ทำไมต้องใส่ชุดขาวด้วย

  การทำงานด้านสาธารณสุขซึ่งต้องเกี่ยวพันกับความเจ็บไข้ได้ป่วยของชาวบ้านนั้น มีสิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนอยากจะบันทึกไว้เตือนใจกัน นั่นคือให้ระมัดระวังว่า เราไม่ได้เป็นผู้วิเศษมาจากไหน ไม่ใช่มือปราบที่เชื้อโรคเห็นแล้วต้องรีบหลบหนีไป ให้สังวรไว้เลยว่า ยิ่งใกล้ ยิ่งเสี่ยง เสี่ยงที่จะเกิดการติดเชื้อโรคต่างๆเหล่านั้น ผู้เขียนก็เป็นคนหนึ่ง ที่มีความกลัวในสิ่งเหล่านี้ ดังนั้นในนิ้วมือผู้เขียน จึงไม่เคยติดการใส่แหวนเลย เพราะล้างมือบ่อยมากถึงมากที่สุด เคยครั้งหนึ่ง ถอดแหวนเพื่อล้างมือ จนลืมแหวนไปเลย อีกอย่างหนึ่ง การใส่ถุงมือก็ลำบากถ้านิ้วเราใส่แหวน ดีไม่ดีถุงมือขาดเอาง่ายๆอีก

 แต่ถึงกระนั้น ผู้เขียนก็พลาดจนได้ และหลังเหตุการณ์วันนั้น ผู้เขียนก็มีความกลัวอยู่หลายปี

 บ่ายวันหนึ่ง มีคนไข้มาที่สถานีอนามัย ด้วยอาการไข้สูง ปวดหัวรุนแรง มีอาเจียนด้วย ดูเขากระสับกระส่าย จะหารถเข้าไปในเมืองเพื่อตรวจรักษาที่โรงพยาบาลก็ไม่มี ผู้เขียนจึงให้น้ำเกลือ และฉีดยาลดไข้ให้ แหละหมั่นตรวจไข้ วัดความดัน คนไข้พอสงบและหลับได้บ้าง แต่พอยาหมดฤทธิ์ อาการก็กลับกำเริบอีก ที่สำคัญคนไข้ไม่รับประทานอะไรเลย บ่นเจ็บคอกลืนไม่ลง ตรวจคอก็ไม่พบการอักเสบใดๆ

รุ่งเช้าผู้เขียนก็บอกญาติให้ไปหารถเช่า เพื่อไปรักษาต่อในเมือง กว่าจะได้รถก็บ่ายอีกวันหนึ่ง อาการคนไข้ก็รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ถึงกับออกมาอาเจียนภายนอกอาคาร ที่สุดคนไข้ก็ได้เดินทางไปรักษาในตัวจังหวัด

 แต่ข่าวร้ายวันรุ่งขึ้นญาติก็มาแจ้งกับผู้เขียนว่า คนไข้เสียชีวิตแล้ว และที่ร้ายกว่านั้น เขาบอกว่าคนไข้เป็นโรคพิษสุนัขบ้า เพราะเมื่อเดือนก่อนมีประวัติถูกสุนัขกัดมาด้วย

 ผู้เขียนใจหายวาบ ก้มลงมองมือที่พยาบาลคนไข้โดยปราศจากถุงมือ การให้น้ำเกลือ การถอดเข็มน้ำเกลือ การพยาบาลคนไข้ยามไข้สูงด้วยการเช็ดตัว ลูบหลังให้ในเวลาเขาอาเจียน ห่มผ้าให้เวลาที่เขาหนาวสะท้าน และฯลฯ อีกหลายอย่างที่จำไม่ได้แล้ว แล้วเราใกล้ชิดคนไข้ขนาดนี้ จะติดโรคไหมนี่

  ผู้เขียนรีบไปล้างมือ เช็ดแอลกอฮอล์ อีกครั้งอย่างยาวนาน ทั้งที่มันผ่านมาเป็นวันแล้ว ความกลัวจับใจ กลัวจะติดโรคพิษสุนัขบ้า  ผู้เขียนเอาที่นอน เตียงไม้ ผ้าห่ม ที่คนไข้ใช้ไปเผาหมดเลย. เขาอาเจียนที่ไหน ก็เอาน้ำยาไลโซลไปราดฆ่าเชื้อโรค กลับไปอ่านตำราเรียน เขาบอกว่า ลักษณะการพยาบาล ที่เสี่ยงของผู้เขียนนี้ มีเปฮร์เซนต์น้อยที่จะติดเชื้อ นอกจากมีบาดแผลแล้วสัมผัสน้ำลายขณะคนไข้มีอาการหนักขึ้นสมองแล้ว เหมือนน้ำลายของสุนัขบ้า ที่มีเชื้อมากตอนที่บ้าคอแข็ง ใกล้ตายแล้ว และหากไม่มีบาดแผล แต่น้ำลายสมผัสเนื้อเยื่อเช่น กระพุ่งแก้ม เยื่อในตา อย่างนี้มีโอกาสติดเชื้อโรคนี้ได้ และเชื้อนั้นต้องมีจำนวนมากพอด้วย

 แม้จะโล่งใจนิดๆ กับความเสี่ยงที่ผ่านมา แต่เหตุการณ์วันนั้น ทำให้ผู้เขียน ต้องเข้าไปยืนมองระบบความสะอาดของสถานีอนามัย ปรอทหลังใช้ผู้เขียนแช่ในน้ำยาฆ่าเชื้อทุกครั้ง เข็มฉีดยา ถูกเก็บไว้ในกระป๋องที่ไม่ให้ใครสัมผัสคมมันอีก และแน่นอน ผู้เขียนมักจะหยิบสำลีชุบแอลกอฮอล์เช็ดมือทุกครั้ง ที่สัมผัสคนไข้

  ผู้เขียนืทิ้งแม้กระทั่งเสื้อผ้าที่สวมใส่ในวันนั้น ความรู้สึกหวั่นกลัว เกาะกินใจไปหลายวัน หลายเดือน หลายปี เมื่อใดที่ผู้เขียนไม่สบาย มันไพล่ไปคิดถึงโรคนี้เสมอ แต่ก็ไมใช่สักครั้ง. เวลาผ่านไปจึงทำให้ความกลัวค่อยๆคลายลงไป

  เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์ สำหรับนักการพยาบาลทั้งหลาย ที่ต้องคิดถึงความปลอดภัย ความสะอาดอยู่เสมอ เคยถามอาจารย์ที่สอนว่าทำไมต้องให้แต่งชุดขาวด้วย (ผดุงครรภ์ก็แต่งขาวเหมือนพยาบาล). มันเลอะเทอะง่าย แล้วก็ถูกอาจารย์หยิกเสมอเวลาเห็นชุดเราสกปรก อาจารย์ตอบว่า ก็เพื่อที่จะให้เราระมัดระวังความสะอาด สีขาวสังเกตง่ายกว่าสีอื่น เพราะเราดูแลคนเจ็บป่วย เชื้อโรคก็ย่อมมาก หากเราไม่ใส่ใจรักษาความสะอาด เราก็ต้องป่วยเหมือนเขาทุกโรคไป

 กราบขอบพระคุณครูบาอาจารย์ ที่สั่งสอนศิษย์ จนติดนิสัยจนตราบเท่าทุกวันนี้

 นี่เป็นเหตุการณ์หนึ่ง ในหลายๆความกลัวที่เกิดขึ้นในชีวิตของผู้เขียน แต่ก็ทำให้เกิดพฤติกรรมดูแลป้องกันตนเอง อย่างรอบคอบนับจากบัดนั้นเป็นต้นมา