ผมได้แรงบันดาลใจในการเขียนบันทึกนี้จากการฟังคุณโหน่งเล่าเรื่องแผนงานของ KM Extern ในการประชุมประจำสัปดาห์ของ สคส. เมื่อวันที่ ๙ สค. ๔๙

        ชีวิตของผมเป็นชีวิตของคนบ้างาน และคลั่งความสำเร็จ     จึงดูเสมือนเป็นชีวิตที่แล้งรัก    ซึ่งมีทั้งส่วนจริงและไม่จริง  

        ในบางช่วงชีวิต ผมทบทวนชีวิตและถามตัวเองว่า ความคิดจิตใจของเราชักจะหยาบกระด้างเกินไปหรือไม่     เราให้ความรัก ความเอาใจใส่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ต่อคนรอบข้างน้อยไปหรือไม่    

        ภรรยาและลูกๆ ตอบว่าใช่     พ่อบ้าหนังสือ  บ้างาน  ไม่ค่อยเอาใจใส่ลูกๆ   แต่พอถึงเรื่องสำคัญของครอบครัว เขาก็จะแปลกใจ ที่พ่อให้เวลามาก     พ่อไม่ค่อยเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับชีวิตของลูก     แต่เมื่อถึงคราววิกฤต หรือจุดสำคัญ พ่อจะเข้ามา      นี่คือลักษณะของผมที่ครอบครัวเขารู้กัน     และรู้ไปในหมู่พี่น้อง พ่อแม่ของผมด้วย

        ตอนหนุ่มๆ อยู่ที่ศิริราช ผมเคยทำ lab (วิจัย) จนถึงตี ๒ ตี ๓     จนภรรยาโทรศัพท์มาตาม (บ้านอยู่ที่บางขุนนนท์)     ตอนอยู่ที่หาดใหญ่ การไปทำงานเวลากลางคืนและตอนก่อนสว่าง เป็นเรื่องปกติ    อยู่ที่บ้านก็นั่งอ่านบทความวิจัย หรือเขียนต้นฉบับรายงานวิจัยจนตี ๑ ตี ๒ เป็นเรื่องปกติ    เดี๋ยวนี้วัตรปฏิบัติของผมก็ยังอยู่ในทำนองนั้น     เพียงแต่เปลี่ยนสาระของงานเท่านั้น     และเปลี่ยนเวลานอนมาเป็นนอนหัวค่ำ ตื่นเช้ามืด

       ความสำเร็จในการทำงานของผมจึงอยู่ที่การทำงานหนักและทุ่มเท ๙๐%     เป็นเรื่องของความสามารถและดวงดีเพียง ๑๐%  นี่เป็นการตีความและคาดคะเนของผม     ไม่ทราบว่าผิดหรือถูก

       พูดถึงเรื่องความรัก    ที่จริงภรรยาของผมเขาไม่ค่อยไว้ใจ ว่าผมจะรักเดียวใจเดียว     ผมพร่ำบอกเขาเท่าไรเขาก็ไม่ปลงใจเชื่อ ๑๐๐%     ผมบอกว่าผมต้องการใช้เวลาทำงาน      จึงไม่ต้องการสร้างความยุ่งยากในเรื่องชู้สาว เรื่องผู้หญิง      เพราะถ้ามี ก็จะมีเรื่องยุ่งยากตามมา     สมาธิในการทำงานก็จะน้อยลง      ผมบอกตัวเองว่ามีเมียคนเดียวก็เกินพอแล้ว .... สำหรับชีวิตที่พอเพียง

        ที่จริงชีวิตครอบครัวมีความสำคัญมาก    ผมโชคดีที่ภรรยายิ่งเป็นคนพอเพียงยิ่งกว่าผมเสียอีก     เขาไม่ต้องการแหวนเพชร  เครื่องประดับ  หรือของใช้ราคาแพง     เขาประหยัดและเก็บหอมรอมริบเก่ง     ผมอวดใครๆ เสมอ ว่าผมเป็นคนโชคดีที่ไม่ต้องดูแลเงินทองทรัพย์สมบัติเลย     เพราะภรรยาเอาไปหมด     เอาไปดูแลไว้อย่างดีและดูแลลูกๆ อย่างดีด้วย     ลูกทุกคนจะสนิทกับแม่มากกว่าสนิทกับพ่อ     ดังนั้น การที่ลูกของเราเป็นคนดีทุกคนต้องยกให้เป็นความดีของแม่ ๘๐%  เป็นส่วนของพ่อเพียง ๒๐%     

วิจารณ์ พานิช
๘ กย. ๔๙