ปวดประจำเดือน


ปวดประจำเดือนชนิดปฐมภูมิ ( primary dysmenorrhea ) จะพบในเด็กสาว ส่วนมากจะเริ่มมีอาการตั้งแต่มีประจำเดือนครั้งแรก หรือไม่ก็เกิดขึ้นภายใน 3 ปีหลังมีประจำเดือนครั้งแรก จะมีอาการมากที่สุดในช่วงอายุ 15-25 ปี หลังจากวัยนี้อาการจะค่อยๆลดลงบางรายอาจหายปวดหลังแต่งงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังมีบุตรแล้ว จะมีน้อยที่ยังอาจมีอาการตลอดไปจนถึงวัยหมดประจำเดือน


 ปวดประจำเดือนชนิดทุติยภูมิ ( secondary dysmenorrhea ) จะมีอาการปวดครั้งแรกเมื่อมีอายุมากกว่า 25 ปีขึ้นไป โดยก่อนหน้านี้จะไม่เคยมีอาการปวดประจำเดือนเลย
สาเหตุ
 ปวดประจำเดือนชนิดปฐมภูมิ จะไม่มีความผิดปกติของมดลูกและรังไข่แต่อย่างใด ปัจจุบันนี้เชื่อว่า มีสาเหตุมาจากเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนระหว่างมีประจำเดือน และมีการหลั่งสารพรอสตาแกลนดิน (prostaglandins) มากผิดปกติ ทำให้มดลูกมีการบีบเกร็งตัวเกิดอาการปวดที่บริเวณท้องน้อย
ปวดประจำเดือนชนิดทุติยภูมิ มักมีความผิดปกติของมดลูกหรือรังไข่ เช่น เยื่อบุมดลูกงอกผิดที่ (endometriosis ถ้าเป็นที่รังไข่จะชอบมีแพทย์เรียกว่า ซิสชอกโกแลทchocolate cyst) , เนื้องอกมดลูก ( myoma ) , มดลูกย้อยไปด้านหลังมาก , ปีกมดลูกอักเสบเรื้อรัง เป็นต้น
เชื่อว่าอารมณ์มีส่วนเสริมความรุนแรงของอาการปวดประจำเดือนทั้ง 2 ชนิด เช่น พบว่าคนที่อารมณ์อ่อนไหวง่ายหรือมีความเครียดจะมีอาการปวดรุนแรงกว่าคนที่มีอารมณ์ดี

อาการ
 จะเริ่มมีอาการก่อนมีระจำเดือนไม่กี่ชั่วโมง และเป็นอยู่ตลอดช่วง 2-3 วันแรกของประจำเดือน โดยมีอาการปวดบิดเป็นพักๆ ที่บริเวณท้องน้อย บางรายอาจมีอาการปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเดิน ใจคอหงุดหงิดร่วมด้วย
 ถ้าปวดรุนแรงอาจมีอาการเหงื่อออก ตัวเย็น มือเท้าเย็นได้


  • ระยะก่อนมีประจำเดือน 2-3 วัน หรือระยะกำลังมีประจำเดือนมา แล้วมีอาการปวดท้องน้อย หรือปวดบริเวณเอวหรือหลัง หรือบั้นท้าย อาการจะปวดอยู่ 1-2 วัน แล้วหายไป เรียกว่าปวดประจำเดือน

  • อาการปวดประจำเดือนที่ไม่อันตราย และหายเองได้ คือต้องไม่รบกวนชีวิตประจำวันหรือการงาน การเรียน ยังคงไปไหนมาไหนได้ ทำกิจวัตรประจำวันได้ปกติ ไม่ต้องลางานหรือพักผ่อนอยู่ที่บ้าน อย่างมากที่สุดก็ทานยาแก้ปวดประจำเดือนเช่น ยาแก้ปวดพาราเซทตามอล แอสไพริน พอนสเตน หรือยาแก้ปวดที่เป็นยารักษาอักเสบ แบบไม่ใช่สเตียรอยด์ เป็นต้น อาการปวดท้องควรจะต้องดีขึ้น หรือ ทุเลาหรือหายได้

  

                      วิธีดูแลอาการปวดประจำเดือน

  • ดูวิธีดูแลอาการปวดท้องน้อยขณะมีประจำเดือน (หน้าแรก)

  • นอกจากนี้ต้องให้ความรู้ที่ถูกต้อง ลดความวิตกกังวล ให้กำลังใจ เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าไม่มีอันตรายและเป็นธรรมชาติ อาจต้องทั้งปลอดและบอกเล่าประสบการณ์ที่ดีของผู้ใหญ่ที่ผ่านพ้นช่วงวัยเช่นนี้ คุณยาย หรือคุณแม่อาจต้องย้ำในเรื่องว่าไม่ต้องอายเพราะเกิดกับผู้หญิงเกือบจะทุกคน และใช้ยาแก้ปวดก็หายได้ ถ้าจำเป็นควรใช้ยาแก้ปวดพาราเซทตามอล หรือยาแก้ปวดประจำเดือนได้เมื่อมีประจำเดือนมา

  • วิตามิน C อาจช่วยได้ในบางราย เพราะจะช่วยเสริมสร้างซ่อมแซมผนังมดลูก ทำให้ปวดลดลง

  • งดอาหารที่ทำให้ปวดท้องจากการรบกวนลำไส้ เช่น น้ำเย็น น้ำแข็ง อาหารรสเผ็ด รสจัด อาหารที่ย่อยยาก

  • ยกเว้นในรายที่ปวดมากจนต้องนอนพักบ่อยๆ ก็ควรปรึกษาหมอ

  • หลังอายุ 18 ปีไปแล้วส่วนใหญ่อาการปวดประจำเดือนมักทุเลาหรือหายไป แต่บางคนยังมีอาการปวดอยู่ ซึ่งไม่มากขึ้น หรืออาจจะลดลงหรือเท่าเดิมก็ได้

                               การรักษา
1. ถ้าปวดไม่มาก ให้กินยาแก้ปวด เช่น แอสไพริน หรือพาราเซตามอล ครั้งละ 1-2 เม็ด เวลาปวด ซ้ำได้ทุก 4-6 ชั่วโมง
2. ถ้าปวดมาก ให้นอนพัก ใช้กระเป๋าน้ำร้อนประคบหน้าท้อง และให้ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตอรอยด์ เช่น พอนสแตน, ไอบูโพรเฟน ครั้งละ 1 เม็ดหลังอาหาร ควรกินก่อนมีประจำเดือน 48 ชั่วโมง และกินทุกวันจนเลือดประจำเดือนหยุดออก หรือให้ยาแอนติสปาสโมดิก เช่น อะโทรพีน, ไฮออสซีน ครั้งละ 1-2 เม็ด  บรรเทาปวด ซ้ำได้ทุก 6 ชั่วโมง
3. ถ้าปวดจนมีอาการเหงื่อออก ตัวเย็น ให้ฉีดแอนติสปาสโมดิก เช่น อะโทรพี หรือไฮออสซีน  - 1 หลอด เข้ากล้ามเนื้อเข้าหลอดเลือดดำ ถ้าไม่ทุเลาควรส่งโรงพยาบาล
4. ในรายที่เป็นอยู่ประจำ อาจให้กินยาเม็ดคุมกำเนิด (กินแบบเดียวกับใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด คือวันละ 1 เม็ด ทุกวัน) เพื่อมิให้มีการตกไข่ จะช่วยไม่ให้ปวดได้ ชั่วระยะหนึ่ง อาจให้ติดต่อกันนาน 3-4 เดือน แล้วลองหยุดยา ถ้าหากมีอาการกำเริบใหม่ ก็ควรให้กินยาเม็ดคุมกำเนิดต่อไป อีกสักระยะหนึ่งจนกว่าเมื่อยาหยุดแล้ว อาการปวดประจำเดือนทุเลาลงไป
5. ถ้าพบว่าอาการปวดประจำเดือนเริมเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในผู้หญิงอายุมากกว่า 25 ขึ้นไป หรือมีอาการปวดมากหลังแต่งงาน หรือมีเลือดประจำเดือนออกมากกว่าปกติ ควรแนะนำไปโรงพยาบาล อาจต้องตรวจภายใน และทำการตรวจพิเศษ เช่น อัลตราซาวนด์, การใช้กล้องส่องตรวจช่องท้อง (laparoscope) เป็นต้น เพื่อค้นหาสาเหตุให้แน่นอน และให้การรักษาตามสาเหตุที่พบ
ข้อแนะนำ
1. ควรให้ความมั่นใจแก่เด็กสาวที่เริ่มมีอาการปวดประจำเดือนว่า โรคนี้ไม่มีอันตรายร้ายแรงแต่อย่างใด และส่วนใหญ่เมื่ออายุมากขึ้นอาจทุเลาหรือหายได้เอง ตลอดจนให้ความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับประจำเดือน
2. ผู้หญิงที่เคยมีอาการปวดประจำเดือนเป็นประจำ ถ้าหากมีอาการปวดท้องรุนแรงผิดไปจากที่เคยเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้ามีอาการกดเจ็บตรงท้องน้อยข้างขวาก็ควรจะรีบไปหาหมอ อาจเกิดจากไส้ติ่งอักเสบ หรือสาเหตุที่ร้ายแรงอื่นๆ ได้