช่วยเหลือคนข้างหน้าได้อย่างไร  เราจะออกแบบการสื่อสารอย่างไร จึงจะเป็นการบริหาร "ข่าวสาร" ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และพันธกิจของเรามิใช่เพียงแค่ "สื่อสารเท่านั้น" จริงๆแล้ว พันธกิจของเราก็คือ "สื่อสารเพื่อการเยียวยา" ความรู้สึก หรือสุขภาวะของผู้รับ จะต้องเป็นหนึ่งในสิ่งที่เราให้ความสำคัญที่สุดในการสื่อสารด้วย มิใช่แค่ความถูกต้อง หรือการได้สื่อเท่านั้น