เท่าที่ผมสังเกตมาตลอดแต่เด็กจนแก่ ราคาข้าวแกง และ ก๋วยเตี๋ยว หนึ่งชาม มักล้อราคาน้ำมันหนึ่งลิตรเสมอ เช่น สมัยผมเป็นเด็กน้อย น้ำมันลิตรละ ๑ บาท (ดีเซล ๕๐ สตางค์) .....มียี่ห้อ “สามทหาร” ด้วย และ “กาดาว” (ซึ่งคือ คาร์ลเท็กซ์ในวันนี้)
ส่วนก๋วยเตี๋ยวก็ราคาเท่านี้ (ธรรมดาชามละ ๑ บาท .. พิเศษ หกสลึง) พอน้ำมันขึ้นมาเป็นลิตรละ ๘ บาท ๑๕ ๓๕ บาท ก๋วยเตี๋ยวมันก็ล้อกันมาตลอดจนถึงทุกวันนี้ ....ส่วนในสรอ. แฮมเบอร์เกอร์หนึ่งก้อน ก็เกาะราคาน้ำมัน 1 แกลลอนมาโดยตลอด
แต่วันนี้ (พศ. ๒๕๕๕) มาคิดต่อ ข้าวแกงจานละ ๓๕ บาท แต่ถ้าขอกับข้าว ๒ อย่างจะเป็นราคา ๔๐ ...ดังนั้นแสดงว่ากับข้าวราคาอย่างละ ๕ บาท ดังนั้นแสดงต่อไปว่า ข้าวเปล่าราคาจานละ ๓๐ บาท ...หา!! อะไรนะ. (แถมเป็นข้าวพันธุ์ ขาวตาแห้ง แบบต่ำสุดๆอีกต่างหาก แข็งกระด้าง ไร้รสนิยม)
นั่นว่าเพี้ยนแล้ว แต่มีสิ่งที่เพี้ยนกว่านี้คือ.....ถ้าเราไปซื้อในตลาดสดแบบแยกถุง ข้าวเปล่าถุงละ ๑๐ บาท ส่วนกับข้าวถุงละ ๒๐ บาท (มีขนาดเดียวให้เลือก) ซึ่งไอ้ระบบนี้ตรงข้าม คือ ข้าวถูกกว่าซื้อในร้าน ๓ เท่า แต่กับข้าวแพงกว่า ๔ เท่า
สงสารพวกสาวโรงงานฉันทนา (เช่นแถวนวนคร โรจนะ ) อยู่ตัวคนเดียว ในห้องเล็กๆ ทำงานหาเงินส่งแม่พ่อซื้อเหล้ากิน (แก้กลุ้มที่ยากจน) และส่งน้องเรียนหนังสือ (อยากรวยเพื่อมีเงินซื้อเหล้ากิน) ...คนพวกนี้หลังเลิกงานมา ต้องซื้อข้าวถุงกิน (พร้อมดูละครน้ำเน่าเบาสมอง) ...ข้าวหนึ่งถุง กับข้าวสองอย่าง หมดไป ๕๐ บาท (ทำงานได้เงินวันละ ๒๐๐ บาท)
กับข้าวที่เหลือก็คงต้องทิ้ง หรือไม่ก็เก็บสะสมไว้ในตู้เย็น (ซึ่งส่วนใหญ่ก็คงทิ้งในที่สุดเพราะชืด ไม่อร่อยแล้ว หรือบูดเสียหาย)
น่าถามว่า...ทำไมไม่มีหน่วยงานรัฐบาลให้ข้อคิด (หรือข้อบังคับ) ต่อผู้ขาย ให้ขายอาหารถุงละ (อย่างละ) ๕ บาท เหมือนในร้านค้าข้าวแกงที่ขายแบบราดข้าวเป็นจาน (แม้เป็นถุงเล็กๆ ก็ตามที) ส่วนข้าวถุงให้มีสามขนาดคือ เล็ก กลาง ใหญ่ (๕ ๗ ๑๐ บาท)
ถ้าทำแบบนี้จะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านอาหารของคนยากจนลงได้มาก เช่น คนกินน้อยมาก อาจกินข้าวถุงเล็กกับกับข้าวหนึ่งอย่าง (รวม ๑๐ บาท เท่านั้น) ส่วนคนกินมาก อาจข้าวถุงใหญ่ กับกับข้าวสองอย่าง (รวมก็แค่ ๒๐ บาท) เทียบกับระบบมัดมือชกที่ต้องซื้อด้วยราคา ๕๐ บาททุกคนอย่างเท่าเทียมกัน
จะเห็นว่าคนกินน้อยประหยัดเงินได้ตั้ง ๔๐ บาทต่อวัน ส่วนคนกินมากประหยัดได้ ๓๐ บาท คิดเป็นการประหยัดเงินได้ร้อยละ ๒๐ และ ๑๕ ของรายได้ (ความจริงมากกว่านี้ถ้านับรวมวันหยุดที่ไม่มีรายได้ แต่ยังต้องกิน)
พอเสนอให้หามาตรการประหยัดเงิน ๒๐% ให้คนจน ก็คงไม่มีใคร (ไม่ว่านักเศรษฐศาสตร์หรือนักการเมืองคนใด) สนใจ แต่ถ้าคนรวยหมื่นล้านมีช่องทางประหยัดค่ากิน (โกง) ได้เพียง ๑% พวกเขาจะหาทางออกกฎหมายกันมาสนับสนุนกันอย่างขะมักเขม้นเสมอ
นักการเมืองไทยเขารวยล้นฟ้ากันหมดแล้ว เขาไม่เคยคิดถึงคนยากไร้อย่างจริงจังและสร้างสรรค์ได้หรอก นอกจากคิดหาวิธีหลอกเอาคะแนนเสียงแบบฉาบฉวยด้วยการแจกเงินทั้งโดยตรง และโดยอ้อม ส่วนการประหยัดรายจ่าย (และประหยัดทรัพยากรชาติด้วยพร้อมกันไป) พวกคนอย่างเขาไม่เคยคิดออก เพราะขาดความจริงใจที่มาจากความพิถีพิถันในการคิด
ลองคิดดู ประหยัดค่าอาหารวันละ ๔๐ บาท เดือนละ ๑๒๐๐ บาท ปีละ ๑๔,๔๐๐ บาท ๔ ปี (ช่วงอายุทำงานของรัฐบาล) ได้ ๕๗,๖๐๐ บาท
นักการเมืองสร้างรายได้ชุ่ยๆ ให้ประชาชนชั้นล่างด้วยการซื้อเสียงพวกเขาในสนนราคา ๕๐๐ บาท แต่พวกเขาต้องสูญเสียเงินแบบทิ้งขว้างไปเปล่าๆ ๕๗,๐๐๐ บาท เพื่อซื้ออาหารปนเปื้อนสารพิษกินประทังชีวิต (พร้อมก่อโรค)
ทั้งนี้เป็นผลพวง จากการที่เลือกไอ้พวกโกงเมืองเข้าไปเป็นรัฐบาล..ที่ไม่เคยดูแล “ปากท้อง” ประชาชนอย่างจริงจังตามที่พวกมันกล่าวอ้างพร้อมการซื้อเสียงกันเสมอมา (วลีหากินนักการเมืองไทย)
โสน้าหน้า...กรรมสนองทันตาเห็น แถมคิดดอกเบี้ยกรรมอีกร้อยกว่าเท่า (๕๗๐๐๐ หารด้วย ๕๐๐)
...คนถางทาง (๒๕ สค. ๕๕)
ทุกวันนี้ชลัญทำกับข้าวกินเอง ห่อไปทานที่รพ.ด้วย ซื้อเนื้อหมูมาไว้ ครึ่ง กก.ทำกับข้าวได้ 1 สัปดาห์ แถมได้เลี้ยง น้องๆที่เงินเดือนน้อยๆ ตอนมื้อกลางวันที่น้องไม่มีตังค์ซื้อข้าวกินด้วย คิดว่าหมดค่ากับข้าวรวมๆ วันละ 50 บาท วันละ 2 อย่าง แต่ กิน ได้ 5 คน แบบอิ่มสบายๆ แต่ข้าวเราไม่ต้องซื้อ แต่ถ้าดูปริมาณกับข้าวที่ทำไป น้องๆบอกว่าตักราดข้าวขายน่าจะได้ 5-7 จานแล้วแต่มือหนักเบา และถามแม่ค้าในหมู่บ้านก็ยังขายแกงถุงละ 10 -15 บาทอยู่ ที่กินอิ่มสบายๆ 2 คน แม่ค้าก็บอกได้กำไรดี อยู่ ชลัญจึงนึกไม่ออกว่า ปัจจัยอะไรที่ทำให้อาหารในตลาดที่ห่างจากบ้านชลัญเพียว 5 กม. มันถึงแพงกว่าอาหารในหมู่บ้านชลัญเป็นเท่าตัว ทั้งที่วัตถุดิบก็ซื้อจากตลาดสดเดียวกัน แปลกค่ะ
ขอบคุณท่านสามสัก .....แต่เท่าที่ผมสัมภาษณ์แม่ค้าข้าวแกงมารอบประเทศไทยทุกภาคสรุปได้ว่า ข้าว(ที่ถูกแกงราด) ส่วนใหญ่คือ "ขาวตาแห้ง" เหตุผลเพราะมัน "หุงขึ้นหม้อ"
พอไปสืบในร้านขายข้างสาร ก็ถึงบางอ้อ เพราะข้าวพันธุ์นี้ราคาถูกที่สุดในบรรดาข้าวทั้งหมด
คือพอซื้อข้าวสาร (ต่อกก.) ก็ถูกกว่าเขา พอเอาไปหุงก็ "ขึ้นหม้อ" เรียกว่าได้กำไรสองต่อ แต่ผมว่ามันแข็งเกินไป (ขนาดผมเป็นคนชอบข้าวแข็ง ไม่ชอบหอมมะลิเหมือนกระแส) และด้านเกินไป ไม่มีรสนิยมอะไรเลย หรือว่านี่คือพันธุ์ "เจ๊กกระโดด" แต่ดั้งเดิมนานมา แต่ไม่น่าใช่ เจ๊กกระโดดน่าจะใหญ่และแข็งกว่านี้
เท่าที่ผมสำรวจมานานแล้ว พันธุ์ ขาวตาแห้ง นี้ให้ผลผลิตมาก ทนแล้งนะครับ (ดังนั้นราคามันจึงถูกที่สุดในบรรดาข้าวทั้งหลาย จนกลายเป็นพันธุ์ยอดนิยมของร้านข้าวแกง)