วันอังคาร ที่ 7  สิงหาคม 2555

กราบสวัสดีค่ะครู

วันนี้ตื่นขึ้นมากราบพระทำวัตรเช้า เก็บของอาบน้ำ แม่ทอดปลาห่อข้าวให้เช่นเคย แต่วันนี้หนูไม่ได้วิ่งตอนเช้าศีลข้อสี่ด่างพร้อย ต้องรีบออกจากบ้านแม่เพื่อมาขึ้นรถตู้ที่ขอนแก่นประมาณแปดโมงครึ่งเพื่อเข้าไปประชุมที่กรุงเทพ น้องโทรแจ้งระหว่างทางว่าเลื่อนเดินทางให้ช้าหน่อยประมาณชั่วโมงหนึ่งทำให้พอมีเวลาได้รีเซทตนเองแวะบ้านพักทำดีท๊อก

แล้วก็ไปรออยู่ที่ทำงานเลยได้โอกาสล้อมวงคุยกันเกี่ยวกับหนังสือที่ทำแชร์ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในหนู พี่ๆเห็นความเปลี่ยนแปลงในหนูจากการทำหนังสือว่าปล่อยไปหลายเรื่อง และหนูก็รู้สึกกับตนเองว่า ระยะเวลาเพียงสองอาทิตย์ที่ใจหนูมุ่งมั่นตั้งเป้าให้งานนี้เสร็จลงมือลุยจนเห็นผล ไม่ใช่แค่ตัวหนูเห็นพี่ ๆ ที่อยู่รอบข้างก็เห็นแล้วเหมือนท่านอนุโมทนากับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นค่ะครู รับรู้ถึงมุทิตาจิตของพี่ๆได้แจ่มชัด

พอรถออกมาการเดินทางเริ่มขึ้นเป็นการเดินทางที่สบายๆ ได้โอกาสปรึกษากับถึงแนวทางการทำเรื่องเล่าภาพรวมทั้งประเทศที่ต้องเร่งดำเนินการให้เสร็จสิ้นก่อนสิงหาคม ภาพคล้ายกับว่าพองานชิ้นแรกเสร็จได้พักหายใจแป๊บหนึ่งค่ะครู งานชิ้นโตก็รอให้เผชิญตรงหน้า การนั่งรถตู้สบาย ๆ เหมือนได้ชาร์ทแบทภาวนากับตนเอง หลับตาพุทโธแล้วก็ได้งีบแบบเงียบ ๆ

กว่าจะมาถึงโรงแรมแอมบาสเดอร์ก็ประมาณห้าโมงเย็น น้องๆขนของเตรียมไปจัดสถานที่ หนูแยกมากับพี่กุ๊บอกท่านว่าขอไปวิ่งที่ฟิตเนต พอได้วิ่งก็มีพลังขึ้นมาค่ะครู เดินไปห้องเตรียมการเครือข่ายเห็นพี่ ๆ จัดบอร์ดกันอยู่ เลยได้โอกาสเข้าไปคุยกับเครือข่ายภาคอื่น ๆ ถึงแนวทางที่จะขมวดปมดำเนินงาน เหมือนต้องใช้พลังข้างในของตนเองเยอะค่ะครู พี่ ๆ ที่ตั้งใจมาช่วยกันขับเคลื่อนทุ่มเทมากทีเดียว แต่เป็นการทำงานแบบเนียนๆตีวงใน

พอครูโทรมาเหมือนมาช่วยเรียกสติให้ไม่หลง พอได้ตั้งสติพุทโธแล้วก็คุยกับครู

ครูพาให้เข้าไปดูใจหาสาเหตุที่แน่น ๆ

สาเหตุที่กลัวครู

เข้าไปเจอว่าคิดไม่ดี

เหมือนเรื่องราวแบบนี้หนูได้ยินครูเล่าหลายครั้งซ้ำ ๆ

แต่ก็ไม่ประจักษ์กับใจตนเองเจ้าค่ะ

พอมาวันนี้เห็นความแน่นๆ

แล้วพอมองเข้าไปข้างในก็เปลี่ยน

ครูพาเข้าไปดูแม้กระทั่งเสียงข้างในที่ดังขึ้นที่มีเหตุจากคำถามที่ครูให้ใคร่ครวญ

เป็นเสียงที่เบามากๆค่ะครู

ถ้าไม่จดจ่อกับตนเองก็คงไม่ได้ยิน

ถ้าครูไม่เมตตาตีวงล้อมใจหนูก็ไม่ค่อยกล้ายอมรับ ถึง

”ความคิดชั่ว” ที่มีต่อครู

แต่พอได้เห็นใจกลับโล่งขึ้นผ่อนคลายขึ้น

ครูชี้อีกว่า “คนหลายคนมักจะกลัวตอนที่มาใกล้ครู”

คนทั่วไปครูก็ไม่อะไร แต่คนที่พยายามจะแก้ไขครูจะตีลงไปให้เห็นว่า

 “คิดชั่ว”

"เพราะติ๋วอยากจะแก้ไข"

หนูรู้สึกอุ่นใจกับคำๆนี้ ซึ่งก็ได้ยินเสียงข้างในตอบครูว่า

"จริงเจ้าค่ะ"

แต่กว่าจะยอมรับครูก็ต้องออกแรงมากทีเดียว

ครูเอ่ยต่ออีกว่า

"แต่ตีลงไปก็จะมีความโกรธ ไม่พอใจเกิดขึ้น"

ซึ่งในตัวหนูเองเห็นได้ชัดเจนค่ะครู แต่พอเห็นใจโล่งขึ้นเจ้าค่ะ จึงรีบเอ่ยกราบขอขมาครูจากใจ การได้รับมอบหมายงานจากครูรู้สึกกับตนเองว่า

“ได้โอกาสสั่งสมกุศลใหญ่”

วางสายเสร็จก็เดินมาที่ห้องเครือข่ายร่วมกันกับพี่ ๆ คุยงานแบบสบาย ๆ เหมือนหนูได้รับการเตรียมการจากครูในการทำภารกิจแบบนี้เลยเจ้าค่ะ ทำงานแบบที่มีครูเป็นต้นแบบ ครั้งนี้ไม่ใช่เลียนแบบรู้สึกกับตนเองเช่นนี้ค่ะครู ทำแบบไม่มีรูปแบบอะไรแต่เป้าหมายคือ ให้คนทำงานมีความสุข จับเอาจุดเด่นข้อดีของงานแต่ละคนมาเขียนมาชี้ให้เห็นแล้วล้อมวงแชร์กัน แชร์ผ่านงาน ผ่านเมลล์

การทำงานครั้งนี้บางทีหนูก็รู้สึกแอบน้อยใจค่ะ งบน้อยมากโดยส่วนใหญ่ใช้การลงแรงกันเอง แต่พอเป็นงานบางอย่างกลับไปถูกละลายเงินแบบมีประโยชน์น้อย คิดขึ้นมาแบบนี้ต้องรีบบอกตนเอง

“เพ่งโทษคนอื่นแล้ว”

ศีลข้อหนึ่งด่างพร้อย ทำบนข้อจำกัดนี่แหละ พอหนูเสนอแนวคิดพี่ ๆ ก็รับและช่วยกันเสริม แต่พอมาทบทวนพบข้อจำกัดในเรื่องของเวลา ซึ่งเป็นสิ่งที่หนูเองก็ยอมรับว่าห่วงจึงมีการมานั่งไล่เรียงว่า

“อันไหนควรจะก่อนและจำเป็นมากกว่า”

ได้ข้อสรุปจากกลุ่มเล็ก ๆเพื่อขยายผลสู่กลุ่มใหญ่ในวันพรุ่งนี้ค่ะครู

                ได้โอกาสเสนอภาพฝันกลุ่มเล็กที่ได้คุยกันกับเลขานุการกรมและงานประชาสัมพันธ์ จึงได้เพื่อนร่วมทางมาทำงานช่วยกันมากกขึ้น บางขณะใจหนูก็มีตัวนี้ดีดขึ้นมาค่ะ “ฉันเก่ง” แต่ก็พยายามทำอย่างรู้ตัวกับตนเอง แบบไม่มีรูปแบบ

สภาพการทำงานตอนนี้เหมือนกันว่า

“หนูมีชิ้นงานมาเสนอขาย ใครจะให้เงินทำบ้าง”

เป็นแบบนี้เลยค่ะครู แล้วที่ออกแรงเยอะเพราะว่าไม่ใช่งานใครคนใดคนหนึ่งแต่มันคือ ภาพรวม 7 ปีของทั้งประเทศแต่หนูก็พยายามทำเท่าที่ทำได้ เพื่อเรียนรู้กับตนเอง ตอนนี้ใจยังวางเรื่องงานนี้ไม่ค่อยได้ เผลอมันก็จะหยิบขึ้นมาคิดทันทีค่ะ แต่พอมีสติก็จะมีพุทโธเรียกสติกับตนเอง เข้ามาห้องพัก อาบน้ำทำวัตรเย็น พอจะเริ่มถอดบทเรียนก็ลงมานั่งพื้นหลับตากับตนเองแล้วก็ผล่อยหลับไปตื่นขึ้นมาตีสามเจ้าค่ะ จึงพึ่งได้ส่งจดหมายถึงครู

ประเมินตนเองวันนี้โจทย์มากแต่ใจยังพอตั้งรับไหว ถ้าได้วิ่งตอนเช้าน่าจะได้คะแนนสูงกว่าครึ่ง ครั้งนี้หนูให้ตนเองได้แค่ 5 เต็ม 10 เพราะว่าละเลยการวิ่งตอนเช้าซึ่งเป็นหัวใจสำคัญแห่งการรักษาสัจจะ เจ้าค่ะ ส่วนคะแนนสติในการเผชิญสิ่งต่าง ๆ ต้องยอมรับว่า การเพียรประคองรักษาข้อวัตรและรู้จักพุทโธเรียกสติ ช่วยให้สติมาเร็วจะใจไม่หนักมากกว่าที่เป็น และประโยคหนึ่งของพี่จั่น เหมือนได้ให้กำลังใจกับหนูว่า

“พี่ไม่รู้นะแต่รู้สึกกับตนเองว่าการทำหนังสือมันคือ วิทยาทานได้บุญ”

จิตใจของท่านที่เอ่ยเรื่องนี้อ่อนโยนมากระทบเข้ามาในใจที่แข็งกระด้างของหนูให้อ่อนโยนเห็นตามท่าน เพราะมีอีกหลายเล่มที่ผู้อำนวยการอนุมัติให้ดำเนินการค่ะครู สงสัยต้องเรียนรู้เรื่องนี้กับตนเองไปก่อน ทำงานเพื่อเรียนรู้ตนเอง กราบขอบพระคุณเจ้าค่ะครู