การใช้ความละโมบโดยการดูดน้ำยางออกมามากๆ แต่ขาดการดูแลปรับปรุงบำรุงดินทำให้มีอาหารในดินน้อยขาดความสมดุลย์
สาเหตุของหน้ายางตาย หน้ายางตายนึ่ง แห้ง แข็ง ให้ผลผลิตน้อยอาจเกิดได้ด้วยหลายสาเหตุหลายกรณีเพราะปัจจุบันนั้นมีผลิตภัณฑ์ที่มากหลากหลายนำมาให้เกษตรกรได้ทดลองใช้จนทำให้เกิดผลเสียต่อหน้ายาง มีการใช้สารเอทธีลีนหรือเอทธีฟอลเพื่อให้ต้นยางเกิดความเครียดหลั่งน้ำยางออกมาเยอะๆ จนทำให้หน้ายางแข็งเพราะเกิดจากระบบป้องกันตนเองของต้นยางที่ต้องรักษาตัวเองไม่อ่อนแอหรือตายลง การใช้ความละโมบโดยการดูดน้ำยางออกมามากๆ แต่ขาดการดูแลปรับปรุงบำรุงดินทำให้มีอาหารในดินน้อยขาดความสมดุลย์ ขาดสารอาหาร ทำให้ต้นยางสร้างกลไกป้องกันตนเองไม่ให้ตายโดยอัตโนมัติ ทำให้หน้างยางแข็ง ไม่สร้างน้ำยาง เพราะขืนปล่อยให้มีน้ำยางก็เปรียบเหมือนคนที่ปล่อยให้ตัวเองเลือดไหลไม่หยุดจนตาย
สาเหตุเรื่ิองดินที่ขาดความอุดมสมบูรณ์และการให้แร่ธาตุหรือสารอาหารไม่เพียงพอนั้นก็สามารถทำให้หน้ายางแห้ง แข็ง กรีดยาก น้ำยางน้อย ซึ่งเป็นเรื่องปรกติบางทีไม่จำเป็นต้องเดือดร้อนไปหายาหรือสารเคมีใดๆมาทำการรักษา เพียงแค่หมั่นเติมอินทรีย์วัตถุปุ๋ยหมักปุ๋ยคอกเพื่อให้ดินนุ่ม โปร่งร่วนซุยเป็นที่อยู่อาศัยของจุลินทรีย์ ถ้าเป็นดินที่ขาดความอุดมสมบูรณ์จะรอปุ๋ยจากปุ๋ยหมักปุ๋ยคอกอาจจะใช้เวลานานและปริมาณสารอาหารที่ได้ก็จะน้อยไม่เพียงพอก็อาจจะใช้ปุ๋ยหรือแร่ธาตุและสารอาหารธรรมชาติจากหินแร่ภูเขาไฟ (พูมิช, พูมิชซัลเฟอร์, ม้อนท์โมริลโลไนท์, ไคลน็อพติโลไลท์ ฯลฯ) เพิ่มเติมเข้าไปก็ได้ในอัตรา 2-3 กำมือต่อต้น หินแร่ภูเขาไฟเหล่านี้เป็นลาวาที่ผ่านความร้อนหลอมรวมแร่ธาตุและสารอาหารต่างๆไว้มากมายพร้อมที่จะย่อยสลายเปื่อยผุตัวเองให้กลายเป็นอาหารของพืชได้โดยง่าย ก็เหมาะสำหรับดินที่ขาดความอุดมสมบูรณ์เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
ส่วนต้นยางที่มีสาเหตุการตายนึ่งจากโรคและแมลงนั้นการดูแลใส่ปุ๋ยปรับปรุงบำรุงดินเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เพราะร่างกายที่แข็งแรงหากได้รับเชื้อโรคเข้าไปภายในแล้วจำเป็นต้องใช้ยารักษาให้หายดีเสียก่อนจึงค่อยให้ความสำคัญเรื่องการดูแลบำรุงด้านอาหารและโภชนาการ การใช้ยาก็มีทั้งที่เป็นสารพิษและแนวธรรมชาติ แต่ผู้เขียนจะนำเสนอแนวทางอย่างหลังคือการใช้จุลินทรีย์ที่ป้องกันกำจัดเชื้อราแบบไม่ใช้สารพิษ ด้วยการใช้ ไตรโคเดอร์ม่าหรือบีเอสพลายแก้วอย่างใดอย่างหนึ่งหรือจะใช้ทั้งสองอย่างร่วมกันก็ได้อย่างละ 100 กรัมนำไปผสมน้ำ 10-20 ลิตรแล้วนำไปฉีดพ่นหรือใช้แปรงทาสีป้ายหน้ายาง ทุกๆ 7 วัน สปอร์ของจุลินทรีย์ทั้งสองชนิดจะเริ่มทำงานตั้งแต่คืนแรกคือสร้างสารยั้บยั้งและสร้างเส้นใยทำลายเชื้อราโรคพืชหรือเชื้อราโรคของต้นยางพาราโดยการแย่งอาหาร ที่อยู่อาศัยจนเชื้อโรคเหล่านั้นค่อยลดจำนวนลงและตายในที่สุด สำหรับเชื้อบีเอสพลายแก้วนั้นสามารถหมักขยายได้โดยใช้เพียง 5 กรัมต่อมะพร้าวอ่อน 1 ผล ต้นทุนจะอยู่ที่ประมาณ 5 บาทหมักทิ้งไว้ประมาณ 24-48 ชั่วโมงแล้วจึงนำมาผสมกับน้ำ 20 ลิตรก่อนนำไปฉีดพ่น
มนตรี บุญจรัส
ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ. www.thaigreenagro.com