การรักษาในสมัยก่อนประวัติศาสตร์อยู่บนพื้นฐานความเชื่อทางโลกวิญญาณ

การแพทย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์

วัตถุประสงค์

เพื่อนำเสนอแนวทางในการรักษาและแนวคิดเรื่องการเจ็บป่วยของมนุษย์ยุคก่อรประวัติศาสตร์

ooooooooooooooooooooooooo

การดำรงชีวิตของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์

               มนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์อาศัยมีการดำรงชีวิตอย่างเร่ร่อน และไม่มีที่พำนักที่แน่นอน การหาเลี้ยงชีพอาศัยการล่าสัตว์เพียงอย่างเดียวในช่วงท้ายของยุคก่อนประวัติศาสตร์จึงเริ่มอาศัยอยู่ในถ้ำ และ มีการใช้ไฟ 


 ภาพการอพยพย้ายที่ของมนุษย์นีแอนเดอทรัล  ภาพการล่าสัตว์และการอยู่อาศัยในช่วงปลายยุคก่อนประวัติศาสตร์


แนวคิดเกี่ยวกับอาการเจ็บป่วย

แนวความคิดเรื่องโรคภัยเป็นเรื่องของวิญญาณและอำนาจศักดิ์สิทธิ์

                สมัยนั้นยังไม่มีศาสนา มีเพียงแนวความเชื่อทางด้านวิญญาณโดยความเจ็บป่วยนั้นเกิดจากการที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์บันดาลความเจ็บป่วย(Divine Visitation) การรักษาดำเนินด้วยวิธีการทางเวทย์มนตร์(Magic)โดยชาแมน(Shaman or Medicine Man) ดังนั้นชาแมนนอกจากเป็นศูนย์รวมของสังคม และนอกจากนี้ยังมีบทบาทสำคัญมากในด้านการรักษา

 

วิธีการศึกษาวิธีการรักษาของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์

ชาแมนของชนเผ่าอะบอริจินิส ในประเทศออสเตรเลีย

               เราสามารถศึกษาได้จากมนุษย์ที่มีรูปแบบการดำรงชีวิตคล้ายกับมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ คือไม่มีภาษาเขียน เช่น ชนเผ่าในแอฟริกา ออสเตรเลีย หรือเกาะปาปัว นิวกินี นอกจากนี้หลักฐานทางมนุษยวิทยาเช่น โครงกระดูก1 และ อุปกรณ์ที่ยังหลงเหลืออยู่ ยังสามารถบ่งชี้วิธีการรักษาของมนุษย์สมัยนั้นได้อีกด้วย

การรักษาโดยทั่วไปเป็นของชาแมนจะใช้กลุ่มการรักษา 3 อย่าง คือ

1. การใช้ธรรมชาติบำบัด เช่น สมุนไพร การพอกแผลกระดูกหักด้วยดินเหนียวแม่น้ำ หรือการใช้ไขมันถูผิวหนังถลอก2

2. การทำสันทนาการ เช่น การเพลง และเต้นรำ ควบคู่ไปกับอุปกรณ์ดนตรี เช่น กลอง ด้วยความเชื่อที่ว่าจะขับอำนาจชั่วร้ายออกจากคนป่วยได้3

3. การผ่าตัด เช่น การเจาะกระโหลก(Trepanning)

ชาแมนใช้กลองเป็นสื่อกลางในการสื่อสารกับวิญญาณ               กลองของชาแมนซามิ(Sami)

การเจาะกระโหลก(Trepanning)

         จากหลักฐานทางมนุษยวิทยาพบว่าการเจาะกระโหลกถูกกระทำขึ้นในขณะที่มนุษย์ผู้นั้นยังมีชีวิตอยู่ หลักฐานทางโบราณคดีพบว่ามีการเจริญของกระดูกงอกใหม่บริเวณรอบรอยเจาะ(burr hole)4 นอกจากนี้ยังพบว่าบางกระโหลกมีรอยเจาะมากกว่าหนึ่งแห่ง ซึ่งนักมนุษยวิทยาลงความเห็นว่า การกระทำเช่นนี้อยู่บนพื้นฐานของแนวคิดการเจ็บป่วย โดยเชื่อว่าการเจาะกระโหลกเป็นการกำจัดอำนาจชั่วร้ายออกจากตนซึ่งเป็นสาเหตุของการเจ็บป่วย

 

การแพทย์ยุคก่อนประวัติศาสตรที่มีผลต่อรูปแบบการรักษาในปัจจุบัน

        ในปัจจุบันการเจาะกะโหลก(Trepanning)ยังมีใช้อยู่เพื่อรักษาอาการเกิดลิ่มเลือดใต้กะโหลก (epidural or subdural hematomas) นอกจากนี้ยังใช้การเจาะกระโหลกในระหว่างการผ่าตัดทางระบบประสาทอีกด้วย4

        นอกจากการเจาะกะโหลกการใช้สมุนไพรในการรักษายังคงมีอยู่ซึ่งเป็นการแพทย์ทางเลือกซึ่งมีการศึกษาเชิงลึกด้านสรรพคุณ และศึกษาองค์ความรู้ทางเภสัชศาสตร์มากขึ้น

 

เอกสารอ้างอิง       

1. Wikipedia.(Online). Prehistoric Medicine.[Retrieved August 6, 2012 from http://en.wikipedia.org/wiki/Prehistoric_medicine].

2. RM.(Online). Prehistoric Medicine.[Retrieved August 7, 2012 from http://www.talktalk.co.uk/reference/encyclopaedia/hutchinson/m0097007.html].

3. Wikipedia.(Online). Shamanism.[Retrieved August 7, 2012 from http://en.wikipedia.org/wiki/Shamanism].

4. Wikipedia.(Online). Trepanning.[Retrieved August 8, 2012 from http://en.wikipedia.org/wiki/Trepannng].


คณะผู้จัดทำ

543070190-7 นายพชร          คำมี
553070032-6 นายธนภัทร    ต.ศรีวงษ์
553070059-6 นายพุฒิสรรค์    ทัฬหวรงค์
553070006-7 นางสาวกัญฐิมา     เกณทวี
553070031-8 นายธนภพ       วิเศษมงคลชัย
553070066-9 นายภูริณัฐ        ติกขะปัญโญ
553070083-9 นายเอกอาชาน  โควสุภัทร์
553070100-5 นายกิตติภูมิ   โมคาพันธ์
553070178-8 นางสาวพิมพ์ประภา  หมื่นภิรมย์
553070138-0 นายธนพล  แสงผล
553070131-4 นางสาวติณณา  ศิริธร
553070219-0 นายอภิชาต  ประถมบุตร
553070139-8 นาย  ธนวุธิพงศ์  โคตะหา
553070186-9 นางสาว  ภาวินี  ทีฆกุล
553070198-2 นางสาว  วิชชุดา  เสียงเลิศ
553070097-8 นายกษมะ    พลเยี่ยม
553070193-2 นางสาววชิรญาณ์ ราชภักดี
553070250-6 นางสาวชนกนันท์  จารักษ์
553070263-7 นางสาววทันยา   จงวโรทัย
553070230-2 นางสาวนภัส   ลิ้มชูพรวิกุล