วันนี้เป็นวันอังคาร...เป็นวันของTBคลินิก...ปกติถ้าไม่ติดประชุมเราก็จะลงไปช่วยทำงานที่คลินิกแต่วันนี้มีการอบรมพิเศษทำให้เราไม่ได้ลงไปหากแต่ฝากไว้ว่าถ้ามีเคสให้ช่วยโทรตามด้วย.

...ประมาณเกือบสิบโมงครึ่ง...เคสที่นัดให้มาตั้งแต่เช้าก็มาถึง น้องที่แผนกก็โทรตามให้เราไปพบเคส..

.ทันทีที่ได้รับแจ้งเราก็ขออนุญาตแว่บออกไป...ในใจก็นึกหงุดหงิดอยู่เหมือนกันที่เขามาช้าจนอาจจะตรวจไม่ทันรอบเช้าแต่อีกใจก็สบายใจในระดับหนึ่งที่เขาก็ยังมาพบตามนัด...

ไปถึงพบว่าเขากำลังกินนมกล่องและข้าวตังหน้าหมูหยองอย่างสบายๆ...ถามไถ่เบื้องต้นได้ข้อมูลว่าเพิ่งตื่นนอนเลยยังไม่ได้กินข้าวเช้าและแม่พาหลานตัวเล็กๆมาด้วย..เราก็เลยให้เวลาเขาทานไปอีกสักเล็กน้อยก่อนเชิญเข้าไปพูดคุยในห้องให้คำปรึกษา.

..ความที่เขาเพิ่งฟื้นไข้ทำให้เวลาคิดหรือพูดอะไรยังดูช้าๆ ไม่คล่องแคล่วนัก เคสรีบบอกว่าตอนนี้เขาเลิกดื่มและสูบบุหรี่แล้วนะ..เราได้ยินแล้วก็รีบยิ้มและกล่าวชื่นชมว่าเขาดูดีขึ้นมากเลยจริงๆ..นิ่งกันสักพักก่อนที่เราจะถามถึงความพร้อม

...วันนี้เคสมาฟังผลการติดเชื้อ ซึ่งจากครั้งที่แล้วเราได้ช่วยกันค้นหาและประเมินพฤติกรรมเสี่ยง เคสมั่นใจว่าถ้าเขาติดเชื้อก็น่าจะมาจากการมีเพศสัมพันธ์กับแฟนสาวที่เพิ่งเลิกรากันไปเมื่อปลายปีที่แล้ว(เราก็รับรู้ว่าเขาเองก็เคยใช้ยาเสพติดมาก่อนด้วยแต่เคสไม่คิดว่าจะติดเอชไอวีจากพฤติกรรมเสี่ยงอันนี้) เคสรายนี้มีปัญหาซับซ้อนนอกเหนือจากการติดเชื้อเอชไอวีและกำลังป่วยเป็นวัณโรคแล้ว สภาพจิตใจของเขาก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง

ในครั้งนี้เราได้รู้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องตัวเขามากขึ้นว่า เมื่อก่อนเขาเคยทำงานโรงงานไม่ได้เป็นมอเตอร์ไซค์รับจ้างเหมือนในปัจจุบันแต่เพราะพิษรักทำร้ายทำให้ที่ผ่านมาสามสี่ปีเขาดื่มเหล้าและสูบบหรี่อย่างหนักเพื่อให้คลายความกลัดกลุ้ม...

เขาเล่าว่าเขาอยากจะเลิกกับแฟนมาตั้งนานแล้วตั้งแต่ที่จับได้ว่าแฟนไปมีความสัมพันธ์กับยามบริษัทที่เขาทำงานและนอกจากยามคนนี้(ซึ่งเขาคาดว่าแฟนหนีไปอยู่ด้วยแล้ว)ก็ยังมีเพื่อนร่วมกลุ่มของเขาอีก2-3คนที่เคยได้มีความสัมพันธ์กับผู้หญิงคนนี้

...เขานิ่งไปครู่หนึ่งเมื่อเราถามถึงความรู้สึกของเขาในปัจจุบันกับเรื่องที่ได้เกิดขึ้น..."ผมเข็ดไม่กล้าไม่อยากยุ่งกับใครอีก..เคยมีผู้หญิงมาทำท่าสนใจ ซื้อของให้แต่...ผมไม่อยากให้ใครเดือดร้อน...ตอนนี้ผมนึกเป็นห่วงแต่ว่าเพื่อนผม(ที่เคยแอบไปมีความสัมพันธ์กับแฟนของเขา)จะเอาเอดส์ไปให้ลูกให้เมียของเขาหรือเปล่า..แต่ผมก็ไม่แน่ใจนะว่าเขาจะรู้สึกอย่างไร.ถ้าผมไปบอกเขา..แต่ผมอยากให้เขาได้รู้ตัว...

เคสนี้จากที่ญาติเคยเล่าก็คือเขาถูกกระแสต่อต้านและข่าวลือจากคนที่ทำงานว่าเขาเป็นผู้ติดเชื้อ และเมื่อแฟนเขาหนีไปข่าวลือนั้นก็มีมากขึ้นจนเขาต้องลาออกจากงานมาขับรถมอเตอร์ไซค์รับจ้าง แต่ตัวเขาเองเพิ่งมาขบคิดว่าข่าวลือนั้นน่าจะจริงก็เมื่อสัปดาห์ก่อนที่เขามีอาการป่วยมากและญาติพามาตรวจที่รพ.

...เมื่อเขารับรู้ว่าตัวเองติดเชื้อเอชไอวีจริงๆทั้งจากที่เราได้แจ้งและให้เขาได้เห็นผลแลป..สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อยดูศร้าๆ ไม่เอะอะโวยวายอะไร เขาบอกเราน้ำเสียงเรียบๆว่าพี่อย่าเพิ่งบอกแม่นะว่าผมติดเชื้อแล้ว...ผมไม่อยากให้แกตกใจแล้วถ้าอย่างไรถ้าน้องสาวผมมีเวลาผมจะให้เขามาคุยกับพี่นะ...เราแสดงความรู้สึกเป็นห่วงเกรงว่าอาจมีความคิดสั้นหรือทำร้ายตัวเอง...เคสปฏิเสธว่าขณะนี้เขายังไม่ได้ทำหน้าที่ลูกที่ดีให้แม่ได้มากพอเลย..อีกทั้งน้องสาวเขาก็ให้กำลังใจและความช่วยเหลือทางการเงินเขาจึงคิดว่าจะลองพยายามรักษาตัวเองให้หายขาดจากวัณโรค...พี่เองก็บอกผมไม่ใช่หรือว่าวัณโรครักษาให้หายขาดได้ถ้าตั้งใจ...เมื่อครั้งที่แล้วผมมาฟังพี่ผมก็เข้าใจว่าโอกาสที่ผมจะกลับไปทำงานหาเงินให้แม่ก็ยังมีอยู่แต่ตอนนี้ที่ผมทำงานไม่ได้เพราะผมเป็นโรคปอดและไม่ได้ดูแลตนเอง

เราก็เลยกล่าวชื่นชมที่เขาตั้งใจจะลุกขึ้นสู้ ไม่ท้อถอย..แต่ขณะเดียวกันเราขออนุญาตยุติการสนทนาไว้แค่นี้ก่อนเพราะเขายังต้องรีบไปพบแพทย์..

.โชคดีที่คุณหมอกำลังจะออกไปจากคลินิกอยู่พอดี.ตอนนั้นเวลาประมาณสิบเอ็ดโมงยี่สิบนาที

..ลุงโป่งช่วยเข้าไปกล่อมให้หมออยู่ต่อ พร้อมกับส่งม้าเร็วช่วยไปรับตัวผู้ป่วยมาหาแพทย์ ระหว่างรอคนไข้มาถึงฉันก็รีบเขียนรายงานบันทึกก่อนส่งตรวจ ระหว่างนั้นมีเคสเก่าเข้ามาทักทาย.

..เคสนี้ใช้ยาต้านไวรัสควบคู่กับการรักษาวัณโรคมาสี่ห้าเดือนแล้ว ผู้ป่วยแข็งแรงและมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นจาก49กิโล(ตอนป่วยใหม่ๆ)มาเป็น60กิโล..

.เขาแอบถามเราว่าเขาดูดำมากเกินไปหรือเปล่า(คงเป็นผลข้างเคียงจากยาส่วนหนึ่ง)เราก็ตอบไปว่าสีผิวเขาดูดำคล้ำก็จริงแต่ไม่ถึงกับน่าเกลียดอะไร.

.ถามย้อนกลับถึงเหตุผลที่ถามก็ได้คำตอบว่าคนแถวบ้านทักเขาว่าทำไมดำจัง...เขาก็นึกถึงแต่คำพูดที่เราเคยสอนว่าถ้าไม่อยากตอบหรือจำเป็นต้องตอบก็ให้ยิ้มและขอบคุณผู้พูดที่เป็นห่วง...วันนี้เขาดีใจนะที่ได้มาคุยกับเราอีก...เราได้แต่ยิ้มรับ และแอบคิดต่อในใจว่าถึงวันนี้อาจเหมือนโดนแพทย์ติ ที่ว่าส่งต่อเคสมาให้ล่าช้าแต่..เขา(เคส)ทั้งสองรายกลับทำให้เรารู้สึกดีๆได้อย่างมากมายในชั่วเวลาสายๆของวันอังคารนี้...ขอบคุณมากจริงๆที่วันนี้เขาได้มาช่วยเล่าประสบการณ์ชีวิตและให้กำลังใจแก่คนทำงานเล็กๆคนหนึ่งเช่นเรา...