GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

"เพื่อนสนิท"

กับรางวัลบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม....ทำไมเพื่อนสนิทถึงชนะใจกรรมการและคนดู

           ถึงแม้ว่าภาพยนตร์เรื่อง "เพื่อนสนิท" จะถูกฉายไปเป็นเวลาน่านกว่าข้ามปีแล้ว แต่ความทรงจำของทุกคนที่ชอบภาพยนตร์แนวนี้ก็ยังประทับใจ     ในแต่ละครั้งที่เราได้ดู..เราได้อะไรที่แตกต่างๆ

         ในทุกแง่ทุกมุมของภาพยนตร์แฝงแนวคิด......รอยยิ้มเล็กๆปรกกฎอยู่บนใบหน้าทุกครั้งที่ชม

  • คุณคิดว่า การเขียนบทภาพยนตร์เรื่องนี้มีสเน่ห์อย่างไร...เข้ามาแสดงความคิดเห็นกันได้ค่ะ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

คำสำคัญ (keywords): เพื่อนสนิทเขียนบท
หมายเลขบันทึก: 49874
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 45
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (45)

ยังไม่ได้ดูค่ะ   แต่ชอบเพลงมากค่ะ
  • แวะเข้ามาเยี่ยมชมบันทึกครับ
  • อื่ม ประเด็นบทเหรอ ไม่ค่อยรู้เรื่องซะด้วยสิ
  • ตอนนี้ที่จำได้ก็คือ ตอนแรกมีการเชื่อมโยงจุดเด่นและฉากของหนังที่เป็นความทรงจำดี ๆ ของคนไทยนั่นก็คือเรื่อง "แฟนฉัน" ตอนที่พระเอกไปตัดผม ทั้งบุคลิกของช่างแล้วก็ฉากต่าง ๆ
  • อันนี้ถือว่าเป็น "ทุน"
  • พี่เฟิร์นจำเรื่อง "ทุนชุมชน" ได้ไหม ตอนที่ทำ PAR น่ะ
  • หนังก็มีทุนเหมือนกัน ทุนที่เคยกำกับ การสร้างงาน ถ้ารู้จักดึงทุนที่ดี ๆ มาใช้ประโยชน์ก็จะทำให้งานที่ทำใหม่นั้นดีขึ้นเรื่อย ๆ
  • ถ้ามีประเด็นอื่นจะมาตอบใหม่นะครับ

สวัสดีคะ..

กะปุ๋มว่าอารมณ์นี้..คืออารมณ์..แห่งความสุขที่เพิ่งซึมซับมาจาก seasons change แน่ๆๆ...เลย...

...

ภาพยนต์ไทนดีดี...สร้างสรรค์มีเยอะนะคะ...

*^__^*

กะปุ๋ม

  • ฉาก...บรรยากาศ..ที่ทำเหมือนกับชีวิตจริงมากที่สุด
  • คนส่วนใหญ่ที่ดู..อาจมีประสบการณ์แบบ"เพื่อนสนิท" กันมาบ้างแหละค่ะ...เลยอินกับหนัง แล้วก็เกิดอาการชอบ
  • แล้วก็โดนใจ..คนเชียงใหม่เป็นพิเศษ..โดยเฉพาะศิษย์เก่า มช. ดูไปก็ได้หวนระลึกถึงบรรยากาศเก่า ๆ สมัยยังสาว ๆ (จริงมั๊ยจ๊ะ ..เจ๊เฟิน)
เข้านําจุดเล็กๆของความรักในวัยเรียนที่หลายคนเคยมีมาไช้ในการเขียนบท  และเข้าใจเล่าเรื่อง  นอกจากบทแล้วภาพสวยมาก
  • ยังไม่ได้ดูหนังเรื่อง "เพื่อนสนิท" เลยค่ะ   แต่แค่เห็นตัวอย่างและได้ฟังเพลงประกอบ  ก็ทำให้คิดถึงหลาย ๆ เรื่องราวที่ผ่านมา 
  • หนังเรื่องนี้ไม่เพียงแค่ทำให้คิดถึงเพื่อนที่เป็นได้เพียงเพื่อนสนิท  มันยังทำให้คิดถึงเพื่อนที่สนิท ๆ กันอีกหลาย ๆ คน  ....อิอิ   อยากกลับย้อนไปในวัยเรียนจังเลย
  • นี่ขนาดยังไม่ได้ดูนะคะเนี้ย  ถ้าได้ดูจะขนาดไหนเนี้ย

ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาแสดงความเห็นนะคะ

  • ประทับใจ "เพื่อนสนิท"เพราะถ่ายที่เชียงใหม่ ที่นั่นเป็นเมืองที่มีเสน่ห์มากๆ
  • อาจารย์Kapoom คะ ต้องดูเรื่องนี้นะคะ และอาจารย์จะเข้าใจประโยคที่ว่า "แกมาทำอะไรเอาตอนนี้"
  • น้องจอห์น มองภาพการเชื่อมโยงของเรื่องซึ่งเหมือนพี่เลย เรื่องนี้ทำประเด็นนี้ได้อย่างน่าสนใจ
  • น้องปุ้ย ...เด็กเชียงใหม่เหมือนกัน น้องสาวก็เรียน มช. อินอยู่แล้ว ติดตรงที่ว่า สมัยเรียน น้องปุ้ยมีเพื่อนสนิทอ๊ะป่าวน้า
  •  คุณขนนกประทับใจฉากไหนคะ....ยอมรับว่าภาพสวยมากจริงๆ
  • MR Boo ถ้าชอบหนังโรแมนติก ยิ้มที่มุมปากเล็กๆเวลาดูหนัง แนะนำว่าต้องไปหามาดูนะคะ

ขอบคุณทุกความคิดเห็นอีกครั้งค่ะ

 

Fern

สวัสดีค่ะ

"เพื่อนสนิท" เป็นคำที่ประทับใจมากค่ะ

  • รสริน ศิริรักษ์ 48043472133 เอกนิเทศศาสตร์(วิทยุ-โทรทัศน์)
    IP: xxx.157.152.114
    เขียนเมื่อ 

ทำไมบทภาพยนตร์เพื่อนสนิทถึงได้รับเป็นบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม...............

ค่ะสำหรับบทภาพยนตร์เพื่อนสนิทที่ได้รับรางวัลเป็นบทภาพยนต์ยอดเยี่ยมก็เพราะบทภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นภาพยนตร์โรแมนติก คอมมาดี้ ด้วยความตั้งใจของพี่เค้าที่อยากเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับผู้ชาย คน และผู้หญิง คน ที่เขามีความรู้สึกดีๆให้กัน แล้วมันมีเส้นแบ่งอยู่จริงเหรอที่เพื่อนต่างเพศที่อยู่ด้วยกันตลอดเวลาจะเป็นแค่เพื่อนสนิทกัน ถ้าเราใกล้ชิดกันจนถูกคอกัน พี่เค้าได้บอกไว้ว่าความรู้สึกที่มันเกินไปนั่นแหละที่น่าสนใจ หนังเรื่องนี้มันเป็นหนังของคนใกล้ชิดกันแอบรักกัน ระหว่างคำว่าเพื่อนรัก และ รักเพื่อน คืออะไรและต้องใช้เวลาเป็นปีๆกว่าจะได้ลงมือทำเริ่มตั้งแต่ปี2546เขียนบท2547ได้บทที่สมบูรณ์และปี2548กว่าจะได้ฉายเรื่องเพื่อนสนิทมีที่มาคือมันเป็นเรื่องที่มีอยู่เดิมก่อนแล้วมาขยายเนื้อเรื่องให้น่าสนใจมากขึ้นนั้นก็คือเรื่อง"กล่องไปรษณีย์สีแดง"ซึ่งเป็นความชอบและประทับใจจึงเกิดเป็นรงบันดาลใจของพี่เอส คมกฤษตรีวิมลและ  พี่เก้ง จิระ มะลิกุล รวมไปถึงผู้เขียนบทภาพยนตร์นี้นั้นคือ  พี่หมู นิธิศณ พิชญสุทิน  ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญในการทำบทภาพยนตร์นี้ให้ประสบผลสำเร็จจุดเด่นที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้แตกต่างจากหนังรักอื่นๆนั้นก็คือตรงที่มีการเล่าเรื่องตัดสลับกันอยู่ตลอดเวลาโดยการลำดับเนื้อหาที่น่าสนใจอีกทั้งบทของตัวละครในเรื่องเป็นบทที่น่ารักการสื่อถึงบุคคลิกเฉพาะตัวได้อย่างชัดเจนเช่นไข่ย้อย ชายหนุ่มจากเมืองกรุงที่แสนขี้อาย และดากานดา สาวเมืองเหนือที่มีแววตาสดใสซาบซ่าส์ กับนุ้ย พยาบาลสาวชาวใต้ที่มีรอยยิ้มหวานซึ้งและที่ขาดไม่ได้เป็นสีสันให้กับเรื่องคือเพื่อนสนิทเพศชายคู่หูคู่กัดของ ดากานดา ชื่อว่า ไอ้ฟุเหยินและน้ำบูดูรสแซ่เป็นการบรรยายถึงสิ่งที่เป็นบุคคลิกเฉพาะตัวได้อย่างดีรวมไปถึงการบรรยายภาพบรรยายกาศของนักศึกษา มช ภาพบรรยายกาศลูกทุ่งวิจิตรที่เต็มไปด้วยความสนุกสนานน่ารักอบอุ่นในสมัยนั้นด้วยการเขียนบทที่เต็มไปด้วยภาษาและความเข้าใจอย่างลึกซึ้งที่ต้องการจะสื่ออกมาให้ผู้ชมได้เข้าใจเหมือนกับว่าให้ผู้ชมอยากจะเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วยจึงเป็นที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องเพื่อนสนิทได้รับรางวัลบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมค่ะ.

                 สำหรับควมคิดเห็นของผม เกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่อง เพือนสนิท ที่ได้รับรางวัล บทภาพยนตร์ยอดเยียมนั้น เพราะว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้โดนใจผู้ชมหลายๆคน หลายวัย หลายคนที่เคยผ่านชีวิตในมหาวิทยาลัยหรือการที่เราแอบรักเพือนสักคน ทำให้รู้สึกเหมือนว่า เรารู้สึกไปกับภาพยนตร์ด้วย ทำให้เราคิดว่า เราเป็นตัวละครในบทภาพยนตร์นั้นจริง ๆ และการดำเนินเนื้อเรื่อง ต่อเนืองดีมาก ไม่กระโดหรือข้ามshot เพราะภาพยนตร์ส่วนมาก จะข้าม shot ทำให้ขาดตอน แต่เรืองนี้สื่ออารมณ์ได้ดีมาก ได้สื่อขนบธรรมเนียมประเพณี ของการใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย นี่คงเป็นจุดที่ทำให้ถาพยนตร์เรืองนี้ ได้รับรางวัลก็เป็นได้               ';...;'*

อาบัง กับ นก

  • ตรงเวลาดีมากๆ
  • ความคิดเห็นของแต่ละคนไม่มีถูกหรือผิด
  • อยากให้วิเคราะห์ให้ลึกซึ้งกว่านี้นะจ๊ะ เพราะเท่าที่เขียนมาส่วนใหญ่เป็นการเล่าเรื่องเสียมากกว่า อยากให้เพิ่มส่วนของการวิเคราะห์ให้มากขึ้นจ้า
  • คราวหน้าลองดูใหม่ละกันนะ

ครูเฟิน

      สำหรับความคิดเห็นกับหนังเรื่อง  เพื่อนสนิท

ผมคิดว่าหนังเรื่องนี้มีเนื้อหาที่ดีและเป็นตัวอย่างที่ดีของนักศึกษามีเนื้อหาสาระที่เหมาะกับวัยรุ่นที่แอบชอบเพื่อนคนหนึ่งแต่ไม่กล้าที่จะพูดดออกไปจนจบการศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัย  ทำให้คนดูมีจินตนาการตามหนังเรื่องนี้ไปด้วย  ทำไมหนังเรื่องเพื่อนสนิทจึงได้บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมก็เพราะว่าบทละครสะท้อนภาพชีวิตของนักศึกษาในปัจจุบันจึงได้รับความนิยมจากวัยรุ่นเป็นส่วนใหญ่และการจัดฉากเป็นการจัดที่ดูธรรมชาติรวมทั้งบรรยากาศดูแล้วเหมาะสมกับเนื้อเรื่องที่สุดสมควรแล้วที่ได้รับรางวัลนี้ครับ

ภาพยนตร์  เรื่อง เพื่อนสนิท นี้ตรงกับชีวิตของสังคมวัยรุ่นและได้เขียนบทที่เหมือนชีวิตจริง  บทเหมือนกับเอาเรื่องราวของมนุษย์มาเขียน  การถ่ายทำก็ทำให้เราได้เข้าไปอยู่ในภาพยนต์นั้นเลย  มุมภาพและฉากทำให้เราได้เห็นถึงบรรยากาศจริง ๆ ดูแล้วเต็มอิ่ม  สมกับที่ได้รับรางวัลแล้ว

 ....""ฉันรักแกว่ะ""....

อืมมม.....ไม่ได้ดูในห้องเรียนวันก่อนน่ะครับ..แต่..ดูแล้วนะครับ บอกได้เลยนะครับว้าสุดยอดจริงๆนะๆ

ไปดูบ้านเพื่อนมาน่ะ  ก่อนดูนะครับ ขอบอกว่า ตื่นเต้นมากเลย ก็เค้าเล่นบอกก่อนไงว่า หนังเรื่องนี้น่ะสุดยอด ลึกซึ้ง กินใจ ผู้คนทั้งประเทศมาแล้ว เราก็ตั้งใจดูละสิ เมื่อได้ดูจริง โอ๊ยยยยย..... ขอบอกๆ เริ่ดมาก เป็นหนังที่มีคุณภาพในเชิงสร้างสรรค์ เรื่องของความรัก ทั้งเพื่อน คนรัก ครอบครัว และความรักในรูปแบบต่างๆที่ มันไม่อาจจะลบเลือน และลืมได้  อีกทั้งบรรยากาศ ภาษา บุคลิกภาพ ของตัวละครล้วนเป็นธรรมชาติ เหมาะสม ดูแล้วทำให้รู้สึกคล้อยตาม บรรยากาศก็แสนจะโรแมนนน มากกกๆๆ

 และชอบทั้งเรื่องเลยนะครับขอชมว่ายอดเยี่ยมจริง และอยากให้พี่ๆ ผลิต สร้างสรรค์ ผลงานอันทรงคุณค่าอย่างนี้สู่สายตาของคนไทยต่อไปนะๆๆ 

เดียว กอล์ฟ จิ๋ว

  • จากการแสดงความเห็นของพวกเราสพท้อนให้เห็นอย่างหนึ่งว่า  "บทภาพยนตร์น่าจะมาจากเรื่องที่ใกล้ตัวเรา ใช่ไหมจ๊ะ" ดังนั้น เราคงต้องนึกก่อนว่าเราต้องการให้ใครดู นั่นก็คือ กลุ่มเป้าหมายของเรา
  • ในโอกาสหน้า หวังว่า เราจะสามารถเก็บรายละเอียดของเรื่องได้ เพราะในความเห็นของครูก็คือ การเชื่อมโยงเนื้อหา ระหว่างเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสองสถานที่ ได้อย่างลงตัวเป็นเรื่องที่น่าสนใจค่ะ

ปล. หวังให้เด็กนืเทศศาสตร์ เป็นนักคิด นักเขียน นักวืเคราะห์ที่ดีต่อไป

 

ในแววตาทั้งคู่ ไม่รับรู้อะไร

I can see nothing in your eyes.

เธอคงยังไม่เข้าใจ ว่าฉันไม่ใช่คนเก่า

you probably still don't understand that I'm not the previous person.

เราคงยังเหมือนเพื่อน หยอกล้อเหมือนวันวาน

We're still like friends, teasing each other like yesterday;

แต่ฉันคือคนใจสั่น แต่ฉันคือคนหวั่นไหว

but I'm the one that palpitates, but I'm the one that's anxious.

ช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย

You really don't know what is it,

ในความคุ้นเคยกันอยู่ มันแฝงอะไรบางอย่างที่มากกว่านั้น

in the familiarity we're in, it obscured something that's more than what there is.

ช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย

You really don't know what is it,

ว่าเพื่อนคนหนึ่ง มันแอบมันคิดอะไรไปไกล กว่าเป็นเพื่อนกัน

that a friend, that secretly thinks of far more than being friends.

กลายเป็นคนฝันใฝ่อยู่ใกล้ใกล้เธอ

To turn into the person who can only dream, next to you;

กลายเป็นคนที่รอเก้อ เหมือนหนังสือที่เธอไม่อ่าน

to turn into one that waits in vain, like a book that you don't read.

ตาคอยมองจ้องอยู่ อยากให้รู้ใจกัน

My eyes kept looking, staring, wanting to let you know my heart,

แต่แล้วเธอยังมองผ่าน และฉันก็ยังหวั่นไหว

but then you are still just obvilous to me, and I then am still anxious.

ช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย

You really don't know what is it,

ในความคุ้นเคยกันอยู่ มันแฝงอะไรบางอย่างที่มากกว่านั้น

in the familiarity we're in, it obscured something that's more than what there is.

ช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย

You really don't know what is it,

ว่าเพื่อนคนหนึ่ง มันแอบมันคิดอะไรไปไกล กว่าเป็นเพื่อนกัน

that a friend, that secretly thinks of far more than being friends.



ช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย

You really don't know what is it,

ในความคุ้นเคยกันอยู่ มันแฝงอะไรบางอย่างที่มากกว่านั้น

in the familiarity we're in, it obscured something that's more than what there is.

ช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย

You really don't know what is it,

ว่าเพื่อนคนหนึ่ง มันแอบมันคิดอะไรไปไกล กว่าเป็นเพื่อนกัน

that a friend, that secretly thinks of far more than being friends.

มันคิดอะไรไปไกล กว่าเป็นเพื่อนกัน

I secretly think of far more than being friends.


 

ขอให้ผู้สร้างภาพยนตร์มาอ่าน เม้นต์ในblog นี้กันหน่อยนะ

รับรองได้เพื่อนสนิท 2...อีกแน่แท้

 

ผมมีเรื่องจะเล่าให้ฟัง...

เป็นเรื่องสมมติครับ อย่าจริงจัง

พี่เฟิร์นอย่าว่าผมนะครับ ที่มาเขียนอะไรไร้สาระ...

 

ผมแอบชอบเพื่อนคนนึงตอนอยู่ป.4 ตอนที่ตัวเองอายุ 9 ขวบ
เป็นเหมือนที่ใครหลายๆคนเรียกมันว่า Puppy Love
เรารู้จักกันครั้งแรกในหน้าร้อนของปีนั้น เมื่อเธอย้ายมาจากโรงเรียนอื่น
และยังไม่ทันที่เราจะเป็นเพื่อนสนิท ผมก็แอบคิดไปไกลกว่าเป็นเพื่อนกันไปแล้ว

ผมชอบเธอแบบที่เด็กผู้ชายวัยนั้นจะพึงมีต่อเด็กผู้หญิงที่เป็นเพื่อนกัน
เรื่องที่ผมชอบเธอ เพื่อนๆรู้กันทั้งห้อง หรืออาจจะรู้กันทั้งระดับเลยด้วยมั้ง

เวลาที่โดนเพื่อนๆ ล้อ ผมก็ได้แต่เขิน หน้าแดง แล้วก็ไล่เตะ ไล่ต่อยไอ้คนที่ล้อไปตามประสา
และก็มักจะโดนเพื่อนๆแกล้งอยู่เสมอๆ
โดนผลักให้เซเข้าไปชน ยามที่เธอบังเอิญยืนอยู่ใกล้ๆ
โดนตะโกนแซวดังๆ ยามที่เธอเดินมาแถวๆนั้น
หรือโดนเอามาล้อ ยามที่พวกมันไม่มีอะไรจะเล่นกัน

ผมก็เหมือนเด็กผู้ชายวัยนั้นทั่วไป ที่ต้องทำปากแข็งยามเมื่อตัวเองโดนล้อว่าเป็นแฟน
กับเด็กผู้หญิงคนไหน
แต่ไม่ว่าจะปากแข็งแค่ไหน ใครๆเขาก็รู้กันอยู่ดีว่าผมแอบชอบเธอคนนี้

อ่านเรื่องฝั่งผมมานานแล้ว ลองข้ามไปฝั่งเธอดูบ้าง....

เธอเป็นเด็กผู้หญิงเรียบร้อย ขาว หมวย ตาเล็กๆ มีลักยิ้มทั้ง 2 ข้างแต้มอยู่บนแก้มใส
และทำให้โลกสดใสทุกครั้งเมื่อเธอยิ้ม

ผมไม่รู้หรอกว่าเธอชอบผมมั้ย ไม่มีใครรู้หรอก ขนาดผู้ใหญ่อายุมากๆ หลายๆคน
ยังไม่รู้เลยว่าคนที่ตัวเองจีบอยู่ เขาจะชอบตอบมั้ย
แล้วจะไปนับประสาอะไรกับเด็กผู้ชายวัยเท่านั้น
คุณว่าจริงมั้ย?

เธอเองมีคนชอบอยู่หลายคน เพื่อนซี้ในแก๊งค์ผมคนนึงก็เป็น 1 ในนั้น
ผมสนิทกับไอ้หมอนี่มาก
เราคุยถูกคอกันในทุกๆเรื่อง เล่นซนแผลงๆร่วมกันกันในทุกๆอย่าง
และรวมไปถึงการชอบผู้หญิงคนเดียวกัน

เราเรียนห้องเดียวกันมาตลอดตั้งแต่ป.4 ผมมีกิจกรรมที่ทำร่วมกับเธอหลายอย่าง
ไม่ว่าจะถือพานคู่กันในวันสำคัญต่างๆของโรงเรียน
เชิญธงชาติขึ้นเสาด้วยกันทุกเช้าในฐานะประธานนักเรียน และรองประธาน
เป็นตัวแทนของห้องร่วมกันในกิจกรรมนู้นกิจกรรมนี้ ในฐานะหัวหน้าห้อง และรองหัวหน้าห้อง

โต๊ะประจำของผมในห้องเรียนอยู่ห่างจากโต๊ะที่เธอนั่งมาก เพราะในห้อง
เราแบ่งฝั่งกันนั่งระหว่างเด็กผู้หญิง กับเด็กผู้ชาย
แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา ผมมักจะพาตัวเองไปปรากฎตัวใกล้ๆโต๊ะที่เธอนั่งเสมอๆ
ไม่ว่าจะเดินผ่าน ทำเป็นไปคุยกะเพื่อนหญิงห้าวๆ ที่นั่งโต๊ะใกล้เธอ
หรือแม้แต่ทำทีไปปรึกษาเรื่องการจัดเวรทำความสะอาด ในฐานะหัวหน้าห้อง
ปัญหาอย่างเดียวของผมคือการจะทำตัวยังไงไม่ให้โดนเพื่อนตะโกนล้อตอนที่ไปโผล่
ใกล้ๆโต๊ะเธอ
และผมมักจะแก้มันไม่ตกซักที...

คุณอาจจะสงสัยว่า แล้วเธอหละปฎิบัติตอบผมยังไง...
ก็เหมือนเพื่อนผู้ชายทั่วไปครับ คุยกัน หยอกล้อกัน
เล่นซุกซนด้วยกันเหมือนเพื่อนคนอื่นๆ อาจจะดูเหมือนสนิทกว่าคนอื่นหน่อย
ไม่รู้ซิผมอาจจะคิดไปเองก็ได้มั้ง
และก็อย่างที่บอก เวลาเราทำอะไรอยู่ด้วยกัน แล้วพวกเพื่อนตัวแสบมาเห็น
ก็จะโดนแซวเหมือนทุกๆครั้ง เธอก็ได้แต่เขิน แล้วก็ปลีกตัวหนีไปทุกครั้ง
ส่วนผมก็ต้องหันไปไล่เตะไล่ต่อยพวกมันเหมือนเดิม

แต่นั่นมันเป็นเรื่องของที่โรงเรียน นอกเวลาเรียน เราแทบไม่ได้ติดต่อกันเลย
ไม่มีเด็กผู้ชายคนไหนกล้าโทรไปหาเธอที่บ้าน
เพราะพ่อของเธอจะกระแทกหูโทรศัพท์ลงทุกครั้ง เมื่อมีผู้ชายโทรไปหาเธอ
เราไปโรงเรียนตอนเช้า และกลับบ้านตอนเย็น โดยรถโรงเรียนคนละคัน
นั่นทำให้เราไม่มีทางจะได้เจอกันนอกเวลาเรียนในวันที่มีเรียน
เรื่องไปเที่ยวที่ไหนด้วยกันในวันหยุดนะเหรอ?
นี่มันเป็นเรื่องของเด็กประถมเมื่อ 20 ปีก่อนนะ
แทบไม่มีเด็กประถมคนไหนได้ออกไปเที่ยวนอกบ้านกันเองตามลำพังหรอก

วันเวลาวิ่งผ่านไปเรื่อยๆ พร้อมๆกับที่ผมก็ชอบเธอมากขึ้นเรื่อยๆ
มันไม่ใช่การแอบชอบแล้ว เพราะไม่ว่าใคร รวมถึงตัวเธอเองก็รู้ว่าผมชอบเธอ
และไม่ว่าใครๆ ก็รู้อีกเช่นกัน ว่าเพื่อนซี้ของผมคนนั้น ก็ชอบเธอ
ที่สำคัญคือเริ่มมี Sign อะไรหลายๆอย่าง ที่ทำให้คนอื่นๆ รู้สึกว่า
เธอก็เริ่มจะชอบๆเพื่อนผมคนนั้นด้วยเหมือนกัน
ดูแล้วก็จะคงมีแต่ผมคนเดียว ที่ทำตัวเหมือนไม่รับรู้อะไร

จุดสิ้นสุดของความรักครั้งแรกของผม เกิดขึ้นในวันสุดท้ายของชีวิตนักเรียนประถม
วันนั้นเป็นวันที่โรงเรียนจัดงานเลี้ยงฉลองจบการศึกษา
ผมพกกล้องถ่ายรูปไปจากบ้าน ตั้งใจเต็มที่ว่าการถ่ายรูปครั้งแรกในชีวิตของผม
จะเก็บภาพของเธอกลับบ้านมาให้มากที่สุด
หลังงานเลี้ยงในช่วงเช้าจบลง ระหว่างที่เด็กๆ ทุกคนแยกย้ายกันไปหามุมถ่ายรูป
เพื่อเก็บเป็นที่ระลึกของช่วงชีวิตวัยเยาว์
ผมหาเธอไม่เจอ เดินวนจนทั่ว และท้อ จู่ๆเพื่อนคนนึงก็เดินมาบอกว่า
เธอกำลังนั่งคุยกับเพื่อนซี้ของผมอยู่ตามลำพังในห้องสมุด
และเอ่ยปากบอกผมต่ออย่างเกรงๆว่า "กูว่ามึงไม่เข้าไปดูจะดีกว่านะ"

ผมตัดสินใจเดินไปที่ห้องสมุด มีคนอยู่ในนั้น 3 คน 1 ในนั้นเป็นบรรณารักษ์ห้องสมุด
ที่เหลืออีก 2 คน คุณคงพอเดาได้นะว่าเป็นใคร
ใคร 2 คนนั้นนั่งคู่กันอยู่ในห้องสมุด คุยกันอย่างสนุกสนาน ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
และเสียงหัวเราะที่ดังเป็นระยะๆ ดูสนิทสนมกันมากๆ
มากกว่าที่ผมเคยเห็นเธอเป็นกับเด็กผู้ชายคนไหน

ผมเดินออกไปจากหน้าห้องสมุด เดินไปนั่งรอบนรถโรงเรียนเพื่อรอเวลากลับบ้านเพียงคนเดียว
และบนที่นั่งของรถโรงเรียน ผมก็ได้เริ่มต้นทำความรู้จักกับคำว่าอกหักเป็นครั้งแรกในชีวิต.....


เขียนมาซะยาว ถ้าคุณคิดว่าเรื่องของผมกับเธอจบแล้ว คุณกำลังคิดผิด

แล้วไว้ผมจะมาเล่าต่อนะ....

 

           ช่วงนี้ยุ่งมากเลยเพิ่งมีเวลาเข้ามาอ่าน เรื่องนี้สนุกมากจริงๆแหมเป็นความรักที่โรแมนติกมากนะคะ สำหรับเด็กป.4 อย่างคุณน้อง ทุกอย่างเป็นความประทับใจที่เป็นสิ่งสวยงาม ควรจะรักษาไว้ บางทีการที่ได้รักใครซักคน ถึงแม้ว่าเค้าจะรู้หรือไม่รู้ ก็ยังดีกว่าไม่ได้รักเนอะ

แล้วจะรอติดตามอ่านตอนต่อไปค่ะ

 

ทำไรกันอยู่อ้ะ...

 

หวัดดี...  เราชื่อ ดา - กาน -ดา

 

 

 

 

 

ผมเล่าไปถึงไหนแล้วนะ อ้อ วันสุดท้ายของชีวิตนักเรียนประถม และวันแรกที่ผมได้รู้ว่า
เธอไม่ชอบใช่มั้ย...

มัธยมต้น เราแยกย้ายกันไปเรียนคนละโรงเรียน เธอเรียนโรงเรียนหญิงล้วนแถวบ้าน
ส่วนผมไปเรียนโรงเรียนชายล้วนแถวๆสะพานพุทธ
เราได้ติดต่อกันครั้งหรือ 2 ครั้ง ทางจดหมาย
ยุคนั้นยังไม่มี Internet ยังไม่มีมือถือ มีแต่โทรศัพท์บ้าน และจดหมาย
อย่างที่บอกไปแล้ว ไม่มีใครกล้าโทรไปหาเธอที่บ้านหรอก
เราจดหมายหากันครั้งหรือ 2 ครั้ง แล้วก็เลิกรากันไป
ผมพยายามตัดใจ และพอดีกับที่กำลังสนุกกับชีวิตใหม่ เพื่อนใหม่ๆ ด้วย
มันก็เลยทำได้ไม่ยากเท่าไหร่ แต่จะบอกให้ก็ได้ว่า ผมไม่เคยลืมเธอหรอกนะ

เวลาผ่านไปอีก 3 ปี ผมขึ้นมาอยู่ม.3 ชีวิตก็เหมือนเด็กวัยรุ่นโรงเรียนชายล้วน
ในยุคนั้นทั่วไป คือไม่มีแฟน และหาโอกาสจะมีแฟนยากเต็มที
เพราะไม่รู้จะหาเวลาตอนไหนไปเจอสาว เลิกเรียนก็เอาแต่เตะบอล
วันหยุดก็เตะบอล ไม่ก็นัดกับเพื่อนเป็นโขยง ยกกันไปดูหนังที่สกาล่า
แมคเคนน่า หรือสยาม ดูจบเดินเล่นสยามแป๊บๆแล้วก็กลับบ้าน

ยุคที่การเรียนพิเศษตามสถาบันต่างๆ ยังไม่เพื่องฟูเหมือนสมัยนี้
ยุคที่เด็กนักเรียน โดยเฉพาะโรงเรียนผม ไม่ได้ไปเดินเตร็ดเตร่ตามห้าง
ในตอนเลิกเรียน หรือในวันหยุดเหมือนสมัยนี้
ยุคนั้นคุณจะหาแฟนได้ยังไง มันยากจริงๆนะ

เย็นวันนึง ระหว่างนั่งรถเมล์กลับบ้าน วันนั้นตรงกับวันเกิดของเธอ
ถึงเราจะไม่ได้ติดต่อกันมานาน แต่ผมก็ไม่เคยลืมวันเกิดของเธอเลย
เพียงแต่เราไม่ได้ติดต่อกันแล้ว ผมก็เลยได้แต่ส่งความสุขในวันเกิด
ถึงเธอในใจคนเดียวทุกปี แต่ปีนั้น วินาทีนั้น ผมกำลังเกิดความคิดอะไรบางอย่าง
พอลงจากรถเมล์ ผมตัดสินใจเด็ดขาดที่จะโทรศัพท์ไปหาเธอที่บ้าน
เป็นการโทรหาเธอครั้งแรกในรอบหลายปี หลังจากครั้งล่าสุด ผมก็เป็นอีกคน
ที่โดนพ่อเธอตวาดใส่มาทางโทรศัพท์ และไม่กล้าคิดที่จะโทรไปอีก
โทรไปแม่เธอรับสาย ไม่ค่อยเข้าทีแต่ก็ดีกว่าเจอพ่อ
แม่เธอทำเสียงไม่ค่อยพอใจนัก แต่ก็ยอมให้เธอมาคุยได้
พอเธอรู้ว่าเป็นผม เสียงเธอดูร่าเริงแล้วก็ดีใจ
พอผมอวยพรวันเกิดให้เธอ เธอยิ่งดีใจใหญ่
เราคุยกันได้แป๊บนึง ก่อนจะวางหูโทรศัพท์ในวันนั้น
เธอบอกผมว่า แปลกใจแต่ก็ดีใจมากที่ผมโทรมา ตอนแรกเธอนึกว่าเป็นไอ้หมอนั่นโทรมา
ผมสงสัยว่าใคร เธอก็เลยบอกว่าก็เพื่อนซี้ผมนั่นแหละ
เธอกับมันสนิทๆกันอยู่ได้ระยะนึง แต่พอขึ้นมัธยมมันค่อนข้างเละเทะ
เกกมะเหรกเกเร แล้วก็ชอบโทรไปกวนที่บ้านเธอบ่อยๆ
จนสุดท้ายก็เลิกคบกัน แต่มันก็ยังชอบโทรไปอยู่เรื่อยๆ จนที่บ้านเค้ารำคาญ
เธอทิ้งท้ายกับผมว่า เขียนจดหมายมาคุยกันบ้างนะ...

หลังจากวันนั้นเรา 2 คนกลับมาติดต่อกันอีก เราจดหมายหากันต่อเนื่องตลอดเวลา
เขียนหากันเดือนละไม่ต่ำกว่า 20 ฉบับ บางเดือนเกือบ 40 ฉบับ
เพราะมันเป็นแค่ทางเลือกเดียวที่จะติดต่อกัน ของเพื่อนต่างเพศ 2 คนในยุคนั้น
โดยเฉพาะฝั่งนึงเป็นเด็กผู้หญิงที่เรียบร้อยและบ้านเข้มงวดเป็นพิเศษ

ผมกลับมาคบกับเธอแบบเพื่อน แบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อนตั้งแต่รู้จักเธอ
เพราะตลอดมาที่รู้จักเธอ ผมก็ชอบเธอมากเกินกว่าเพื่อนมาตลอด
ตอนนี้เรากลับมาเป็นเพื่อนกัน เราคุยกันทางจดหมาย
เรารับรู้ความรู้สึกของกันและกันผ่านตัวหนังสือ เราเศร้าด้วยกัน สุขด้วยกัน
ดีใจ เสียใจ ด้วยกัน...

ไม่มีเรื่องอะไรที่เกิดขึ้นระหว่างเรา 2 คนที่อีกคนนึงจะไม่รู้
เพราะเราเล่าให้กันฟังในทุกเรื่อง จะเพื่อขอคำปรึกษา หรือเล่าให้ฟังเฉยๆ
อะไรก็ได้....

ผมติดต่อกับเธออย่างนี้ในตลอดชีวิตมัธยมที่เหลือ
ติดต่อกันด้วยความเป็นเพื่อนอย่างที่บอก

แต่คุณคิดว่าผมรู้สึกอย่างนั้นจริงๆเหรอ....?

...ไม่ใช่หรอก ผมก็ยังเป็นเหมือนที่เป็นตั้งแต่ครั้งแรกในชีวิตที่ได้พบเธอ
คือชอบเธอ....
ก็ได้แต่เก็บความรู้สึกนั้นเอาไว้ เก็บไว้ลึกกว่าที่มันเคยเป็น
เก็บเพราะมันเคยผิดหวังมาแล้วครั้งนึง และไม่มั่นใจว่าควรจะทำยังไงกับความรู้สึกนั้น
และผมก็เลือกที่จะไม่บอกเธอ เลือกที่จะแสดงออกกับเธอแบบคนที่เป็นเพื่อนกัน
เพราะอย่างน้อยการที่ได้กลับมาพูดได้คุยกับเธออีกครั้ง แม้จะแค่ทางจดหมาย
แค่นี้ผมก็มีความสุขแล้ว

เราคบกันอย่างนี้มาตลอด นอกจากจดหมายหากัน
ยังมีการ์ดและของขวัญให้กันในวันพิเศษของกันและกัน
วันขึ้นปีใหม่ วันเกิด คริสต์มาส หรือแม้แต่วาเลนไทน์
ทำเหมือนคนที่เป็นแฟนกัน แต่ผมบอกกับตัวเองเสมอว่ามันไม่ใช่หรอก
เราเป็นแค่เพื่อนกันเท่านั้น

เมื่อจบมัธยมและต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัย เธอเอ็นติดที่เกษตร
ส่วนผมชีวิตเหลวเป๋วจนเอ็นไม่ติดที่ไหนเลย
และต้องไปเรียนที่ม.รังสิต

เมื่อเข้ามหาลัย ชีวิตเธอดูผ่อนคลายมากขึ้น ที่บ้านเธอเริ่มอนุญาตให้คุยโทรศัพท์
กับเพื่อนชายได้ แน่นอนผมเป็นคนแรกที่โทรหาเธอทันที
แต่ด้วยความที่ตัวเองต้องไปอยู่หอ ไม่มีโทรศัพท์
ทำให้ผมลำบากที่จะโทรหาเธอ ทุกคืนผมต้องแลกเหรียญบาทเป็นกำๆ
เดินออกจากหอไปไกลเป็นกิโลๆ เพื่อหาตู้โทรศัพท์ที่เงียบที่สุด เปลี่ยวที่สุด
เพียงเพื่อจะสามารถโทรหาเธอได้นานพอ โดยไม่มีใครมายืนต่อคิว
บางวันถ้าโชคดี ผมจะได้คุยกับเธอเป็นชั่วโมงๆ
แต่ถ้าวันไหนโชคร้าย เพิ่งหยอดเหรียญลงไปได้แค่ 2-3 เหรียญ แล้วมีคนมาต่อคิว
ผมเองก็จะต้องเป็นฝ่ายขอวางสายไปก่อน เพราะไม่ชอบให้ใครมายืนรอเรานานๆ
ก่อนจะรีบโทรกลับไปหลังจากที่คนๆนั้นโทรเสร็จ
บางวันก็ได้คุยแค่ไม่กี่นาที เพราะคนรอคิวเยอะ และเธอต้องเข้านอนเร็ว

เมื่อได้โทรคุยกันบ่อยๆ ทำให้ทั้งผมและเธออยากที่จะนัดเจอกัน
เราต่างอยากที่จะพบหน้ากัน แต่ต่างก็รู้สึกขัดเขินเพราะเราเหมือนเป็น Penfriend
ที่ติดต่อกันทางจดหมายโดยไม่เคยเจอหน้ากันมาก่อน
ต่างกันตรงที่เราเคยเจอกันมาก่อน แต่นั่นมันก็นานมาแล้ว

ผมจบเรื่องเอาไว้ตรงนี้ก่อน เดี๋ยวมันจะยาวเกินไป

แล้วจะมาเล่าต่ออีก....

 

พิธีมอบรางวัลเกียรติคุณทางการแสดงครั้งที่ 3/2548 สนับสนุนและอนุเคราะห์โดย หอภาพยนตร์แห่งชาติ กรมศิลปากรวันศุกร์ ที่ 25 ส.ค. 2549 ณ โรงภาพยนตร์ หอภาพยนตร์แห่งชาติ ท่าวาสุกรี รางวัลเกียรติคุณสดุดีนักแสดงหญิงยอดเยี่ยมในบทนำ ได้แก่ ลลนา สุลาวัลย์ จาก"วัยอลวน 4  ตั้ม-โอ๋ รีเทิร์น"

 

ซึ้งจังเลยค่ะ.. พี่ขา

ทรายชอบมากๆเลย.. แอร๊ยยยยยยยสสสสสส์

 

 

 

 

เธอเรียนอยู่เกษตร ทุกเช้าจะนั่งรถเมล์มาต่อรถไฟที่หัวลำโพงเพื่อไปเรียน
ส่วนผมเรียนอยู่รังสิต ปกติจะนั่งรถไฟมาหอในคืนวันอาทิตย์ และกลับบ้านทางรถเมล์บ้าง
รถไฟบ้าง ในเย็นวันศุกร์

หลังจากที่คุยกันว่าอยากเจอกัน เราเลยนัดแนะจะมาเจอกันในเช้าวันจันทร์ที่หัวลำโพง
คงไม่ต้องบอกว่าผมตื่นเต้นมากขนาดไหน คืนนั้นนอนไม่หลับเลย
ดีใจมากๆที่จะได้เจอเธออีกครั้ง หลังจากไม่ได้เจอกันมานานเหลือเกิน

วันนั้นเราพบกันตอนเช้าตรู่ที่หัวลำโพง เธอแทบจะไม่เปลี่ยนไปจากที่ผมเคยรู้จัก
สูงขึ้นนิดหน่อย หน้าตาน่ารักขึ้นมาก ส่วนผมเธอบอกว่ากระเซอะกระเซิง
และสูงขึ้นมากจนจำแทบไม่ได้

วันนั้นเรานั่งรถไฟไปเรียนด้วยกัน นั่งคุยกันสนุกสนาน ความขัดเขินมีแค่นาทีแรกๆที่ได้เห็นหน้า
แล้วไม่นานก็ต่อกันติด
ส่วนหนึ่งอาจจะเพราะเราเคยรู้จักกันมาก่อนแล้ว และเราก็คุยกันมาตลอด 4 ปีหลัง
ทางจดหมาย

หลังจากวันนั้นเรานัดเจอกันบ่อยครั้งขึ้น เช้าวันจันทร์นัดเจอกันที่หัวลำโพง เย็นวันศุกร์ผมเลิกเรียนปุ๊บ
ก็จะรีบตาลีตาเหลือกจับรถเมล์บึ่งไปหาเธอที่เกษตรเพื่อรับเธอกลับบ้าน
เรานั่งรถเมล์กลับบ้านด้วยกัน บ้านเราอยู่ทางเดียวกัน
บ้านเธอถึงก่อน เธอลงก่อน ส่วนผมยังต้องไปอีกไกล

หลังจากนั้นผมก็ไม่ไหว เจอแค่นั้นมันน้อยเหลือเกิน เพราะผมคิดถึงเธอแทบจะทุกวินาที
ผมเพิ่มรอบเย็นวันพุธมารับเธอที่เกษตรเพื่อกลับบ้าน โดยหลอกเธอว่าผมจะกลับบ้านเหมือนกัน
เพราะถ้าแค่มารับเธอไปส่งบ้านเฉยๆ แล้วตัวเองต้องย้อนกลับไปมหาลัย เธอจะไม่ยอม
พอนั่งรถมาส่งเธอจนถึงบ้าน ส่งเสร็จแล้วผมก็รีบจับรถเมล์ย้อนกลับไปหัวลำโพง
เพื่อไปนั่งรถไฟเที่ยวค่ำกลับหอ เพราะขี้เกียจกลับบ้านที่ต้องไปอีกไกล
ลำบากชิบหาย แต่ก็มีความสุขเหลือเกิน
อย่างที่บอก ทุกครั้งที่คุยโทรศัพท์กัน ทุกครั้งที่เจอกัน ผมทำตัวเหมือนเป็นเพื่อนคนนึง
ไม่เคยพูดคุยในทำนองจีบเธอ ไม่เคยคุยอะไรทำนองนั้นเลย

เวลาผ่านไปซักพัก เธอเล่าให้ผมฟังว่ามีเพื่อนที่คณะมาจีบเธอ เดินมาส่งเธอที่สถานทีรถไฟบางเขนทุกวัน
ยกเว้นแต่วันที่ผมมารับ
ผมฟังแล้วก็ทำหัวเราะขำๆ ไปตามเรื่อง แล้วก็เฉไฉเปลี่ยนเรื่องพูดไปเป็นเรื่องอื่น
หลังจากนั้นเธอก็มักจะมีเรื่องของเพื่อนคนนั้นมาเล่าให้ฟังอยู่บ่อยๆ
และผมก็รับฟังอย่างเฉยๆ เหมือนเดิมทุกครั้งไป
ช่วงหลังๆ เวลาผมไปรับเธอ ผมมักจะเจอเธอรอผมอยู่กับหมอนั่น พอเจอผม หมอนั่นก็จะปลีกตัวกลับไป
แล้วผมก็กลับบ้านกับเธอ โดยไม่พูดถึงเรื่องของหมอนั่นอีกเลย
บางครั้ง เวลาผมแวะไปมหาลัยเธอ เจอเพื่อนสมัยมัธยมบางคนที่เรียนอยู่คณะเดียวกับเธอ
มันก็พูดให้ฟังบ่อยๆว่าตอนอยู่มหาลัย เธอมักจะไปนั่งกินข้าวกับหมอนั่นอยู่บ่อยๆ
ผมฟังแล้วก็ได้แต่เงียบ...

ผมจะบอกให้ว่าผมรู้สึกยังไง ผมรู้สึกแย่มาก รู้สึกไม่ดีเลย เจ็บจี๊ดในใจทุกครั้งที่เธอพูดถึงเขา
เวลาเห็นเธออยู่กับเขา ผมเจ็บในใจมากอย่างที่ไม่เคยเป็น และอย่างที่บอกไม่ถูก
แต่ทำไมผมถึงไม่เคยพูดถึงเขา เวลาผมอยู่กับเธอ
ทำไมผมถึงต้องทำเหมือนไม่มีเขาอยู่บนโลกนี้หนะเหรอ?

ก็เพราะผมกลัวไง ผมเคยฝังใจมาตั้งแต่วันนั้น วันสุดท้ายสมัยประถม
ผมฝังใจนับตั้งแต่วันนั้นว่าเธอไม่ชอบผม อาจจะไม่เคยมาก่อนเลยด้วยซ้ำ
การที่เธอกลับมาคบกับผม สนิทกับผม ก็เพราะเราเป็นเพื่อนที่คบกันมายาวนานที่สุดในชีวิต
ของกันและกัน
ที่เธอให้ความสนิทสนมกับผมมากขนาดนี้ ก็เพราะผมเป็นเพื่อนสนิทที่สุดของเธอ
ผมไม่กล้าหรอกที่จะบอกเธอว่า ผมรักเธอ เพราะผมกลัวว่าถ้าผมบอกไปแล้ว
เธอจะคิดว่า การที่เธอให้ความสนิทกับผมมากขนาดนี้ มันทำให้ผมคิดกับเธอไปเกินเพื่อน
และต่อไปเธอไม่ควรจะสนิทกับผมมากขนาดนี้อีก เพื่อไม่ให้ผมเข้าใจผิดว่าเธอก็คิดเหมือนกัน

คุณอาจจะคิดว่าผมไม่เคยรู้สึกเลยเหรอว่าเธอก็รักผมอยู่เหมือนกัน?
เคยซิ... ผู้ชายทุกคนเจอแบบผมก็ต้องคิด
แต่ก็อย่างที่บอก ผมเคยผิดหวังมาแล้ว และไม่กล้าจะคิดเข้าข้างตัวเองอีกแล้ว
ได้แต่บอกกับตัวเองเสมอๆว่า ทุกวันนี้เธอคิดกับเราอย่างเพื่อนสนิท แค่นั้น...

ผมเริ่มโทรไปหาเธอน้อยลง ด้วยสาเหตุหลายๆอย่าง เพราะปัญหาเรื่องตู้โทรศัพท์มักจะไม่ว่าง
นั่นก็เรื่องนึง ตู้โทรศัพท์รอบรัศมีเดิน 2-3 กม.จากหอผม
มักจะเต็มไปด้วยคนตลอดเวลายามค่ำ
ผมเคยถึงขนาดนั่งรถเมล์ไปเป็นสิบๆ ป้ายเพียงเพื่อหาตู้โทรศัพท์ว่างๆ
แล้วก็ต้องผิดหวัง เวลาที่จะคุยกับเธอได้ก็น้อย แค่ช่วง 2 ทุ่ม-4 ทุ่ม ยิ่งทำให้ยากเข้าไปใหญ่
บ้านผมเองก็ไม่มีโทรศัพท์ วันหยุดก็คุยไม่ได้
นัดออกมาเที่ยว ทำบ้าง แต่ก็ได้ไม่บ่อย เพราะถึงบ้านเธอจะคลายความเข้มงวดลง
แต่เรื่องไปเที่ยวในวันหยุด ยังเป็นเรื่องที่ยากเย็นอยู่
อย่าลืมอีกครั้งว่านี่เป็นเรื่องของเด็กวัยรุ่นเมื่อ 15 ปีก่อน
ยุคที่การออกมาเที่ยวนอกบ้านในวันหยุด ยังไม่เป็นเรื่องธรรมดาสามัญเหมือนตอนนี้

หลังๆ เวลาผมไปหาเธอ เธอมักจะให้ผมเปลี่ยนไปรอที่ป้ายรถเมล์หน้ามหาลัย
ไม่ต้องเข้ามาหาที่คณะเหมือนเดิม
หนักๆเข้า บางวันก็บอกว่าไม่ต้องมาหาเลย ผมเริ่มรู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่างที่เปลี่ยนไป
แต่ก็ได้แต่รับฟังอย่างเงียบๆ นั่นทำให้ผมเริ่มโทรหาเธอน้อยลง และได้เจอกันน้อยลง
จนสุดท้ายก็แทบจะไม่ได้เจอกันอีกเลย เพราะเธอเริ่มไม่ให้โอกาสผมที่จะได้เจอกับเธอเลย
บางครั้งผมต้องทำตัวมั่วนิ่ม โดยการนั่งรถไปดักที่สถานีรถไฟตั้งแต่เช้า
แล้วไปยืนหลบมุมรอเธอ เมื่อเห็นเธอก็จะแกล้งทำเป็นบังเอิญมาเจอ
ก่อนที่จะนั่งรถไปมหาลัยด้วยกัน แค่นี้ก็พอจะทำให้หัวใจกลับมาชุ่มชื่นได้นิดๆหน่อยๆ

เราคุยกันน้อยลง เจอกันน้อยลง และห่างกันมากขึ้นเรื่อยๆ
สุดท้ายก็แทบจะถึงขั้นที่ไม่ได้คุยไม่ได้เจอกันเลย
เวลาผ่านไปอีกหลายเดือน ตอนนั้นผมอยู่ปี 2 ปลายๆ เหงา ซึมเศร้า ปล่อยตัว ผมยาวกระเซอะกระเซิง เมาแทบทุกคืน

คืนนึงของวันอาทิตย์ ผมนั่งเล่นกีตาร์ที่กำลังหัดอย่างงูๆปลาๆ อัดเทปเล่นอยู่กับบ้าน
อยู่ๆก็คิดถึงเธออย่างปัจจุบันทันด่วน และท่วมท้น

ผมยัดเทปที่เตรียมไว้อัดเสียงตัวเองร้องเพลงเข้าเครื่อง กด Rec.แล้วก็นั่งเงียบอยู่นาน
ก่อนที่ความรู้สึกทนไม่ไหวมันจะเอ่อขี้นมาสุดๆ
ผมระบายความในใจทั้งหมดลงเทป พูดจนเทปหมด ต้องเปลี่ยนหน้าเพื่ออัดเพิ่มอีก
ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมรู้สึกกับเธอมาตลอดชีวิตของผม ถูกบันทึกลงในเทปม้วนนั้น
อัดไปเพียงเพื่ออยากระบาย โดยไม่ได้คิดอย่างอื่น

เช้าวันรุ่งขึ้นผมตื่นนอนแต่เช้าเพื่อจะออกไปขึ้นรถไฟ อดไม่ได้ที่จะยัดเทปม้วนนั้นลงในเป้
แล้วสะพายมันนั่งรถออกไปหัวลำโพง
ซื้อตั๋วรถไฟเสร็จแล้ว ใกล้เวลารถจะออก ผมก็เดินขึ้นรถไฟ เตร่ไปหาตู้ว่างๆ เพื่อหาที่นั่ง

แล้วผมก็เจอเธอ นั่งอยู่ตรงนั้น เรามองหน้ากัน แล้วผมก็เดินเข้าไปทรุดตัวลงนั่งข้างๆ
ตลอดทางที่รถไฟแล่น เราพูดคุยกันเหมือนเดิม ไม่มีร่องรอยของคนที่ห่างเหินกันไป
เพราะช่วงหลังๆ เราเหมือนจะทำความเข้าใจกันได้ในระดับนึง ว่ามันคงจะต้องเป็นแบบนี้
ถึงบางเขน เธอกำลังจะลงแล้ว ฉับพลันผมนึกอะไรขึ้นมาทันที รีบเรียกเธอให้รอก่อน
ควานมือลงไปในเป้ หยิบเทปม้วนนั้นออกมา แล้วจับมันยัดใส่มือของเธอ
โดยไม่มีคำพูดอะไรบอกฝากไปด้วย

ผมนั่งรถไฟต่อเพื่อไปมหาลัย นั่งคิดว่าเราให้เทปเธอไปทำไม แล้วก็สรุปได้ว่า
เรื่องของผมกับเธอมันคงจบลงแค่นี้ จบแบบตลกๆ เลิกคบกันโดยที่ต่างฝ่ายต่างก็ไม่รู้เลยว่า
ที่ผ่านมาเราเป็นอะไรของกันและกัน เราคบกันในสถานภาพแบบไหน
เลิกคบกันแบบแฟนทั้งๆที่ไม่เคยบอกกันเองเลย ว่าเราเป็นแฟนกัน
ทั้งๆที่พฤติกรรมทุกอย่างมันเหมือนคนที่เป็นแฟนกัน
ฟังดูคุ้นๆ เหมือนเรื่องของดารายุคนี้มั้ย....

ไหนๆเรื่องที่ดำเนินมายาวนานขนาดนี้มันจะจบแล้ว ผมก็อยากจะให้มันจบแบบไม่ค้างคา
อยากจะให้เธอได้รู้ ว่าผมรู้สึกกับเธออย่างไรมาตลอดชีวิต

เทปม้วนนั้นคงจัดการแทนผมได้....

 

 

 

สนุกมาก

อยากรู้ว่าตอนสี่จะเป็นไงคะ

เศร้าจังเรื่องแบบนี้มักเกิดขึ้นกับเราเสมอ...

ไม่มีอะไรลงตัวเลย

 

 

 

ตอนจบ มันเศร้าเกินไปครับ...

ผมจึงขอหยุดเล่าเพียงเท่านี้...

 

 

 

 

 

 

 

 

ด้วยมิตรภาพ

wind of love

 

 

 

 

 

มันเป็นประจำตรงสี่แยกนี้ ที่รถมันติดเหลือเกิน แต่ใครๆก็คงต้องผ่าน

บังเอิญวันนั้นได้เหลือบไปเห็น แววตาของเด็กน้อยนั่งมองเหม่อ อยู่ริมข้างฟุตบาท

เลยสะกิดใจ ค่อนข้างห่วง เขาเป็นอะไร จึงได้ทักไป

ให้ช่วยไหม ได้ฟังเขาตอบ น่าแปลกใจ

band.gif

ก็อยากให้ไฟแดงนานกว่านี้หน่อย

เผื่อว่าจะได้ขายมาลัยให้หมด

ถ้าหากว่าวันนี้มีไฟเขียวบ่อย ก็คงขาดทุน

ไม่มีใครอยากซื้อมะลิบานๆ

และทุกวันนี้ต้องผ่านทางนั้น ที่รถมันติดเหลือเกิน แต่ตัวฉันไม่เคยจะเบื่อ

เพราะฉันนึกถึงคำตอบเด็กน้อย ที่คอยเตือนใจฉันให้รู้สึก ให้นึกถึงคนอื่น

ลองเอาใจเขา เข้ามาใส่หัวใจสักที โลกในแง่ดี

มีความหมาย ให้ฉันได้เปลี่ยน เปลี่ยนความคิด

band.gif

ก็อยากให้ไฟแดงนานกว่านี้หน่อย

เผื่อว่าจะได้ขายมาลัยให้หมด

ถ้าหากว่าวันนี้มีไฟเขียวบ่อย ก็คงขาดทุน

ไม่มีใครอยากซื้อมะลิบานๆ

band.gif

ก็อยากให้ไฟแดงนานกว่านี้หน่อย

เผื่อว่าจะได้ขายมาลัยให้หมด

ถ้าหากว่าวันนี้มีไฟเขียวบ่อย ก็คงขาดทุน

ไม่มีใครอยากซื้อมะลิบานๆ

ก็อยากให้ไฟแดงนานกว่านี้หน่อย

เผื่อว่าจะได้ขายมาลัยให้หมด

ถ้าหากว่าวันนี้มีไฟเขียวบ่อย ก็คงขาดทุน

ไม่มีใครอยากซื้อมะลิบานๆ





laugh.gif 



 

 

 

โอ้มาเถิดหนา กระไรแม่มา
โอ้มาเถิดหนา กระไรแม่มา
เร็วเร็วอย่าช้า เลยนะแม่หน้านวลใย
คนไหนถ้านึกสนุก ลุกขึ้นขยับ ขยับ
ขยับขยับขยับ เข้ามาไวไว
ตั้งวงกันไว้ตรงหน้า จะให้เอกชัยลา
ไปหรืออย่างไร ผมมาหลายคน
กับนักดนตรีเพื่อนบ้าน แฟนแฟนอย่านึกรำคาญ
กันเลยสายใจ พี่มายืนรอ
อยู่ที่ข้างรั้ว เลยให้เพื่อน มันโผล่หัว
ไปดูข้างใน จงเข้าไปดู
ว่าเขาอยู่หรือเปล่า ถ้าได้ยินหมาเห่า
ให้รีบออกมาไวไว น้องสาวจ๋า
ดูหมาให้พี่ด้วย อย่าปล่อยให้หมามันกัด.. ขา
ของพี่ได้ ของพี่ได้
อีเขียวก็แง่ง หรือว่าอีแดงก็รีบ
พี่เลยเอาไม่ทิ่ม.. ตา หมามันไป หมามันไป
แหมหมาของเธอ มันช่างดุเสียจริงด้วย
มันชอบกัดแต่ปลาย.. ขา ของพวกผู้ชาย
พวกผู้ชาย พี่ก็ซวย เอ๋ยเพื่อนก็ซวย
ต่างถูกหมากัด.. ป่วย จนเดินไม่ไหว
จนเดินไม่ไหว สงสารเพื่อนมันป่วย
มันยืนเอามือกุม.. ขา บอกว่าแทบเป็นไข้
โอ้มาเถิดหนา กระไรแม่มา
โอ้มาเถิดหนา กระไรแม่มา
เร็วเร็วอย่าช้า เลยนะแม่หน้านวลใย
คนไหนถ้านึกสนุก ลุกขึ้นขยับ ขยับ
ขยับขยับขยับ เข้ามาไวไว
บ้านพี่นั้นอยู่สุพรรณ บ้านจอมขวัญ อยู่เมืองเพชร
บ้านพี่นั้นอยู่สุพรรณ บ้านจอมขวัญ อยู่เมืองเพชร
แล้วพี่อุตสาห์มา.. เยี่ยม เธอรู้ไหม เธอรู้ไหม
อุตสาห์มาเยี่ยม พี่มาจากราชบุรี
แล้วอยากจะมาดู.. หน้า ว่าใหญ่แค่ไหน
ว่าใหญ่แค่ไหน พี่มาเยี่ยมเยือน
จนถึงเรือนถึงบ้าน น้องสาวอย่านึกรำคาญ
พี่เอกชัย ตั้งแต่วันนั้น ตัวฉันก็เลยเก็บ
ก็เลยไม่ดอดไป.. เยี่ยม เธออีกต่อไป
โอ้มาเถิดหนา กระไรแม่มา
โอ้มาเถิดหนา กระไรแม่มา
เร็วเร็วอย่าช้า เลยนะแม่หน้านวลใย
คนไหนถ้านึกสนุก ลุกขึ้นขยับ ขยับ
ขยับขยับขยับ เข้ามาไวไว
โอ้มาเถิดหนา กระไรแม่มา
โอ้มาเถิดหนา กระไรแม่มา
เร็วเร็วอย่าช้า เลยนะแม่หน้านวลใย
คนไหนถ้านึกสนุก ลุกขึ้นขยับ ขยับ
ขยับขยับขยับ เข้ามาไวไว
โอ้มาเถิดหนา กระไรแม่มา
โอ้มาเถิดหนา กระไรแม่มา
เร็วเร็วอย่าช้า เลยนะแม่หน้านวลใย
คนไหนถ้านึกสนุก ลุกขึ้นขยับ ขยับ
ขยับขยับขยับ เข้ามาไวไว
โอ้มาเถิดหนา กระไรแม่มา
โอ้มาเถิดหนา กระไรแม่มา
เร็วเร็วอย่าช้า เลยนะแม่หน้านวลใย
คนไหนถ้านึกสนุก ลุกขึ้นขยับ ขยับ
ขยับขยับขยับ เข้ามาไวไว.

 

 

 

 

หลอกกันเล่นหรือเปล่า หรือว่าว่างจนเกิดเหงาใจ


และพอเหงาเมื่อไหร่ ก็ใช้ให้ฉันเป็นสิ่งแก้เซ็ง


ฉันก็รู้ดีว่าเธอรักใคร


แล้วทำไมเธอถึงมาแกล้งกลับมาให้ความหวัง


ให้ฉันจริงจังจนเกือบเชื่อใจ

หลอกกันเล่นหรือเปล่า หรือว่าคิดเพียงประชดใคร


กลับมาซึ้งทำไม ทั้งที่หัวใจ เธอไม่ซึ้งจริง


แม้ว่าครั้งหนึ่งจะเคยรักเธอ ฉันนี่ไงที่ช้ำมาก่อน


และเคยถูกเธอสอน สอนให้จดให้จำ

ฉันนั้นรักเธอเป็นอย่างที่เคย


ฉันไม่รู้เลย เธอแอบรักใคร


ฉันต้องเสียเธอให้กับเขาไป


ถึงฉันเสียใจก็ไม่แค้นเคือง


โปรดจงไปเสียคงจะดีกว่า


อย่าให้ฉันตรอมใจกว่านี้เลย


อยู่เฉยๆ คงดีกว่าพบกัน

ถ่านไฟที่มันเก่า ขอให้เรื่องเราจบสิ้นกัน


อย่าทำให้ใจสั่น ถึงฉันรู้ดีก็อาจเผลอไป


แล้วถ้าเผลอใจกลับไปรักเธอ อาจทำใจไม่ไหว


แล้วใครล่ะ ใคร ต้องนอนปวดใจ


ต้องยอมเจ็บช้ำจนตาย ก็ฉันคนเดียว

ฉันนั้นรักเธอเป็นอย่างที่เคย


ฉันไม่รู้เลย เธอแอบรักใคร


ฉันต้องเสียเธอให้กับเขาไป


ถึงฉันเสียใจก็ไม่แค้นเคือง


โปรดจงไปเสียคงจะดีกว่า


อย่าให้ฉันตรอมใจกว่านี้เลย


อยู่เฉยๆ คงดีกว่าพบกัน

 

 

 

 



 

 

เด็กน้อยได้ยินเรื่องราว กล่าวขานมานาน

หากใครได้จับหิ่งห้อยมาเก็บเอาไว้ใต้หมอน

นอนคืนนั้นจะฝันดี จะฝันเห็นดวงดาวมากมาย

ฝันเห็นเจ้าชายเจ้าหญิง ฝันแสนสวยงาม

เด็กน้อยนั่งตักคุณยายไต่ถามความจริง

ยายยิ้มกินหมากหนึ่งคำไม่ตอบอะไรส่ายหัว

ใจเด็กน้อยอยากเห็นจริง อยากเห็นดวงดาวมากมาย

อยากเห็นเจ้าชายเจ้าหญิง อยากฝันสวยงาม

หิ่งห้อยนับร้อยนับพัน ส่องแสงระยิบระยับกัน

สว่างไสวไปทั้งต้นลำพู เด็กน้อยแอบออกมา

ไล่คว้าแสงน้อยมาดู ใส่ไว้ในกล่องงามหรู

ซ่อนไว้ใต้หมอน แล้วนอนคอยฝันดี

ตื่นเช้าพอได้ลืมตา มองเห็นคุณยาย

มาแกล้งถามว่าเจอะอะไร สนุกแค่ไหนที่ฝัน

ใจเด็กน้อยจึงทบทวน ไม่ฝันเห็นอะไรมากมาย

รีบค้นเร็วไวใต้หมอนเปิดฝานั้นดู

หิ่งห้อยในกล่องตอนนี้เหมือนหนอนตัวหนึ่ง

ไม่สวยดังซึ่งตอนอยู่ใต้ต้นลำพูส่องแสง

ยายจึงยิ้มแล้วสอนตาม จะมองเห็นความงามที่จริง

อย่าขังความจริงที่เห็น อย่าขังความงาม

หิ่งห้อยนับร้อยนับพัน ส่องแสงระยิบระยับกัน

สว่างไสวไปทั้งต้นลำพู เด็กน้อยถือกล่องออกมา

เปิดฝา แล้วแง้มมองดู

หนอนน้อยในกล่องงามหรูก็เปล่งแสงสุกใสบินไปรวมกัน

เด็กน้อยนอนหลับสบายอมยิ้มละไม

ใต้หมอนไม่มีกล่องอะไร ไม่มีสิ่งใดๆถูกขัง

นอนคืนนั้นจึงฝันดี ฝันเห็นดวงดาวมากมาย

ฝันเห็นเจ้าชายเจ้าหญิง ฝันแสนสวยงาม

ลัล ลัล ลัล ลัล ลัล ลา ลัล ลัล ลัล ลา

















beer.gif 








นอกจากจะได้ซาบซึ้งกับเรื่องราวที่ภาพยนตร์ได้นำเสนอหากแต่เนื้อเรื่องที่ภาพยนตร์เรื่องเพื่อนสนิทถ่ายทอดออกมายังเป็นเรื่องราวที่ไม่ไกลตัวของพวกเราเท่าไรและนี่คือความฉลาดของคนสร้างหนังเรื่องนี้แต่ยังไม่หมดเพียงเท่านั้น บทภาพยนตร์ของเพื่อนสนิทยังมีเสน่ห์ส่งไปถึงตัวละครและการดำเนินเรื่องอีกด้วยการที่เล่าเรื่องแบบตัดสลับไม่ใช่เรื่องง่ายเท่าไรหากแต่ผู้สร้างมีความฉลาดพอที่จะหยิบยกเอา จังหวะ ของเรื่องมาใช้ในการตัดสลับและไม่ทำให้การดำเนินเกิดการสดุดหรือไม่สมเหตุสมผล  เพื่อนสนิทเป็นภาพยนตร์ที่สอนเราได้ดีในเรื่องของความรู้สึกที่เราเรียกว่า ความรัก จะรักแบบไหนก็ตามมันก็คือความรักทั้งสิ้นเพียงแต่เราคงต้องตรวจสอบ หัวใจ ของเราให้ดีว่าความรักของเรานั้นเป็นความรักที่ดีแล้วหรือยัง ดีในที่นี่คือถูกต้องและพอควร  ผมเชื่อว่าการดูหนังแต่ละเรื่องเราจะได้สาระจากตัวหนังมากมายเพียงแต่เราต้องดูอย่างเข้าใจและหาคำตอบให้แก่ตัวเอง ไม่ต้องมีความคาดหวังหรือจริงจังจนเกินไปแต่ต้องไม่ล่องลอยหรือเรื่อยเปื่อย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

มีคนมากมาย ต้องการจะหยุดยั้ง
เพราะสิ่งที่เขาฝัน
มันดันไม่ได้ดั่งใจหวัง
แต่ถึงมือไม่พาย แถมให้เท้าเธอราน้ำ
แต่คิดดูให้ดี หากคิดว่าจะหยุดฉัน
จะหยุดฉัน

(เพราะ)ไม่ว่าจะสูง แค่ไหน
ก็ไปถึง ไม่มีคำว่าสูง
วัดได้ หากใจถึง

จะหนาวหนาวเหน็บหนาวเพียงไหนจะฝ่าไป
ร้อนเป็นฟืนเป็นไฟจะฝ่าไป

จะหนาวหนาวเหน็บหนาวเพียงไหนจะฝ่าไป
ร้อนเป็นฟืนเป็นไฟจะฝ่าไป

เป็นเรื่องที่น่าอาย
ที่มันกลายเป็นเกลียดฉัน
ความอิจฉาคือสิ่งใด
ขึ้นอยู่ที่ใครจะใช้มัน
คงอยากให้ฉันฟูมฟาย
ร้องไห้ให้เธอมั้ง
แต่คิดดูให้ดี หากคิดจะหยุดฉัน
จะหยุดฉัน

(เพราะ)ไม่ว่าจะสูง แค่ไหน
ก็ไปถึง ไม่มีคำว่าสูง
วัดได้ หากใจถึง

จะหนาวหนาวเหน็บหนาวเพียงไหนจะฝ่าไป
ร้อนเป็นฟืนเป็นไฟจะฝ่าไป

จะหนาวหนาวเหน็บหนาวเพียงไหนจะฝ่าไป
ร้อนเป็นฟืนเป็นไฟจะฝ่าไป



ล้มลงแล้ว ก็ไม่แคล้ว
สิ่งหนึ่งคือฉันไม่ยอมแพ้
จะฝ่าฟัน แม้เธอนั้น จะกีดกัน
ฉันไม่เหมือนกัน ไม่มีวันยอมแพ้

(เพราะ)ไม่ว่าจะสูง แค่ไหน
ก็ไปถึง ไม่มีคำว่าสูง
วัดได้ หากใจถึง

(เพราะ)ไม่ว่าจะสูง แค่ไหน
ก็ไปถึง ไม่มีคำว่าสูง
วัดได้ หากใจถึง

จะหนาวหนาวเหน็บหนาวเพียงไหนจะฝ่าไป
ร้อนเป็นฟืนเป็นไฟจะฝ่าไป

จะหนาวหนาวเหน็บหนาวเพียงไหนจะฝ่าไป
ร้อนเป็นฟืนเป็นไฟจะฝ่าไป

จะหนาวหนาวเหน็บหนาวเพียงไหนจะฝ่าไป
ร้อนเป็นฟืนเป็นไฟจะฝ่าไป

 

 

 

 

 

เมื่อลมพัดมา... เมื่อดาวบนฟ้ามากมาย ...
และทุกครั้งหัวใจ... ก็เรียกหา...
เรื่องราวของเรา... ภาพเก่าเหล่านั้นก็เข้ามา...
จะรู้ไหมว่าฉัน... ไม่เคยลืม ...


ตั้งแต่ที่เราจากกัน... ไม่พบไม่ได้เจอ...
เธอจะรู้ไหม... ฉันคิดถึงเพียงใด...
ยิ่งวันที่รู้สึกเหงา... อ้างว้างไม่มีใคร...
อยากให้รู้ฉันคิดถึงเธอจับใจ ...


จากไปแสนนาน... ตั้งแต่วันนั้นที่เลิกรา...
ไม่รู้ว่ายังจำกันได้ไหม...
แต่ตัวฉันเอง... กลับจำเธอนั้นได้ขึ้นใจ...
ก็เพราะทั้งหัวใจ... ฉันมีแต่เธอคนเดียว...


ตั้งแต่ที่เราจากกัน... ไม่พบไม่ได้เจอ...
เธอจะรู้ไหม... ฉันคิดถึงเพียงใด...
ยิ่งวันที่รู้สึกเหงา... อ้างว้างไม่มีใคร...
อยากให้รู้ฉันคิดถึงเธอจับใจ ...


จากไปแสนนาน... ตั้งแต่วันนั้นที่เลิกรา...
ไม่รู้ว่ายังจำกันได้ไหม...
แต่ตัวฉันเอง... กลับจำเธอนั้นได้ขึ้นใจ...
ก็เพราะทั้งหัวใจ... ฉันมีแต่เธอคนเดียว...


ก็เพราะทั้งหัวใจ... ฉันมีแต่เธอ... คนเดียว...

ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์

 




 

นี่คือ ตัวอย่างของบทวิจารณ์ภาพยนตร์ที่ดี แปลเอาเองนะ... อ่านไว้เสริมส่งความรู้ด้านภาพยนตร์

 

Y Tu Mama Tambien

"Y Tu Mama Tambien" is described on its Web site as a "teen drama," which is like describing "Moulin Rouge" as a musical. The description is technically true but sidesteps all of the reasons to see the movie. Yes, it's about two teenage boys and an impulsive journey with an older woman that involves sexual discoveries. But it is also about the two Mexicos. And it is about the fragility of life and the finality of death. Beneath the carefree road movie that the movie is happy to advertise is a more serious level--and below that, a dead serious level.

The movie, whose title translates as "And Your Mama, Too," is another trumpet blast that there may be a New Mexican Cinema a-bornin'. Like "Amores Perros," which also stars Gael Garcia Bernal, it is an exuberant exercise in interlocking stories. But these interlock not in space and time, but in what is revealed, what is concealed, and in the parallel world of poverty through which the rich characters move.

The surface is described in a flash: Two Mexican teenagers named Tenoch and Julio, one from a rich family, one middle class, are free for the summer when their girlfriends go to Europe. At a wedding they meet Luisa, 10 years older, the wife of a distant cousin; she's sexy and playful. They suggest a weekend trip to the legendary beach named Heaven's Mouth. When her husband cheats on her, she unexpectedly agrees, and they set out together on a lark.

This level could have been conventional but is anything but, as directed by Alfonso Cuaron, who co-wrote the screenplay with his brother Carlos. Luisa kids them about their sex lives in a lighthearted but tenacious way, until they have few secrets left, and at the same time she teases them with erotic possibilities. The movie is realistic about sex, which is to say, franker and healthier than the smutty evasions forced on American movies by the R rating. We feel a shock of recognition: This is what real people do and how they do it, sexually, and the MPAA has perverted a generation of American movies into puerile masturbatory snickering.

Whether Luisa will have sex with one or both of her new friends is not for me to reveal. More to the point is what she wants to teach them, which is that men and women learn to share sex as a treasure they must carry together without something spilling--that women are not prizes, conquests or targets, but the other half of a precarious unity. This is news to the boys, who are obsessed with orgasms (needless to say, their own).

The progress of that story provides the surface arc of the movie. Next to it, in a kind of parallel world, is the Mexico they are driving through. They pass police checkpoints, see drug busts and traffic accidents, drive past shanty towns, and are stopped at a roadblock of flowers by villagers demanding a donation for their queen--a girl in bridal white, representing the Virgin. "You have a beautiful queen," Luisa tells them. Yes, but the roadblock is genteel extortion. The queen has a sizable court that quietly hints a donation is in order.

At times during this journey the soundtrack goes silent and we hear a narrator who comments from outside the action, pointing out the village where Tenoch's nanny was born and left at 13 to seek work. Or a stretch of road where, two years earlier, there was a deadly accident. The narration and the roadside images are a reminder that in Mexico and many other countries a prosperous economy has left an uneducated and penniless peasantry behind.

They arrive at the beach. They are greeted by a fisherman and his family, who have lived here for four generations, sell them fried fish, rent them a place to stay. This is an unspoiled paradise. (The narrator informs us the beach will be purchased for a tourist hotel, and the fisherman will abandon his way of life, go to the city in search of a job and finally come back here to work as a janitor.) Here the sexual intrigues which have been developing all along will find their conclusion.

Beneath these two levels (the coming-of-age journey, the two Mexicos) is hidden a third. I will say nothing about it, except to observe there are only two shots in the entire movie that reflect the inner reality of one of the characters. At the end, finally knowing everything, you think back through the film--or, as I was able to do, see it again.

Alfonso Cuaron is Mexican but his second and third features were big-budget American films. I thought "Great Expectations" (1998), with Ethan Hawke, Gwyneth Paltrow and Anne Bancroft, brought a freshness and visual excitement to the updated story. I liked "A Little Princess" (1995) even more. It is clear Cuaron is a gifted director, and here he does his best work to date. Why did he return to Mexico to make it? Because he has something to say about Mexico, obviously, and also because Jack Valenti and the MPAA have made it impossible for a movie like this to be produced in America. It is a perfect illustration of the need for a workable adult rating: too mature, thoughtful and frank for the R, but not in any sense pornographic. Why do serious film people not rise up in rage and tear down the rating system that infantilizes their work? The key performance is by Maribel Verdu as Luisa. She is the engine that drives every scene she's in, as she teases, quizzes, analyzes and lectures the boys, as if impatient with the task of turning them into beings fit to associate with an adult woman. In a sense she fills the standard role of the sexy older woman, so familiar from countless Hollywood comedies, but her character is so much more than that--wiser, sexier, more complex, happier, sadder. It is true, as some critics have observed, that "Y Tu Mama" is one of those movies where "after that summer, nothing would ever be the same again." Yes, but it redefines "nothing."

 

 

 

 

ไปดูกับเพื่อนสนิทมาค่ะ  รักกันไม่เห็นต้องอยู่ด้วยกันนี่ค่ะ

แค่รับรู้ว่า  อีกที่หนึ่งยังมีใครคนหนึ่งซึ่งรักเราก็พอ

เพื่อนกันเลิกกันไม่ได้นะคะ  แฟนกันเลิกแล้วก็แล้วกันนะ

 

beer.gif beer.gif beer.gif beer.gif

กว่าจะรวมจิตใจ เก็บทรายสวยๆ มากอง ก่อปราสาทสักหลัง
ก่อกำแพงประตู ก่อสะพานสร้างเป็นทาง ทำให้เป็นดังฝัน
ก่อนที่ฉันจะได้เห็นทุกอย่าง อย่างที่ฝันที่ฉันทุ่มเท
น้ำทะเลก็สาดเข้ามา ไม่เหลืออะไรเลย แหลกสลายลงไปกับตา
เหลือเพียงทรายที่ว่างเปล่า กับน้ำทะเลเท่านั้น
ไม่เหลืออะไรเลย จากที่เคยมีความใฝ่ฝัน
ไร้กำลังจะสร้างใหม่ให้เหมือนเดิม
ทีละเล็กละน้อย ที่คอยสะสมความดี มีให้เธอเท่านั้น
ก่อเป็นความเข้าใจ แต่งเติมความหมายด้วยกัน
คอยถึงวันที่หวัง ก่อนที่ฉันจะได้พบความสุข อย่างที่ฉันฝันไว้ทุกวัน
เธอก็พลันมาจากฉันไป ไม่เหลืออะไรเลย

(ไม่เหลืออะไรเลย) แหลกสลายลงไปกับตา
เหลือเพียงใจที่ว่างเปล่า กับฉันคนเดียวเท่านั้น

จะเอาแรงพลังจากไหนไว้เติมแต่งฝัน
จะเอาวันและคืนจากไหนให้พอทำใจ ไม่เหลืออะไรเลย
จากที่เคยมีความใฝ่ฝัน ไร้กำลังจะสร้างใหม่ให้เหมือนเดิม
จะเอาแรงพลังจากไหน ไว้เติมแต่งฝัน
จะเอาวันและคืนจากไหน ให้พอทำใจ ไม่เหลืออะไรเลย

จะเอาแรงพลังจากไหนไว้เติมแต่งฝัน
จะเอาวันและคืนจากไหนให้พอทำใจ ไม่เหลืออะไรเลย
จากที่เคยมีความใฝ่ฝัน ไร้กำลังจะสร้างใหม่ให้เหมือนเดิม
จะเอาแรงพลังจากไหน ไว้เติมแต่งฝัน
จะเอาวันและคืนจากไหน ให้พอทำใจ ไม่เหลืออะไรเลย

 

 

 

 

cool.gif cool.gif cool.gif cool.gif



อ่อนโยนและหวานละมุน
อบอุ่นและซึ้งเกินใคร
ช่างงามทั้งตัวและทั้งใจ ก็คือคุณเท่านั้น

หนึ่งเดียวที่ทุกหัวใจเลือกมา
หนึ่งเดียวที่เหมือนดาราบนนั้น
หนึ่งเดียวที่ผมทำได้แค่รัก
ในฝันเพียงข้างเดียว

เพราะคุณนั้นเป็นถึงดาวมหา'ลัย
ดาวมหา'ลัยที่คนใฝ่หา
สวยคุณสวยจนทุกคนต้องหันมา
ดูเข้าตากว่าใครๆ
เพราะคุณนั้นเป็นถึงดาวมหา'ลัย
ดาวในหัวใจที่ไกลเกินคว้า
แล้วใครหนอจะมีบุญได้เข้ามา
ครองหัวใจดาวอย่างคุณ

หากขาดคุณไปซักคน โลกคงหยุดหมุนทันใด
ได้มองคุณแล้วเท่านี้ก็พอใจ อยู่ไกลๆ ก็พอ

หนึ่งเดียวที่ทุกหัวใจเลือกมา
หนึ่งเดียวที่เหมือนดาราบนนั้น
หนึ่งเดียวที่ผมทำได้แค่รัก
ในฝันเพียงข้างเดียว

เพราะคุณนั้นเป็นถึงดาวมหา'ลัย
ดาวมหา'ลัยที่คนใฝ่หา
สวยคุณสวยจนทุกคนต้องหันมา
ดูเข้าตา กว่าใครๆ
เพราะคุณนั้นเป็นถึงดาวมหา'ลัย
ดาวในหัวใจที่ไกลเกินคว้า
แล้วใครหนอจะมีบุญได้เข้ามา
ครองหัวใจดาวอย่างคุณ

เพราะคุณนั้นเป็นถึงดาวมหา'ลัย
ดาวมหา'ลัยที่คนใฝ่หา
สวยคุณสวยจนทุกคนต้องหันมา
ดูเข้าตา กว่าใครๆ
เพราะคุณนั้นเป็นถึงดาวมหา'ลัย
ดาวในหัวใจที่ไกลเกินคว้า
แล้วใครหนอจะมีบุญได้เข้ามา
ครองหัวใจดาวอย่างคุณ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

คืนนี้จันทร์นวลผ่อง
มองแล้วคิดถึงแต่เธอ
ตัวฉันยืนมองเหม่อ
ถามว่าเธออยู่ที่ใด
วอนสายลมแผ่วๆ
ให้นำช่วยพัดพาใจไป
บอกกับเธอ ว่าคิดถึง

จันทร์เจ้ารู้หรือเปล่า
ว่าฉันเหงาเกินกว่าใคร
วันที่เธอลาไกล
บอกไปแล้วจะกลับมา
คืนนี้ฉันรอเธออยู่
อยากบอกให้รู้คำเดียวว่า
จะรอจนกว่า
ค่ำคืนนี้ไม่มีจันทร์

รัก
รักเธอหมดใจรู้หรือเปล่า
อยากมีเพียงสองเรา
อยู่กับจันทร์เหมือนเคย
อยากฟังซ้ำ คำที่เธอเอื้อนเอ่ย
บอกว่ารักเหมือนเคย
อยู่ในอ้อมแขน (ฉัน)

จันทร์เจ้ารู้หรือเปล่า
ว่าฉันเหงาเกินกว่าใคร
วันที่เธอลาไกล
บอกไปแล้วจะกลับมา
คืนนี้ฉันรอเธออยู่
อยากบอกให้รู้คำเดียวว่า
จะรอจนกว่า
ค่ำคืนนี้ไม่มีจันทร์

รัก
รักเธอหมดใจรู้หรือเปล่า
อยากมีเพียงสองเรา
อยู่กับจันทร์เหมือนเคย
อยากฟังซ้ำ คำที่เธอเอื้อนเอ่ย
บอกว่ารักเหมือนเคย
อยู่ในอ้อมแขน (ฉัน)

 

 

 

 

 

 

 

 

ฉบับที่ 1
หวัดดี ดากานดา
แกนึกไม่ถึงแน่ๆว่าตอนนี้ฉันอยู่ที่ไหน แต่ช่างมันเหอะ แกคงไม่อยากรู้เท่าไหร่หรอก ฉันแค่อยากจะบอกว่าที่ๆฉันอยู่ตอนนี้ เวลาเหมือนจะหยุดนิ่งเลยล่ะแก บางที..มันอาจจะเดินถอยหลังด้วย ฉันเลยนึกถึงแกขึ้นมาไงล่ะ

 

 

ฉบับที่ 2
หวัดดี ดากานดา
ฉันได้ข้อสรุปแล้วล่ะว่า เวลาเดินถอยหลังได้จริงๆ ตอนนี้ฉันรู้สึกได้กลับเป็นเด็กอีกครั้งเลยแหละ ไม่สิ..ต้องเรียกว่าเกิดใหม่ถึงจะถูก อย่างน้อยๆอ่ะนะ ที่นี่ ฉันก็ไม่ได้เป็นไอ้ไข่ย้อยหรือไอ้ย้อยของพวกแกอีกแล้ว
ดากานดา.. ฉันชักชอบที่นี่แล้วสิ การมีคนดูแลตลอดเวลาเหมือนเด็กทารกแบบนี้ ทำให้ฉันรู้สึกอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูกว่ะ
ทุกๆเช้า นุ้ยจะพาฉันไปทำกายภาพบำบัด เอ..ฉันบอกไปหรือยังว่า นุ้ยเป็นนางสาวพยาบาลของที่นี่ เธอน่ารักมาก
ฉันถามเธอว่า ขอนอนที่นี่ต่อไปได้ไหม มันปลอดภัยสำหรับคนที่เดินไม่ได้ เธอบอกต้องไปถามหมอเอาเอง แต่ฉันกะจะทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้เวลาเจอหมอว่ะ
ฉันคิดไว้แล้วว่า ถ้าหกเตียงในห้องนี้เต็มเมื่อไหร่ ฉันถึงจะโขยกออกไปเอง หรือไม่ก็จนกว่าหมอจะมาไล่ อืม..จริงๆ ฉันอยากจะประหยัดค่าที่พักน่ะแก อย่าไปบอกใครล่ะ
..แต่ฉันก็ไม่ได้นอนเฉยๆโดยไม่ทำประโยชน์อะไรเลยนะโว๊ย อย่างน้อยอ่ะนะ การที่โรงพยาบาลนี้มีคนขาหักอย่างฉันอยู่ ก็ทำให้เรือนยาวนี้ ดูเป็นโรงพยาบาลขึ้นเยอะเลย

 

 

ฉบับที่ 3
หวัดดี ดากานดา
แกต้องไม่เชื่อหูแน่ๆ ฉันจะบอกว่าตอนนี้ ไอ้ไข่ย้อยของพวกแก คิดทำมาหากินกับการวาดรูปเป็นแล้วนะโว้ย ที่ฉันเล่าไปครั้งก่อนๆว่ามีฝรั่งอยากให้วาดรูปให้น่ะ ตอนนี้มีหลายคนเลยแหละ นุ้ยกับฉันไปหาดท้องนายปานกันอาทิตย์ละสามสี่วัน ก็แล้วแต่จะมีฝรั่งแถวนั้นมาให้ฉันวาดรูปให้ กิจวัตรประจำวันของฉันตอนนี้ เลยแทบไม่ได้เป็นคนไข้ของโรงพยาบาลแล้ว..
ถ้าบังเอิญนะดากานดา ถ้าบังเอิญแกเบื่อห้วยฒึงเฒ่า และคิดจะมาเที่ยวเกาะพะงันช่วงนี้ มาดูว่าทะเลของจริงน่ะเป็นไง แกจะต้องได้เห็นว่า ภาพที่นุ้ยหอบหิ้วฉันซ้อนมอเตอร์ไซค์ตระเวนไปทั่วเกาะ ได้กลายเป็นภาพที่ตลกที่สุดของคนที่นี่
แต่ใครจะไปสน จริงมะ ก็ฉันรวยแล้วนี่หว่า แกหมั่นไส้ฉันไหมล่ะ
ดากานดา.. แกเคยด่าฉันว่า ฉันไม่ใช่เฉลิมชัยหรือถวัลย์ ฉันเป็นแค่รองเท้าเค้า แล้วแกว่าฉันต้องทำงาน ถ้าไม่เพื่อตัวเองก็เพื่อคนอื่น ฉันเถียงแกไม่ได้สักคำ ไม่ว่าเรื่องอะไรแกก็ถูกเสมอ

คิดถึงแกว่ะ
ไข่ย้อย

 

 

ฉบับที่ 4
หวัดดี ดากานดา
ฉันถอดเฝือกและย้ายออกจากโรงพยาบาลแล้ว เกสต์เฮาส์ที่ท้องศาลามีนักท่องเที่ยวเต็มไปหมด วันๆพอซดกาแฟหนึ่งถ้วย ฉันก็จะค่อยๆโขยกหลบคนพวกนั้นไปไปรษณีย์ ซื้อโปสการ์ดหนึ่งใบแสตมป์หนึ่งดวงเขียนถึงแก
ดากานดา.. ฉันหวังว่าแกคงมีความสุขดี อากาศที่นี่ร้อนมาก ฉันจินตนาการได้เลยว่าที่มอตอนนี้คงเตรียมเล่นสงกรานต์กันสนุก
ฉันมัวแต่เล่าเรื่องตัวเอง ไม่ได้ถามเลยว่าแกเป็นไงบ้าง จริงๆฉันควรไปถามด้วยตัวเอง ฉันอยากไปสาดน้ำกับพวกแกด้วย แต่ไม่รู้เหมือนกันสิดากานดา ฉันอยากอยู่พะงันต่อไปอีกสักพัก
ที่นี่ฉันมีรายได้เล้กๆน้อยๆจากคนที่พอใจงานของฉัน มีนุ้ยเป็นเพื่อน มีหนังสือดีดีที่ยังไม่ได้อ่านเยอะแยะ และฉันก็ชอบห้องที่ฉันอยู่ แต่ก็นั่นแหละดากานดา วันพรุ่งนี้ฉันอาจจะไปจากที่นี่ก็ได้ ถ้าฉันรักมันเข้าจริงๆ

คิดถึงแกนะ
ไข่ย้อย

 

 

ฉบับที่ 5
สวัสดี ดากานดา
ฉันได้รับจดหมายจากแกแล้ว แทบได้ยินเสียงฝนลอยลงมาเลยแหละ ฉันใส่เฝือกอยู่ที่พะงันจริงๆ แต่ก็เฉพาะที่ขานะ เรื่องเป็นมายังไงแกก็คงได้รู้จากของที่ส่งมาให้แล้ว ตอนแรก ฉันเดาว่าแกคงไม่อยากจะอ่านมัน แต่ตอนนี้ฉันไม่สนอะไรแล้ว
ชีวิตที่พะงันทำให้ฉันเรียนรู้ความจรงข้อนึงว่าส่วนที่ดีที่สุดของการเขียนจดหมาย ไม่ได้อยู่ที่ตอนมานั่งนึกว่าเค้าจะอ่านจดหมายของเราหรือเปล่า แต่เป็นตอนที่เราคิดจะเขียนถึงเค้าซะมากกว่า
ที่ผ่านมา ฉันได้แต่จินตนาการว่า ืได้เล่าอะไรต่ออะไรให้แกฟัง ในฐานะเพื่อนเก่าคนนึง มันทำให้ฉันรู้สึกเป็นสุข แต่ยังไงก็แล้วแต่ ดากานดา.. ฉันนึกดีใจที่สุดท้ายสิ่งที่เหมือนจะอยู่ได้นานและไม่มีวันเลิกกันได้ง่ายๆ ก็คือการได้เป็นเพื่อนกับแก..
ดากานดา.. ตอนนี้ฉันถอดเฝือกออกละนะ ถึงจะยังไม่ค่อยหายดีเท่าไหร่ แต่เมื่อวานนี้ ฉันก็ยัดของลงเป้ และพร้อมที่จะออกเดินทางอีกครั้ง จะไปไหนน่ะเหรอ? คงเป็นสักที่มั้งที่เวลาเลิกเดินถอยหลัง แล้ววันใหม่ของฉันจะเริ่มต้น
จดหมายถึงแกฉบับนี้ คงเป็นฉบับสุดท้ายแล้ว พรุ่งนี้พอพระอาทิตย์ขึ้น ฉันก็คงจะยืนชมวิวบนดาดฟ้าเรือสักลำ และไม่เขียนอะไรอีก..
นุ้ยเคยห้ามเด็ดขาดไม่ให้ฉันขึ้นไปบนนั้น แต่ก็นะดากานดา จะมีกี่ครั้งกันเชียวที่คนเราจะตกดาดฟ้าเรือซ้ำสอง และถึงจะตกลงมาอีก ฉันก็เจ็บจนชินแล้วแหละ
ดากานดา หวังว่าแกคงอวยพรให้ฉันด้วย และฉันคงต้องจบจดหมายฉบับนี้ซะที ว่าแต่ฉันจะจบยังไงนะ ไม่ให้มันเชยและเศร้า
รักและคิดถึงดีไหม?..ดากานดา

รักและคิดถึงแกเสมอ
ไข่ย้อย

  • สายน้ำแห่งความทรงจำ โบยบินแล้วไม่หวนคืน ดร คลองตาล
    IP: xxx.5.87.144
    เขียนเมื่อ 

 

 

แม้ว่าภาพยนตร์ไทยเรื่อง เพื่อนสนิท ของคมกฤษ ตรีวิมล จะดัดแปลงมาจากหนังสือ กล่องไปรษณีย์สีแดง ของ อภิชาต เพชรลีลา ด้วยลีลาที่แบบหนังรักโรแมนติก ที่มุ่งเน้นความสนุกสนานเป็นหลัก แต่สิ่งหนึ่งที่มีอิทธิพลในหนังอย่างไม่หลบเร้นก็คือเรื่องราวจากวรรณกรรมเยาวชนเรื่อง เจ้าชายน้อย ของ อองตวน เดอ แซงเต็ก ซูเปรี

เจ้าชายน้อย เป็นนิทานประกอบภาพที่แพร่หลาย โด่งดังไปทั่วโลก จนเคยได้รับการจัดให้เป็นหนังสือขายดีอันดับ 2 ของโลกมาแล้ว เชื่อว่าผู้ใหญ่หลายคนจะชื่นชอบมากกว่าเด็กๆ เสียอีก ด้วยเนื้อหาที่ลึกซึ้ง สามารถอ่านตีความได้หลายชั้น แม้ว่าเนื้อหาจะผิดแปลกไปจากงานส่วนใหญ่ของเขา ซึ่งขณะนั้นเป็นนักบินของกรมไปรษณีย์ฝรั่งเศสในยุคแรกๆ ระหว่างช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยมีงานเขียนกึ่งอัตชีวประวัติส่วนที่ บอกเล่าด้วยมุมมองจากเบื้องบนที่พบว่าตัวเขาเล็กกระจ้อยร่อยเพียงไรเมื่อเทียบกับความมหึมาของธรรมชาติ และโลก แต่ก็ต้องถือว่านิทานเรื่องนี้เป็นผลงานที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในชีวิตการเป็นนักเขียนของเขา

ตัวเอกในเรื่องที่เรียกแทนตนเองว่า ผม เขาฝันอยากเป็นจิตรกรตั้งแต่เด็ก แต่รูปวาดงูที่กลืนช้างทั้งตัวของเขานั้นกลับมีแต่คนมองว่ามันเป็นหมวก นั่นทำให้เขาเลิกวาดหวังในอาชีพดังกล่าว และกลายเป็นนักบินในเวลาต่อมา...เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นในวันที่เขาประสบอุบัติเหตุเครื่องบินตกกลางทะเลทราย ในขณะที่คิดว่าไม่รอดแน่ๆ แล้วนั้น เขาก็ได้พบกับเจ้าชายน้อย เด็กชายที่เขาเชื่อว่ามาจากดาวดวงอื่น เจ้าชายน้อยเข้าใจรูปวาดของเขา นั่นทำให้เขาเกิดมีกำลังใจสู้ชีวิตต่อไปจนอยู่รอดมาจากความร้อน และเสบียงที่เหลือเพียงน้อยนิด พร้อมกับความฝันในวัยเยาว์ที่ได้กลับคืนสู่ชีวิตอีกครั้ง...ผมในที่นี้ยังคงหมายถึง แซงเต็ก ซูเปรี เช่นเดียวกับงานอื่นๆ เพราะชีวิตจริงของเขาเคยประสบเหตุการณ์เช่นเดียวกันนี้ และรอดมาได้อย่างปาฏิหาริย์

ใน เพื่อนสนิท ซึ่งเสนอชีวิตสังคมวัยรุ่น ก็ได้จำลองเรื่องราวดังกล่าวให้แคบลง และเข้าใจง่ายยิ่งขึ้น หมู (ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์) เดินทางไปเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานีเพียงลำพังด้วยอาการเศร้าซึม ก่อนที่จะไปถึงที่หมาย เขากลับประสบอุบัติเหตุหล่นจากดาดฟ้าเรือจนขาหัก ที่นั่นเองทำให้เขารู้จักกับ นุ้ย(มณีรัตน์ คำอ้วน) พยาบาลที่มาดูแลแต่แรกเริ่ม ก่อนที่เรื่องราวของหมูจะย้อนกลับไปในจุดเริ่มต้นเมื่อ 4 ปีก่อน ขณะเริ่มเรียนในคณะวิจิตรศิลป์ ม.เชียงใหม่ นักศึกษาปี 1 ทุกคนขอชื่อเพื่อนๆ ด้วยมุ่งหวังให้เกิดการละลายพฤติกรรม แต่เขากลับรู้สึกตื่นกลัวไม่กล้าทำความรู้จักกับใคร จนหญิงสาวคนหนึ่งมาถามชื่อเขาก่อน เธอมีชื่อว่า ดากานดา(ศิรพันธ์ วัฒนจินดา) แล้วหมูก็ตกหลุมรักแทบจะในทันที

อย่างไรก็ตามเขาเองกลับเก็บความรู้สึกในใจไว้ ไม่กล้าเปิดเผยความรู้สึกที่สุมแน่นอยู่ในอกตลอดเวลาที่คบกับดากานดาในลักษณะแบบเพื่อนสนิท ได้แต่แสดงออกมาอย่างหลบเลี่ยง ทั้งการลงคะแนนนางแก้วประจำคณะ, ช่วยเรื่องการวาดภาพ, วาดภาพ และร้องเพลงให้กับเธอ กระทั่งวันหนึ่งที่โก้เพื่อนของเขา เริ่มเข้ามาสนิทสนมกับดากานดาอย่างเปิดเผย เขาเองก็ยังเลือกที่จะปิดซ่อนความเจ็บปวดนั้นไว้ไม่บอกกับใคร

หนังเลือกใช้ลักษณะสังคมในมหาวิทยาลัยได้อย่างแยบยล เมื่อหมูต้องมีชื่อใหม่ เขากลายเป็น ไข่ย้อย ของเพื่อน หากมองกลายๆ ก็เหมือนการถูกปรับตัวโดยอัตโนมัติไปกับสังคมที่นั่น ทำให้ชีวิตของเขาไม่เป็นตัวของตัวเองมากยิ่งขึ้นไปอีก หลังจากนั้นไข่ย้อยของทุกๆ คนไม่สนใจการเรียน ส่งงานอย่างเสียไม่ได้ตามคำทักท้วงของดากานดา ผ่านไปแต่ละปีชีวิตของเขายังหมกมุ่นกับความรู้สึกของตัวเอง...ไม่ต่างจากชายที่เลือกจะเป็นนักบินตามการยอมรับของคนในสังคม มากกว่าจะเป็นจิตรกร เพราะเขาก็ลืมความฝัน และความสุขในชีวิตไปเช่นกัน

หลังจากที่นักบินได้เจอเจ้าชายน้อย เขาก็เล่าเรื่องแต่หนหลังของเด็กชาวผู้มาจากดาวดวงอื่นคนนี้ ซึ่งกาลต่อมาได้ลงมายังโลก พบรักแรกกับกุหลาบด้วยความผิดหวัง แต่โชคดีที่เจ้าชายน้อยยังได้เพื่อนเป็นสุนัขจิ้งจอก ซึ่งให้บทเรียนประดับใจไว้ว่า “ถ้าอยากจะเป็นเพื่อนกัน ต้องทำให้ฉันเชื่องเสียก่อน” อันเปรียบได้กับรักนั้นจะเกิดขึ้นได้ย่อมมาจากการสร้างความสัมพันธ์จนก่อเกิดความสนิทเสียก่อน...แต่ดูเหมือนหมูจะไม่ได้ตระหนักถึงแนวคิดนี้เลย รักที่สุมแน่นยิ่งทำให้ช่วงปีสุดท้ายความสัมพันธ์ของเขากับดากานดาแย่ลงไปเรื่อยๆ พร้อมกับวาดระบายความรู้สึกออกมาเป็นภาพดอกไม้งามนานาพันธ์ แต่ท้ายสุดภาพที่เขาบรรจงแต่งแต้มสีอย่างดอกกุหลาบ กลับไม่อาจวาดมันได้สำเร็จ หรือเพราะเขาไม่อาจเข้าใจความรู้สึกของดอกกุหลาบ และไม่อาจถ่ายทอดความรู้สึกเหล่านั้นได้ออกมาที่ใจคิดจริงๆ

จนเมื่อได้อยู่กับตัวเอง ทบทวนอดีต จนฟื้นคืนตัวตนเดิมให้กลับคืนมาอีกครั้ง ขณะเดียวกันก็ได้เห็นภาพสะท้อนของตนผ่านนุ้ย ผู้คอยดูแลเขาจนสนิทไปไหนมาไหนด้วยกัน หากภายใต้รอยยิ้มบนใบหน้าอันอิ่มเอม แท้จริงนุ้ยเองก็ไม่เคยจะพบความรักที่สมหวังดังปรารถนา หนำซ้ำเธอยังเริ่มมีใจให้กับหมูเกินคำว่าเพื่อน

วันที่นักบินท้อแท้หมดกำลังใจจะดำรงชีวิตอยู่ในทะเลทราย เขาเลิกที่จะสนใจเจ้าชายน้อยอีกต่อไป จนก่อให้เกิดเหตุร้ายแรง ก็ไม่ต่างกับวันที่ความรู้สึกของนุ้ยได้ก่อตัวมากเกินคำว่าเพื่อน ก็เป็นช่วงสำคัญที่ทั้งหมู และนุ้ยได้เรียนรู้บทเรียนล้ำค่าของชีวิตจากเด็กธรรมดาคนหนึ่งอย่าง จิ๋ว

“คิดถึงจิ๋วขึ้นมา แล้วก็นึกถึงเจ้าชายน้อย” แม้หนังจะไม่ได้เน้นหนังไปที่เรื่องราวของจิ๋ว เด็กเร่ร่อนที่แวะเวียนวิ่งเล่นในโรงพยาบาลข้างๆ หมู และนุ้ยอยู่บ่อยๆ แต่คำพูดหนึ่งของนุ้ยนั้น มีเจตนาชัดเจนในการโยง จิ๋ว กับ เจ้าชายน้อย อย่างชัดเจน(หากมองเพียงแค่ชื่อของทั้งคู่ ก็มีเจตนาไม่น้อยที่จะตั้งให้ใกล้เคียงกัน) เด็กอย่างจิ๋วอาจดูเหมือนไม่มีตัวตนในสังคมปัจจุบัน แต่แท้จริงพวกเขาไม่ได้หายไปไหน เหมือนความหวังที่บางครั้งเรามองไม่เห็นยามท้อแท้ แต่แท้จริงมันแอบซ่อนอยู่ในส่วนลึกที่สุดของตัวเราเอง

หลายคนตีความเจ้าชายน้อยว่าเป็นตัวแทนของนักบินที่ตกมาในทะเลทราย เขาเป็นความหวัง ความฝันในวัยเยาว์ที่ช่วยหล่อเลี้ยงให้เผชิญกับความเป็นจริงบนโลกต่อไป เช่นเดียวกับผู้อ่านวรรณกรรมเล่มนี้ที่ได้รับกำลังใจหลังความโศกเศร้าอาดูร เพราะในวันและวัยที่เป็นผู้ใหญ่ ทุกคนบนโลกต่างมี เจ้าชายน้อย กุหลาบ และสุนัขจิ้งจอก ที่แตกต่างกันไปตามชะตาชีวิต...และนั่นคงเป็นคำตอบให้นุ้ย และหมูเลือกที่จะกระทำบางอย่างให้สำเร็จลุล่วง ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป

เราคงไม่สามารถไปตัดสินชี้ชัดว่าการกระทำของทั้งคู่เป็นสิ่งที่จะประสบความสำเร็จได้หรือไม่ เพราะเรื่องรัก และอะไรหลายอย่างบนโลกนี้ไม่ได้มีคำตอบตายตัว หากสิ่งสำคัญคือหัวใจเราที่ยังไม่หมดหวังในตัวเอง ครั้งที่ภาพวาดของเขาไม่อาจสื่อถึงรักได้ ย่อมไม่ได้บอกว่ามันไร้ความหมาย วันหนึ่งย่อมมีคนเข้าใจ อาจเป็นเธอคนเดิมหรือใครสักคนที่เข้าใจในสิ่งที่เราทำ...คำเฉลยที่ท้ายสุดเขาได้มอบให้แก่ดากานดานั้น บอกความรู้สึกที่มีค่าสำหรับคนๆ หนึ่ง และงดงามเกินกว่าจะกล่าวคำ

สุดท้าย...หมู หรือไข่ย้อย จะเลือกใคร พบสุขหรือสมหวัง และดำเนินชีวิตไปในทางไหนคงไม่ใช่สิ่งสำคัญ เพราะอย่างน้อยเขาก็ได้เรียนรู้ที่จะเติบโต และกลับมาเป็นตัวของตัวเอง เผชิญหน้ากับปัญหาอีกครั้ง

 

 

 

 

 




 

band.gif





ผิดไหม ที่ไม่ไปพบเธอ ไม่ต้องการพบเจอ ไม่ต้องการเจอะหน้าใคร

Is it wrong that I didn't go to see you. I don't want to see your face. I don't want to see anybody.

ผิดไหมที่ ไม่ยอมเข้าใจ ไม่อยากฟังเรื่องราวที่เธออยากอธิบาย

Is it wrong if I'm not willing to understand. I don't want to listen to what you want to explain.

ผิดเหรอ ที่เป็นคนรักจริง ที่เป็นคนฝังใจ รักเเล้วยากจะลบเลือน

Am I wrong for being committed to love, for not being able to forget once I'm in love.

ผิดเหรอ ที่อ่อนแอเหลือเกิน เกินจะยอมรับรู้การลาจาก

Am I wrong for being too weak to accept our parting.

รับรู้ว่าเธออยากจากฉันไป

To accept the fact that you're leaving me.

ปล่อยฉันไว้คนเดียว ฉันยังจะทนไหว

Leave me alone. I'd at least be able to stand the heartache.

ฝันได้ตามใจ มีเธอได้เเสนนาน

I dreamt that I still had you by my side.

ให้ฉันเจอความจริง ฉันทนไม่ไหว

If you let me face reality, I wouldn't be able to stand it.

จะให้ฉันทำใจยังไง ทั้งหัวใจมันรัก รักเธอ

How do you expect me to accept it when I love you with all my heart.

ผิดไหม ที่ไม่เข้มเเข็งพอ พอที่จะเสียเธอ เสียให้คนอื่นเค้าไป

Am I wrong for not being strong enough to let you go and lose you to someone else.

ผิดไหม ที่ทำใจไม่ได้ ไม่อยากทนเห็นเธอต้องลาจาก

Am I wrong for not being able to accept the truth because I don't want to see you go.

รักเธอช่างลำบากใจเหลือเกิน

Loving you is so tiring.

ปล่อยฉันไว้คนเดียว ฉันยังจะทนไหว

Leave me alone. I'd at least be able to stand the heartache.

ฝันได้ตามใจ มีเธอได้เเสนนาน

I dreamt that I still had you by my side.

ให้ฉันเจอความจริง ฉันทนไม่ไหว

If you let me face reality, I wouldn't be able to stand it.

จะให้ฉันทำใจยังไง ทั้งหัวใจมันรัก รักเธอ

How do you expect me to accept it when I love you with all my heart.

band.gif

ให้ฉันเจอความจริง ฉันทนไม่ไหว

If you let me face reality, I wouldn't be able to stand it.

จะให้ฉันทำใจยังไง ทั้งหัวใจมันรัก รักเธอ

How do you expect me to accept it when I love you with all my heart.

จะให้ฉันทนได้ยังไง ทั้งหัวใจมีไว้ รักเธอ

How do you expect me to stand the heartache when I love you with all my heart.














beer.gif