“ชีวิตเราล่อแหลมต่อการล่มสลายมาก เราบริโภคกันจนไม่รู้จะบริโภคยังไงแล้ว เงินไม่มีความมั่นคงต่อไปอีกแล้ว แต่สิ่งที่มั่นคงคืออาหาร กินเมื่อไหร่ก็ได้ อาหารต่างหากที่มีความมั่นคง”

เมื่อหลายเดือนมาแล้ว ได้ดูรายการทีวี  และเมื่อสามสี่วันมานี้มีพันธมิตรให้ช่วยเขียนเรื่องของโจน จันได 

ที่ทำให้รู้จักโจน จันได เป็นครั้งแรก  ได้เห็นชีวิต การทำงานหลัก ๆของเขา อยู่สองอย่าง คือ การทำบ้านดิน  หรือ หรือการเอาดินผสมฟางข้าวเรียงเป็นมัด ๆ แล้วเอาดินโคลนผสมฟางมาพอก เชื่อมต่อระหว่างชั้น และระหว่างข้อต่อ  ตรงกลางมีไม้เสียบไว้ทั้งแนวตรงแนวขวางกันล้ม หลังคามุงหญ้า 

อีกอย่างคือ การเก็บปลูกและเก็บพันธ์พืชหลากหลายชนิด 

เห็นสองความคิด  และการใช้ชีวิตกับภรรยาฝรั่ง และมีลูก จำไม่ได้ว่าหนึ่ง หรือสองคน กับบ้านดิน บนดอยที่อยู่ที่อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่  คนอะไรคิดไม่เหมือนใคร และไม่ค่อยจะมีใครเหมือน  พูดออกมาแต่ละคำแต่ละประโยค ทำให้รู้สึกว่า โจนมีชีวิตที่ตกผลึก พูดอะไรที่ลึก ๆ  แล้วโดนใจ  หากใครได้ฟังก็จะทึ่ง ได้ปัญญามาต่อยอดอย่างแน่นอน

โจนอายุ 45 ปี ชาวยโสธร  คนนี้  บ้านที่อยู่  ทำเป็นศูนย์เรียนรู้ เพื่อการพึ่งตนเอง งานสำคัญของศูนย์ก็คือการเก็บเมล็ดพันธุ์พืช  ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ  ที่กระทรวงศึกษาธิการโง่มานาน  ไม่มีการสอนเรียนการสอนแบบเน้นย้ำจนทำให้เกษตรกรปัจจุบันต้องซื้อเมล็ดพันธ์มาปลูก เช่น ที่ยโสธร บ้านของโจน ชาวบ้านต้องซื้อเมล็ดแตงโมมาปลูกถึงกิโลละ 12,000  บาท  และเท่าที่รู้  เมล็ดพันธ์พืชตามเขาตามไร่ถูกต่างชาติ มาแอบให้คนไทยหาให้ และส่งไปประเทศของเขา ที่ผมรู้ก็เพราะลูกหลานเคยเล่าให้ฟังว่า ได้ไปทำงานให้คนพวกนี้ และในที่สุดรู้ทัน ทนกับกระบวนกระบวนการเข้มงวดของราชการไม่ได้ ก็ต้องออกมา  ปัจจุบันเมล็ดพันธ์ถูกผูกขาด เพราะความไม่เท่าทันของคนไทยส่วนใหญ่ที่เป็นผลผลิตทางการศึกษา ชาวบ้านจึงต้องซื้อหามาในราคาแพง เมล็ดถั่วฝักยาวเมล็ดละน่าจะ สักสองบาท เมล็ดผักบุ้งดูแล้วน่าจะประมาณสลึงถึงห้าสิบสตางค์  บางอย่างเช่น มะละกอ ซื้อมาปลูกแล้ว เอาพันธ์ไปปลูกต่อไม่ได้ เพราะเป็นประเภทตัดต่อพันธุกรรม ทำให้ขยายพันธ์ไม่ได้ จะได้กลายเป็นของผูกขาด ชาติไหนโง่ ก็ต้องซื้อของเขาไปชั่วโคตร

โจนมาปลุกกระแสการเก็บเมล็ดพันธ์  ถือเป็นคุณอันประเสริฐต่อแผ่นดินเช่นกัน  เป็นประโยชน์มหาศาลต่อทุกที่ ทุกคนในแผ่นดิน  ที่ต้องกินพืชผักเป็นอาหาร 

ในเรื่องบ้านดินก็เช่นกัน โจน  ถูกยกให้เป็นผู้ริเริ่ม ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องบ้านดินของประเทศไทย ผมเคยเห็นไปสาธิตออกทีวี ที่จังหวัดสุพรรณ  เห็นบ้านดินแล้วน่าจะทำให้คนไทยเกิดปัญญาขึ้นมามาก  ดู ๆ แล้วรู้สึกว่าทำยาก  แต่ทุกคนทำได้เพียงใช้ความรู้ และความขยันหมั่นเพียร  อดทน  ความรู้เรื่องบ้านดิน ของโจน จึงควรนำมาสอนในโรงเรียน เพราะในระยะยาว จะช่วยลดการใช้พลังงาน ลดภาวะโลกร้อน ได้เป็นอย่างดี 

สองงานสองความคิดดี ของโจนจึงเป็นที่แซ่ซ้องสรรเสริญกันทั่วเมือง  จึงเป็นเรื่องที่ต้องนำมาช่วยเชียร์  ช่วยบอกว่า “ทอง”  ไม่เพียงแต่อยู่ในสมองนักธุรกิจ  

ขึ้นชื่อว่านักธุรกิจแล้ว  จะตรงไปตรงมาคงหายาก  นักธุรกิจน้อยใหญ่ ๆ  หากสืบให้ดี ๆ  อย่างน้อยก็ _ _ _ ภาษี   หากเป็นนักธุรกิจใหญ่มีเพื่อนร่วมกระบวนการจากสถาบันที่ช่วยโยงใยให้ช่วยกันทำความดีช่วยประเทศ แต่คนพวกนี้เอามาใช้เป็นตัวช่วยในการ _ _ _ หลากหลายรูปแบบ     

ผมมีความเชื่อของผมว่าคนอย่าง โจน  แม้จะฟังเสียง แล้ว น่ากลัว  แต่ดูการแต่งเนื้อแต่งตัว แนวคิด  การใช้ชีวิตแล้ว อยากจะประกันเลยว่า คนนี้ตรงไปตรงมาโกงเป็นศูนย์แน่นอน

สนใจชีวิตของโจน กดกูเกิ้ล ตามหา โจน จันได จะขึ้นมาเพียบ

ก่อนคลิ๊กอ่าน  มาอ่านแนวคิดของคน คนนี้ กันก่อนก็ได้

"ชีวิตคนเราง่าย ๆ อย่าคิดให้ยาก เมื่อเราคิดยากเมื่อไหร่ ชีวิตจะทุกข์มากขึ้น ๆ
อยู่กับปัจจุบัน ทำปัจจุบันให้ดีที่สุดตามที่เราฝัน ชีวิตก็เท่านี้เอง"

 “อย่างการมีอาหาร คนทำงานในเมืองวันละ 8-12 ชั่วโมงแต่ไม่พอกินสำหรับคนเดียว ทำเพื่ออะไรกัน แต่ผมทำสวนวันละ 30 นาที ผมมีอาหารเลี้ยงคน 7-8 คนได้สบาย ง่ายมากเลย นี่คือความง่าย”

“บางคนซื้อเสื้อผ้าตัวละเป็นพันสองพัน ทำงานกี่เดือนถึงจะได้เสื้อ ทำไมต้องทำให้มันยาก เราหลอกตัวเอง เราทำให้ชีวิตมันยากขึ้นๆ อย่าลืมว่าคนเรามีชีวิตไม่ยาวนักบนโลกนี้ อีกไม่นานก็ตายแล้ว แต่ทำไมเราเอาเวลาที่มีค่าสูงสุดมาทำสิ่งไร้สาระไม่เป็นประโยชน์กับตัวเรา”
 
“ใส่เสื้อผ้าสวยๆ รู้สึกยังไง ใส่เสื้อผ้าสวยแค่ไหน คนไม่สวยก็ไม่สวยเหมือนเดิม ไม่มีดั้งก็ไม่มีเหมือนเดิม เราหลอกตัวเอง หลอกคนอื่นทำไม"

“อยากให้เห็นว่าชีวิตเป็นเรื่องง่ายๆ ถ้าง่ายไม่ได้ มีความสุขไม่ได้
ความง่ายก็คือสิ่งที่เราได้มาโดยไม่ยากและก็ไม่เป็นทุกข์

“ไม่ต้องพึ่งพิงเทคโนโลยีมากเกินไป เพราะเราเก็บจากชาวบ้าน เก็บจากชีวิตประจำวัน ปลูกไปด้วย กินไปด้วย คัดเลือกไปด้วย เก็บพันธุ์ไปเรื่อยๆ
พยายามที่จะแจกจ่ายเมล็ดพันธุ์ให้ชาวบ้านไปเรื่อยๆ เราจะรักษาในลักษณะนี้”

“การเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์แท้ พันธุ์พื้นบ้านเป็นสิ่งสำคัญ เพราะธุรกิจทุกวันนี้เอาเมล็ดพันธุ์ผสมมาให้เราปลูก ต่อไปถ้าเราไม่เก็บเมล็ดพันธุ์เอง เราต้องพึ่งเมล็ดพันธุ์จากบริษัทตลอด และถ้าบริษัทขึ้นราคาเมล็ดพันธุ์ เราก็ต้องซื้อเขา”


 “ใครยึดครองเมล็ดพันธุ์ได้ คนนั้นครองโลก”

“ชีวิตเราล่อแหลมต่อการล่มสลายมาก เราบริโภคกันจนไม่รู้จะบริโภคยังไงแล้ว เงินไม่มีความมั่นคงต่อไปอีกแล้ว แต่สิ่งที่มั่นคงคืออาหาร กินเมื่อไหร่ก็ได้ อาหารต่างหากที่มีความมั่นคง”

“เมล็ดพันธุ์เป็นมรดกล้ำค่าที่บรรพบุรุษส่งต่อมาให้ลูกหลาน
เรามีมะม่วงหลากหลายชนิดกิน มีพืชผักผลไม้อะไรอร่อยๆ มากมายกิน
ก็เพราะการทำงานหนักของบรรพบุรุษที่จะรักษาตรงนี้ไว้ 
ถ้าเราไม่รักษาไว้ เราจะเป็นมนุษย์รุ่นสุดท้ายที่เนรคุณที่สุด เพราะเรากำลังทำลายเมล็ดพันธุ์”

“ดินที่เต็มไปด้วยพันธุ์พืช นั่นคือสวรรค์”
“เอาเงินมากมายไปปลูกต้นไม้ ดีกว่าไปฝากธนาคาร เพราะปลูกต้นไม้ยังได้เจริญเติบโต เป็นประโยชน์ ให้ผลผลิตได้กินไม่มีที่สิ้นสุด

“เราต้องเพาะปลูกพันธุ์พืช ปลูกเพาะเมล็ดพันธุ์ในใจของเรา
เพื่อให้ยืนยาวต่อไปถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน” 

คงเห็นกันแล้วนะครับว่า คนเดินดิน กินอยู่  ง่าย ๆ แต่งตัวไม่หล่อ ก็มีทองให้ขุดได้    เหมือนกัน และในประเทศไทยเรานี้ คนอย่างนี้ยังมีอีกมากที่รอให้เราไปขุดมาทำทุน มาใช้

ข้อมูลที่อ่านและนำมาเขียนใหม่มาจากเว็บไซต์นี้ครับ

http://www.arunsawat.com/board/index.php?topic=9793.0