โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เพิ่งเข้ามาเป็นครูรุ่นใหม่(ครูผู้ช่วย) เป็นเป้าหมายแรกที่ผมฝันอยากจะเห็น อยากให้เป็น และอยากให้มี เพราะเขาจะต้องเป็นครูอยู่ในวงการศึกษาอีก 30 กว่าปีขึ้นไป จึงอยากให้เขาได้ประสบความสำเร็จและมีความสุขในวิชาชีพครูตลอดไป

      เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมได้รับเชิญไปเป็นวิทยากรในหัวข้อ "จิตสำนึกของครูไทยในอนาคต" ใน 2 รายการ คือ 1.การพัฒนาครูผู้ช่วยใน สพม.3(นนทบุรี-อยุธยา) 100 กว่าคน และ 2.การพัฒนาครูในสหวิทยาเขตสะแกกรัง จ.อุทัยธานี 200 คน  แม้จะมีผู้เข้ารับการพัฒนาจำนวนค่อนข้างมาก และเป็นเรื่องของนามธรรม แต่ก็เป็นหัวข้อที่ผมรักและมีความสุขทุกครั้งเมื่อได้ทำหน้าที่เป็นวิทยากรเรื่องนี้   ผมจึงทำด้วยความตั้งใจ  ทุ่มเทด้วยใจ และจัดเตรียมสื่อและกิจกรรมเพื่อปลุกจิตสำนึกความเป็นครูอย่างหลากหลายเป็นพิเศษร่วม 12 รายการ (ในเวลา 3 ชั่วโมง)      
     
        ถ้าถามพ่อแม่ผู้ปกครองทั่วๆไปว่าทำอย่างไรจึงจะทำให้การเรียนการสอนมีคุณภาพ  ผมคิดว่าร้อยทั้งร้อยคงตอบว่า "ต้องมีครูที่เก่ง ดี และมีจิตสำนึกของความเป็นครูเยอะๆ" แล้วเรื่องนี้กระทรวงศึกษาธิการก็รู้ดี  ปฏิรูปการศึกษารอบ 2 จึงให้ความสำคัญกับคุณภาพของครูเป็นเรื่องแรก โดยมีภารกิจสำคัญ 2 เรื่องคือ 1)การพัฒนาครูปัจจุบันให้มีคุณภาพ  และ 2)แสวงหาคนเก่งคนดีมาเป็นครูรุ่นใหม่
      คุรุสภาเองก็พยายามผลักดันให้งานครูเป็นวิชาชีพชั้นสูง ตามคุณลักษณะวิชาชีพชั้นสูง 10 ข้อที่เป็นหลักสากลคือ
     1.เป็นงานที่ต้องใช้สติปัญญา
     2.ต้องใช้องค์ความรู้เฉพาะทาง
     3.ต้องการการเตรียมตัวก่อนเข้าสู่วิชาชีพยาวนานพอควร
     4.ต้องการการอบรมในระหว่างประจำการอย่างต่อเนื่อง
     5.สามารถยึดเป็นอาชีพได้ตลอดชีวิต
     6.มีการยอมรับคุณค่าของงานบริการว่ามีค่าเหนือกว่าสิ่งตอบแทนที่ได้รับ
     7.มีสิทธิ์ที่จะดำเนินการอย่างมีความรับผิดชอบตามธรรมชาติของวิชาชีพ
     8.มีองค์กรวิชาชีพ
     9.มีการกำหนดมาตรฐานวิชาชีพขึ้นเอง
    10.มีการใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ
     ในทางนิตินัยเรามีกฏหมายบัญญัติไว้อย่างครบถ้วน ทั้งมาตรฐานวิชาชีพ  ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ มาตรฐานตำแหน่ง มาตรฐานวิทยฐานะฯลฯ
     แต่ในทางพฤตินัยเราคงยอมรับว่าเราสามารถควบคุมดูแลให้ครูของเรามีคุณลักษณะตามที่กฏหมายกำหนดได้อย่างเป็นรูปธรรมก็เฉพาะในด้านความรู้ ความสามารถและทักษะในการปฏิบัติงานเท่านั้น แต่ในด้านจิตใจหรือจิตสำนึกของความเป็นครูซึ่งเป็นนามธรรมเรายังไม่สามารถเข้าถึงดูแลได้อย่างแท้จริง ซึ่งอาจมาจากเรายังไม่มีเครื่องมือที่ดีพอ หรือลักษณะของสังคมไทยเป็นสังคมที่เกรงอกเกรงใจกัน ทำอะไรง่ายๆสบายๆ ไว้เนื้อเชื่อใจ ปล่อยปละละเลย ถ้าจะพูดให้แรงๆอาจเรียกว่า "ศรีทนญชัย"ก็คงไม่ผิดนัก  
      ถ้าใครเคยศึกษาโมเดลภูเขาน้ำแข็งของแมคคลีนแลนด์ที่เราเรียกว่าสมรรถนะ(competency) ซึ่งหมายถึงคุณลักษณะเชิงพฤติกรรมที่ทำให้บุคลากรในองค์กรปฏิบัติงานได้ผล และแสดงคุณลักษณะเชิงพฤติกรรมได้เด่นชัดเป็นรูปธรรม ซึ่งโมเดลนี้แสดงให้เห็นภูเขาน้ำแข็งส่วนที่โผล่ออกมาเหนือน้ำมีเพียงประมาณ 10-20% ก็คือคุณลักษณะด้านภาพลักษณ์ภายนอกของคน ทั้งด้านความรู้ ทักษะรวมถึงถึงบุคลิกลักษณะต่างๆ แต่ส่วนที่จมลงไปใต้น้ำซึ่งมีอยู่ประมาณ 80-90% คือคุณลักษณะด้านคุณธรรมจริยธรรม หรือด้านจิตใจนั่นเอง ที่มองไม่เห็นเด่นชัดด้วยสายตา แต่มีพลังต่อการพัฒนาคุณภาพการทำงานสูงยิ่ง หากเราละเลยก็คงเหมือนเรือไททานิกที่วิ่งชนภูเขาน้ำแข็งใต้น้ำแล้วอับปางลงนั่นเอง
       คำว่าจิตสำนึกของความเป็นครู  หมายถึง ภาวะที่จิตตื่นและรู้ตัว สามารถตอบสนองต่อสิ่งเร้าจากประสาทสัมผัสทั้งห้า(มีสติและสัมปชัญญะ) ว่าเราเป็นครู(ผู้สั่งสอนศิษย) ถ้าคนที่เป็นครูมีสติ สัมปชัญญะ หรือรู้สึกตัวทั่วพร้อมตลอดเวลาว่าเป็นครู ก็คงไม่ทำตนที่ผิดจากมาตรฐานวิชาชีพและจรรยาบรรณวิชาชีพครูเป็นแน่
       
       หลังเกษียณอายุราชการผมจึงใฝ่ฝันและตั้งใจอยากจะอุทิศชีวิตที่เหลือเท่าที่กำลังความสามารถมีอยู่ให้กับการปลุกจิตสำนึกความเป็นครูให้เป็นความหวัง เป็นพลังเพื่อพัฒนาเยาวชนให้มีคุณภาพสู่สังคมอย่างยั่งยืนยาวนาน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เพิ่งเข้ามาเป็นครูรุ่นใหม่(ครูผู้ช่วย) เป็นเป้าหมายแรกที่ผมฝันอยากจะเห็น อยากให้เป็น และอยากให้มี เพราะเขาจะต้องเป็นครูอยู่ในวงการศึกษาอีก 30 กว่าปีขึ้นไป
       จึงอยากให้เขาได้ประสบความสำเร็จและมีความสุขในวิชาชีพครูตลอดไป