ถ้าไม่ใช่เพราะฝนตกคงได้ออกไปเดินเที่ยวอีกสักรอบ

 

วันนั้นที่เดินเที่ยวกัน เพื่อนคนพาเที่ยวให้เราช่วยสอนภาษาไทยเพิ่ม เธอพูดไทยได้เยอะมากอยู่แล้ว แต่บางคำบางสำนวนเท่านั้นที่ไม่รู้จัก

เช่น เขียวหัวเป็ด เมื่อเราตื่นเต้นกับภาพ หัวเป็ดสีเขียวอี๋ตรงหน้า

เธอยิ้ม ๆ คงแปลกใจว่า ทำไมต้องตื่นเต้น จึงเล่าถึงสำนวนนี้ให้ฟัง

แล้วจึงสอนคำต่าง ๆ เช่น แดงแจ๊ดแจ๋ ส้มแปร๊ด ดำปี๋ ดำปึ๊ดปื๋อ ไล่ไปกระทั่ง เหมือนอีกาคาบพริก หมายถึงคนผิวดำสวมเสื้อแดง


เป็นที่เพลิดเพลินใจทั้งผู้เรียนและผู้สอน

 

 

เมื่อเห็นนกเกาะตอไม้ เอหรือคอนกรีต ก็พูดถึงลักษณะอาการเรียงแถวแบบนี้ให้ฟังว่า เรียงแถวเป็นหน้ากระดาน

เธอบอกว่า ภาษาไทยมีเสน่ห์ดี

ภาษาจีนก็มีเสน่ห์ เราตอบ เพราะเป็นภาษาภาพ

คำว่าประตู เหมือนประตู

คำว่าปาก เหมือนปาก

คำว่า หัวใจ เหมือนหัวใจที่อยู่ในร่างกายคนจริง ๆ

(ชื่อจีนของดิฉันเอง)

คำญี่ปุ่น ใช้ตัวเดียวกันแต่ออกเสียงว่า โคะโคะโระ

 

 

 

เธอเสริมว่า แล้วคำว่า น้ำ ล่ะ

จริงสินะ คำว่าน้ำก็เหมือนหยดน้ำ ละอองน้ำ ซะจริง ๆ  

 

水 water, liquid, river
雨水 rainwater, water
注入水 water
泽 lake, water, benefit, beneficence, benefaction, blessing

 

 

คำเหล่านี้เมื่อชาวญี่ปุ่นเอาไปใช้เป็นตัวอักษรคันจิ

ญี่ปุ่นไปแตกยอดให้เป็นคำอีกหลายคำ โดยมีรากศัพท์ รากคำจากต้นตอเดิม ความหมายใกล้เดิม แต่ได้หลายคำ หลายความหมายออกไปอีก

 

เช่น คำญี่ปุ่น tree, wood, timber ตัวเดียวแปลว่าต้นไม้(ต้นเดียว มั้ง) ตรงกับ คำจีน 

แบบนี้  สองตัวแปลว่า สวน หรือ ป่าเล็ก ๆ อ่านว่า ฮายาชิ(เป็นชื่อของเซ็นเซเราคนหนึ่ง)

สามตัวแบบนี้  แปลว่า ป่า

 

คำจีนก็ใช้คำเดียวกัน ออกเสียงไม่เหมือนกันเท่านั้น

 

 

จำได้ว่าเดินเที่ยวกัน คุยกันไป เพลิน แทบไม่รู้สึกหนาว

 

 

จนก้าวเข้าถึงเขตดอกไม้ก็ตื่นเต้นกับดอกไม้สวย ๆ อีก

 

อาจมีต่อค่ะ :-)

 

ขอบคุณภาพตัวอักษรจาก wikipedia and google translate ค่ะ