ขณะนี้เรามี ธกส. และ ธ.อะไรต่อมิอะไรมากหลาย (รวมทั้ง EXIM BANK ช่วยต่างชาติ)    วันนี้ผมใคร่ขอเสนอ ธ.เพื่อการนวัตกรรมแห่งชาติ 

 

 

เป็นธนาคารที่ให้เงินกู้แก่นักคิด นักประดิษฐ์ไทย  เพื่อพัฒนาแนวคิดให้เป็นรูปธรรมที่สร้างประโยชน์ให้กับสังคมชาติ

 

เมื่อ “ขาย” สินค้าได้ดีมีกำไร ก็เอาเงินมาใช้คืน พร้อมดอกเบี้ย ตามแต่กำหนด หรืออาจมีเงื่อนไขอื่นๆ ก็แล้วแต่จะตกลงกัน  เช่น หากได้กำไรมากมหาศาลเป็นพิเศษ ก็อาจกำหนดว่าให้เอาเงินนั้น 2% มาบริจาคให้กองทุนเป็นเวลา 5 ปี  เพื่อที่กองทุนจะได้เอาเงินไปช่วยเหลือเจ้าความคิดคนอื่นๆได้  (โครงการพี่ช่วยน้อง)

 

ชาติฝรั่งอื่นๆ เขามีองค์กรช่วยเหลือนักคิดกันมากหลายทำนองนี้ ไม่เชื่อลองค้น  “funding your ideas” ดูสิ

 

ส่วนองค์กรวิจัยแห่งรัฐมารไทย มันคิดกันได้แต่จะเอาเปรียบนักคิด   ให้เงินแค่สองสลึงจะขอเป็นเจ้าของสิทธิบัตรพันล้านไปโน่น  .....งกและโง่ แบบนี้รับรองว่าจะยิ่งห่างชั้นจากฝรั่งไปเรื่อยๆ  เพราะในขณะที่ของเขาส่งเสริมนักคิด ส่วนของเรากับสกัดนักคิด (มีการเล่นเส้นสาย ยัดเงิน อีกต่างหาก)

 

ธนาคารแบบที่ว่ามานี้ ต้องบริหารให้โปร่งใส ปราศจากการโกง และเล่นพวกด้วย  ซึ่งยากมากในระบบแบบไทยๆ เรา ...แต่เราก็ต้องช่วยกันคิดต่อไป   เลิกคิดเมื่อไร ฉิบหายเมื่อนั้น

 

 

ถ้าตั้งธนาคารแบบนี้ขึ้นมาได้ นักคิดไทยจะมีทุนในการแปลงแนวคิดมาเป็นเครื่องต้นแบบ  หรือกระบวนการ   ผลิตขาย แข่งกับโลกเขาได้ ไม่ใช่ซื้อของเขาใช้อยู่ร่ำไป  

 

แต่ถ้าผลิตไม่ได้ หรือได้แต่ไม่ดี  นั่นก็เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการพิจารณาให้ทุน ว่าจะมีตาเหยี่ยวแหลมคมขนาดไหนในการอนุมัติทุน ซึ่งจำเป็นต้องคัดคนเก่ง คนดี ไม่เล่นพวก เข้าไปเป็นคณะกรรมการพิจารณาทุน ในระดับต่างๆ  (ซึ่งทุกวันนี้พวกคกก.วิจัย ก็พวกลากมากไปเป็นส่วนใหญ่ อยู่ในกทม.เสีย ๙๙% หรือไ่ม่ก็มาจากม. ของ ผอ. ศวจ. เป็นส่วนใหญ่) 

 

 

การให้ทุนนี้ต่างจากการให้ทุนวิจัยมาก เพราะเน้นไปที่การแปรไอเดียออกมาเป็นสินค้า  ไม่ต้องการการค้นวรรณกรรมวิจัยอะไรมากนัก   ไม่ต้องการทฤษฎีมาก (แต่ถ้ามีก็ยิ่งดี) แต่ต้องมีการนำเสนอ การซักค้านกันด้วยปากเปล่ามาก เพื่อให้แน่ใจว่าทำได้จริง

 

การให้ทุนแบบนี้ แม้ว่าให้ไปสิบทุน สำเร็จเพียงทุนเดียว ก็คุ้มเกินคุ้มแล้ว  โดยเราอย่าไปมองเพียงตัวเงินที่อาจต้องเสียไปโดยตรงกับโครงการที่ล้มเหลว   แต่ให้มองผลโดยอ้อมของโครงการที่สำเร็จ เช่น การสร้างงาน (ที่พนักงานต้องเสียภาษีให้รัฐไปตลอดชีวิต)  การเพิ่มผลิต การส่งออก ที่จะตามมาอีกหลายระลอก  รวมทั้งการสร้างความภูมิใจให้ชาติที่สามารถผลิตสิ่งของได้เอง

 

ส่วนโครงการที่ดูท่าว่าจะล้มเหลว เราก็ช่วยกู้ด้วยการส่งนักวิชาการขั้นสูงเข้าไปให้การแนะนำ ซึ่งเป็นการแลกเปลี่้ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน อย่างน้อยก็ไม่เป็นการสูญเปล่าเสียโดยสิ้นเชิง  

 

...คนถางทาง  (๑๑ สค. ๒๕๕๕)