กับรางวัลบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม....ทำไมเพื่อนสนิทถึงชนะใจกรรมการและคนดู
ถึงแม้ว่าภาพยนตร์เรื่อง "เพื่อนสนิท" จะถูกฉายไปเป็นเวลาน่านกว่าข้ามปีแล้ว แต่ความทรงจำของทุกคนที่ชอบภาพยนตร์แนวนี้ก็ยังประทับใจ ในแต่ละครั้งที่เราได้ดู..เราได้อะไรที่แตกต่างๆ
ในทุกแง่ทุกมุมของภาพยนตร์แฝงแนวคิด......รอยยิ้มเล็กๆปรกกฎอยู่บนใบหน้าทุกครั้งที่ชม
- คุณคิดว่า การเขียนบทภาพยนตร์เรื่องนี้มีสเน่ห์อย่างไร...เข้ามาแสดงความคิดเห็นกันได้ค่ะ
ยังไม่ได้ดูค่ะ แต่ชอบเพลงมากค่ะ
สวัสดีคะ..
กะปุ๋มว่าอารมณ์นี้..คืออารมณ์..แห่งความสุขที่เพิ่งซึมซับมาจาก seasons change แน่ๆๆ...เลย...
...
ภาพยนต์ไทนดีดี...สร้างสรรค์มีเยอะนะคะ...
*^__^*
กะปุ๋ม
เข้านําจุดเล็กๆของความรักในวัยเรียนที่หลายคนเคยมีมาไช้ในการเขียนบท และเข้าใจเล่าเรื่อง นอกจากบทแล้วภาพสวยมาก
ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาแสดงความเห็นนะคะ
ขอบคุณทุกความคิดเห็นอีกครั้งค่ะ
Fern
สวัสดีค่ะ
"เพื่อนสนิท" เป็นคำที่ประทับใจมากค่ะ
ทำไมบทภาพยนตร์เพื่อนสนิทถึงได้รับเป็นบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม...............
ค่ะสำหรับบทภาพยนตร์เพื่อนสนิทที่ได้รับรางวัลเป็นบทภาพยนต์ยอดเยี่ยมก็เพราะบทภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นภาพยนตร์โรแมนติก คอมมาดี้ ด้วยความตั้งใจของพี่เค้าที่อยากเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับผู้ชาย คน และผู้หญิง คน ที่เขามีความรู้สึกดีๆให้กัน แล้วมันมีเส้นแบ่งอยู่จริงเหรอที่เพื่อนต่างเพศที่อยู่ด้วยกันตลอดเวลาจะเป็นแค่เพื่อนสนิทกัน ถ้าเราใกล้ชิดกันจนถูกคอกัน พี่เค้าได้บอกไว้ว่าความรู้สึกที่มันเกินไปนั่นแหละที่น่าสนใจ หนังเรื่องนี้มันเป็นหนังของคนใกล้ชิดกันแอบรักกัน ระหว่างคำว่าเพื่อนรัก และ รักเพื่อน คืออะไรและต้องใช้เวลาเป็นปีๆกว่าจะได้ลงมือทำเริ่มตั้งแต่ปี2546เขียนบท2547ได้บทที่สมบูรณ์และปี2548กว่าจะได้ฉายเรื่องเพื่อนสนิทมีที่มาคือมันเป็นเรื่องที่มีอยู่เดิมก่อนแล้วมาขยายเนื้อเรื่องให้น่าสนใจมากขึ้นนั้นก็คือเรื่อง"กล่องไปรษณีย์สีแดง"ซึ่งเป็นความชอบและประทับใจจึงเกิดเป็นรงบันดาลใจของพี่เอส คมกฤษตรีวิมลและ พี่เก้ง จิระ มะลิกุล รวมไปถึงผู้เขียนบทภาพยนตร์นี้นั้นคือ พี่หมู นิธิศณ พิชญสุทิน ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญในการทำบทภาพยนตร์นี้ให้ประสบผลสำเร็จจุดเด่นที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้แตกต่างจากหนังรักอื่นๆนั้นก็คือตรงที่มีการเล่าเรื่องตัดสลับกันอยู่ตลอดเวลาโดยการลำดับเนื้อหาที่น่าสนใจอีกทั้งบทของตัวละครในเรื่องเป็นบทที่น่ารักการสื่อถึงบุคคลิกเฉพาะตัวได้อย่างชัดเจนเช่นไข่ย้อย ชายหนุ่มจากเมืองกรุงที่แสนขี้อาย และดากานดา สาวเมืองเหนือที่มีแววตาสดใสซาบซ่าส์ กับนุ้ย พยาบาลสาวชาวใต้ที่มีรอยยิ้มหวานซึ้งและที่ขาดไม่ได้เป็นสีสันให้กับเรื่องคือเพื่อนสนิทเพศชายคู่หูคู่กัดของ ดากานดา ชื่อว่า ไอ้ฟุเหยินและน้ำบูดูรสแซ่เป็นการบรรยายถึงสิ่งที่เป็นบุคคลิกเฉพาะตัวได้อย่างดีรวมไปถึงการบรรยายภาพบรรยายกาศของนักศึกษา มช ภาพบรรยายกาศลูกทุ่งวิจิตรที่เต็มไปด้วยความสนุกสนานน่ารักอบอุ่นในสมัยนั้นด้วยการเขียนบทที่เต็มไปด้วยภาษาและความเข้าใจอย่างลึกซึ้งที่ต้องการจะสื่ออกมาให้ผู้ชมได้เข้าใจเหมือนกับว่าให้ผู้ชมอยากจะเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วยจึงเป็นที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องเพื่อนสนิทได้รับรางวัลบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมค่ะ.
สำหรับควมคิดเห็นของผม เกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่อง เพือนสนิท ที่ได้รับรางวัล บทภาพยนตร์ยอดเยียมนั้น เพราะว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้โดนใจผู้ชมหลายๆคน หลายวัย หลายคนที่เคยผ่านชีวิตในมหาวิทยาลัยหรือการที่เราแอบรักเพือนสักคน ทำให้รู้สึกเหมือนว่า เรารู้สึกไปกับภาพยนตร์ด้วย ทำให้เราคิดว่า เราเป็นตัวละครในบทภาพยนตร์นั้นจริง ๆ และการดำเนินเนื้อเรื่อง ต่อเนืองดีมาก ไม่กระโดหรือข้ามshot เพราะภาพยนตร์ส่วนมาก จะข้าม shot ทำให้ขาดตอน แต่เรืองนี้สื่ออารมณ์ได้ดีมาก ได้สื่อขนบธรรมเนียมประเพณี ของการใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย นี่คงเป็นจุดที่ทำให้ถาพยนตร์เรืองนี้ ได้รับรางวัลก็เป็นได้ ‘;…;’*
อาบัง กับ นก
ครูเฟิน
สำหรับความคิดเห็นกับหนังเรื่อง เพื่อนสนิท
ผมคิดว่าหนังเรื่องนี้มีเนื้อหาที่ดีและเป็นตัวอย่างที่ดีของนักศึกษามีเนื้อหาสาระที่เหมาะกับวัยรุ่นที่แอบชอบเพื่อนคนหนึ่งแต่ไม่กล้าที่จะพูดดออกไปจนจบการศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัย ทำให้คนดูมีจินตนาการตามหนังเรื่องนี้ไปด้วย ทำไมหนังเรื่องเพื่อนสนิทจึงได้บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมก็เพราะว่าบทละครสะท้อนภาพชีวิตของนักศึกษาในปัจจุบันจึงได้รับความนิยมจากวัยรุ่นเป็นส่วนใหญ่และการจัดฉากเป็นการจัดที่ดูธรรมชาติรวมทั้งบรรยากาศดูแล้วเหมาะสมกับเนื้อเรื่องที่สุดสมควรแล้วที่ได้รับรางวัลนี้ครับ
ภาพยนตร์ เรื่อง เพื่อนสนิท นี้ตรงกับชีวิตของสังคมวัยรุ่นและได้เขียนบทที่เหมือนชีวิตจริง บทเหมือนกับเอาเรื่องราวของมนุษย์มาเขียน การถ่ายทำก็ทำให้เราได้เข้าไปอยู่ในภาพยนต์นั้นเลย มุมภาพและฉากทำให้เราได้เห็นถึงบรรยากาศจริง ๆ ดูแล้วเต็มอิ่ม สมกับที่ได้รับรางวัลแล้ว
....""ฉันรักแกว่ะ""....
อืมมม.....ไม่ได้ดูในห้องเรียนวันก่อนน่ะครับ..แต่..ดูแล้วนะครับ บอกได้เลยนะครับว้าสุดยอดจริงๆนะๆ
ไปดูบ้านเพื่อนมาน่ะ ก่อนดูนะครับ ขอบอกว่า ตื่นเต้นมากเลย ก็เค้าเล่นบอกก่อนไงว่า หนังเรื่องนี้น่ะสุดยอด ลึกซึ้ง กินใจ ผู้คนทั้งประเทศมาแล้ว เราก็ตั้งใจดูละสิ เมื่อได้ดูจริง โอ๊ยยยยย..... ขอบอกๆ เริ่ดมาก เป็นหนังที่มีคุณภาพในเชิงสร้างสรรค์ เรื่องของความรัก ทั้งเพื่อน คนรัก ครอบครัว และความรักในรูปแบบต่างๆที่ มันไม่อาจจะลบเลือน และลืมได้ อีกทั้งบรรยากาศ ภาษา บุคลิกภาพ ของตัวละครล้วนเป็นธรรมชาติ เหมาะสม ดูแล้วทำให้รู้สึกคล้อยตาม บรรยากาศก็แสนจะโรแมนนน มากกกๆๆ
และชอบทั้งเรื่องเลยนะครับขอชมว่ายอดเยี่ยมจริง และอยากให้พี่ๆ ผลิต สร้างสรรค์ ผลงานอันทรงคุณค่าอย่างนี้สู่สายตาของคนไทยต่อไปนะๆๆ
เดียว กอล์ฟ จิ๋ว
ปล. หวังให้เด็กนืเทศศาสตร์ เป็นนักคิด นักเขียน นักวืเคราะห์ที่ดีต่อไป
ในแววตาทั้งคู่ ไม่รับรู้อะไร
I can see nothing in your eyes.
เธอคงยังไม่เข้าใจ ว่าฉันไม่ใช่คนเก่า
you probably still don't understand that I'm not the previous person.
เราคงยังเหมือนเพื่อน หยอกล้อเหมือนวันวาน
We're still like friends, teasing each other like yesterday;
แต่ฉันคือคนใจสั่น แต่ฉันคือคนหวั่นไหว
but I'm the one that palpitates, but I'm the one that's anxious.
ช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย
You really don't know what is it,
ในความคุ้นเคยกันอยู่ มันแฝงอะไรบางอย่างที่มากกว่านั้น
in the familiarity we're in, it obscured something that's more than what there is.
ช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย
You really don't know what is it,
ว่าเพื่อนคนหนึ่ง มันแอบมันคิดอะไรไปไกล กว่าเป็นเพื่อนกัน
that a friend, that secretly thinks of far more than being friends.
กลายเป็นคนฝันใฝ่อยู่ใกล้ใกล้เธอ
To turn into the person who can only dream, next to you;
กลายเป็นคนที่รอเก้อ เหมือนหนังสือที่เธอไม่อ่าน
to turn into one that waits in vain, like a book that you don't read.
ตาคอยมองจ้องอยู่ อยากให้รู้ใจกัน
My eyes kept looking, staring, wanting to let you know my heart,
แต่แล้วเธอยังมองผ่าน และฉันก็ยังหวั่นไหว
but then you are still just obvilous to me, and I then am still anxious.
ช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย
You really don't know what is it,
ในความคุ้นเคยกันอยู่ มันแฝงอะไรบางอย่างที่มากกว่านั้น
in the familiarity we're in, it obscured something that's more than what there is.
ช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย
You really don't know what is it,
ว่าเพื่อนคนหนึ่ง มันแอบมันคิดอะไรไปไกล กว่าเป็นเพื่อนกัน
that a friend, that secretly thinks of far more than being friends.
ช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย
You really don't know what is it,
ในความคุ้นเคยกันอยู่ มันแฝงอะไรบางอย่างที่มากกว่านั้น
in the familiarity we're in, it obscured something that's more than what there is.
ช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย
You really don't know what is it,
ว่าเพื่อนคนหนึ่ง มันแอบมันคิดอะไรไปไกล กว่าเป็นเพื่อนกัน
that a friend, that secretly thinks of far more than being friends.
มันคิดอะไรไปไกล กว่าเป็นเพื่อนกัน
I secretly think of far more than being friends.
ขอให้ผู้สร้างภาพยนตร์มาอ่าน เม้นต์ในblog นี้กันหน่อยนะ
รับรองได้เพื่อนสนิท 2...อีกแน่แท้
ผมมีเรื่องจะเล่าให้ฟัง...
เป็นเรื่องสมมติครับ อย่าจริงจัง
พี่เฟิร์นอย่าว่าผมนะครับ ที่มาเขียนอะไรไร้สาระ...
ผมแอบชอบเพื่อนคนนึงตอนอยู่ป.4 ตอนที่ตัวเองอายุ 9 ขวบ
เป็นเหมือนที่ใครหลายๆคนเรียกมันว่า Puppy Love
เรารู้จักกันครั้งแรกในหน้าร้อนของปีนั้น เมื่อเธอย้ายมาจากโรงเรียนอื่น
และยังไม่ทันที่เราจะเป็นเพื่อนสนิท ผมก็แอบคิดไปไกลกว่าเป็นเพื่อนกันไปแล้ว
ผมชอบเธอแบบที่เด็กผู้ชายวัยนั้นจะพึงมีต่อเด็กผู้หญิงที่เป็นเพื่อนกัน
เรื่องที่ผมชอบเธอ เพื่อนๆรู้กันทั้งห้อง หรืออาจจะรู้กันทั้งระดับเลยด้วยมั้ง
เวลาที่โดนเพื่อนๆ ล้อ ผมก็ได้แต่เขิน หน้าแดง แล้วก็ไล่เตะ ไล่ต่อยไอ้คนที่ล้อไปตามประสา
และก็มักจะโดนเพื่อนๆแกล้งอยู่เสมอๆ
โดนผลักให้เซเข้าไปชน ยามที่เธอบังเอิญยืนอยู่ใกล้ๆ
โดนตะโกนแซวดังๆ ยามที่เธอเดินมาแถวๆนั้น
หรือโดนเอามาล้อ ยามที่พวกมันไม่มีอะไรจะเล่นกัน
ผมก็เหมือนเด็กผู้ชายวัยนั้นทั่วไป ที่ต้องทำปากแข็งยามเมื่อตัวเองโดนล้อว่าเป็นแฟน
กับเด็กผู้หญิงคนไหน
แต่ไม่ว่าจะปากแข็งแค่ไหน ใครๆเขาก็รู้กันอยู่ดีว่าผมแอบชอบเธอคนนี้
อ่านเรื่องฝั่งผมมานานแล้ว ลองข้ามไปฝั่งเธอดูบ้าง....
เธอเป็นเด็กผู้หญิงเรียบร้อย ขาว หมวย ตาเล็กๆ มีลักยิ้มทั้ง 2 ข้างแต้มอยู่บนแก้มใส
และทำให้โลกสดใสทุกครั้งเมื่อเธอยิ้ม
ผมไม่รู้หรอกว่าเธอชอบผมมั้ย ไม่มีใครรู้หรอก ขนาดผู้ใหญ่อายุมากๆ หลายๆคน
ยังไม่รู้เลยว่าคนที่ตัวเองจีบอยู่ เขาจะชอบตอบมั้ย
แล้วจะไปนับประสาอะไรกับเด็กผู้ชายวัยเท่านั้น
คุณว่าจริงมั้ย?
เธอเองมีคนชอบอยู่หลายคน เพื่อนซี้ในแก๊งค์ผมคนนึงก็เป็น 1 ในนั้น
ผมสนิทกับไอ้หมอนี่มาก
เราคุยถูกคอกันในทุกๆเรื่อง เล่นซนแผลงๆร่วมกันกันในทุกๆอย่าง
และรวมไปถึงการชอบผู้หญิงคนเดียวกัน
เราเรียนห้องเดียวกันมาตลอดตั้งแต่ป.4 ผมมีกิจกรรมที่ทำร่วมกับเธอหลายอย่าง
ไม่ว่าจะถือพานคู่กันในวันสำคัญต่างๆของโรงเรียน
เชิญธงชาติขึ้นเสาด้วยกันทุกเช้าในฐานะประธานนักเรียน และรองประธาน
เป็นตัวแทนของห้องร่วมกันในกิจกรรมนู้นกิจกรรมนี้ ในฐานะหัวหน้าห้อง และรองหัวหน้าห้อง
โต๊ะประจำของผมในห้องเรียนอยู่ห่างจากโต๊ะที่เธอนั่งมาก เพราะในห้อง
เราแบ่งฝั่งกันนั่งระหว่างเด็กผู้หญิง กับเด็กผู้ชาย
แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา ผมมักจะพาตัวเองไปปรากฎตัวใกล้ๆโต๊ะที่เธอนั่งเสมอๆ
ไม่ว่าจะเดินผ่าน ทำเป็นไปคุยกะเพื่อนหญิงห้าวๆ ที่นั่งโต๊ะใกล้เธอ
หรือแม้แต่ทำทีไปปรึกษาเรื่องการจัดเวรทำความสะอาด ในฐานะหัวหน้าห้อง
ปัญหาอย่างเดียวของผมคือการจะทำตัวยังไงไม่ให้โดนเพื่อนตะโกนล้อตอนที่ไปโผล่
ใกล้ๆโต๊ะเธอ
และผมมักจะแก้มันไม่ตกซักที...
คุณอาจจะสงสัยว่า แล้วเธอหละปฎิบัติตอบผมยังไง...
ก็เหมือนเพื่อนผู้ชายทั่วไปครับ คุยกัน หยอกล้อกัน
เล่นซุกซนด้วยกันเหมือนเพื่อนคนอื่นๆ อาจจะดูเหมือนสนิทกว่าคนอื่นหน่อย
ไม่รู้ซิผมอาจจะคิดไปเองก็ได้มั้ง
และก็อย่างที่บอก เวลาเราทำอะไรอยู่ด้วยกัน แล้วพวกเพื่อนตัวแสบมาเห็น
ก็จะโดนแซวเหมือนทุกๆครั้ง เธอก็ได้แต่เขิน แล้วก็ปลีกตัวหนีไปทุกครั้ง
ส่วนผมก็ต้องหันไปไล่เตะไล่ต่อยพวกมันเหมือนเดิม
แต่นั่นมันเป็นเรื่องของที่โรงเรียน นอกเวลาเรียน เราแทบไม่ได้ติดต่อกันเลย
ไม่มีเด็กผู้ชายคนไหนกล้าโทรไปหาเธอที่บ้าน
เพราะพ่อของเธอจะกระแทกหูโทรศัพท์ลงทุกครั้ง เมื่อมีผู้ชายโทรไปหาเธอ
เราไปโรงเรียนตอนเช้า และกลับบ้านตอนเย็น โดยรถโรงเรียนคนละคัน
นั่นทำให้เราไม่มีทางจะได้เจอกันนอกเวลาเรียนในวันที่มีเรียน
เรื่องไปเที่ยวที่ไหนด้วยกันในวันหยุดนะเหรอ?
นี่มันเป็นเรื่องของเด็กประถมเมื่อ 20 ปีก่อนนะ
แทบไม่มีเด็กประถมคนไหนได้ออกไปเที่ยวนอกบ้านกันเองตามลำพังหรอก
วันเวลาวิ่งผ่านไปเรื่อยๆ พร้อมๆกับที่ผมก็ชอบเธอมากขึ้นเรื่อยๆ
มันไม่ใช่การแอบชอบแล้ว เพราะไม่ว่าใคร รวมถึงตัวเธอเองก็รู้ว่าผมชอบเธอ
และไม่ว่าใครๆ ก็รู้อีกเช่นกัน ว่าเพื่อนซี้ของผมคนนั้น ก็ชอบเธอ
ที่สำคัญคือเริ่มมี Sign อะไรหลายๆอย่าง ที่ทำให้คนอื่นๆ รู้สึกว่า
เธอก็เริ่มจะชอบๆเพื่อนผมคนนั้นด้วยเหมือนกัน
ดูแล้วก็จะคงมีแต่ผมคนเดียว ที่ทำตัวเหมือนไม่รับรู้อะไร
จุดสิ้นสุดของความรักครั้งแรกของผม เกิดขึ้นในวันสุดท้ายของชีวิตนักเรียนประถม
วันนั้นเป็นวันที่โรงเรียนจัดงานเลี้ยงฉลองจบการศึกษา
ผมพกกล้องถ่ายรูปไปจากบ้าน ตั้งใจเต็มที่ว่าการถ่ายรูปครั้งแรกในชีวิตของผม
จะเก็บภาพของเธอกลับบ้านมาให้มากที่สุด
หลังงานเลี้ยงในช่วงเช้าจบลง ระหว่างที่เด็กๆ ทุกคนแยกย้ายกันไปหามุมถ่ายรูป
เพื่อเก็บเป็นที่ระลึกของช่วงชีวิตวัยเยาว์
ผมหาเธอไม่เจอ เดินวนจนทั่ว และท้อ จู่ๆเพื่อนคนนึงก็เดินมาบอกว่า
เธอกำลังนั่งคุยกับเพื่อนซี้ของผมอยู่ตามลำพังในห้องสมุด
และเอ่ยปากบอกผมต่ออย่างเกรงๆว่า "กูว่ามึงไม่เข้าไปดูจะดีกว่านะ"
ผมตัดสินใจเดินไปที่ห้องสมุด มีคนอยู่ในนั้น 3 คน 1 ในนั้นเป็นบรรณารักษ์ห้องสมุด
ที่เหลืออีก 2 คน คุณคงพอเดาได้นะว่าเป็นใคร
ใคร 2 คนนั้นนั่งคู่กันอยู่ในห้องสมุด คุยกันอย่างสนุกสนาน ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
และเสียงหัวเราะที่ดังเป็นระยะๆ ดูสนิทสนมกันมากๆ
มากกว่าที่ผมเคยเห็นเธอเป็นกับเด็กผู้ชายคนไหน
ผมเดินออกไปจากหน้าห้องสมุด เดินไปนั่งรอบนรถโรงเรียนเพื่อรอเวลากลับบ้านเพียงคนเดียว
และบนที่นั่งของรถโรงเรียน ผมก็ได้เริ่มต้นทำความรู้จักกับคำว่าอกหักเป็นครั้งแรกในชีวิต.....
เขียนมาซะยาว ถ้าคุณคิดว่าเรื่องของผมกับเธอจบแล้ว คุณกำลังคิดผิด
แล้วไว้ผมจะมาเล่าต่อนะ....
ช่วงนี้ยุ่งมากเลยเพิ่งมีเวลาเข้ามาอ่าน เรื่องนี้สนุกมากจริงๆแหมเป็นความรักที่โรแมนติกมากนะคะ สำหรับเด็กป.4 อย่างคุณน้อง ทุกอย่างเป็นความประทับใจที่เป็นสิ่งสวยงาม ควรจะรักษาไว้ บางทีการที่ได้รักใครซักคน ถึงแม้ว่าเค้าจะรู้หรือไม่รู้ ก็ยังดีกว่าไม่ได้รักเนอะ
แล้วจะรอติดตามอ่านตอนต่อไปค่ะ
ทำไรกันอยู่อ้ะ...
หวัดดี... เราชื่อ ดา - กาน -ดา