ช่วงเทศกาลเข้าพรรษาปีนี้ถือเป็นฤกษ์ดีที่ข้าพเจ้าจะได้เปิดสมุดเล่มใหม่ เพื่อใช้บันทึกและบอกเล่าความคิดและความเป็นไปของชีวิตของคนเล็กๆ คนหนึ่งที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ และใฝ่ฝันหาชีวิตที่ สุข สงบเงียบ เรียบง่าย อันเป็นที่มาของชื่อบล็อกนี้ค่ะ

.
.

บรรดาโรคทั้งหลายนั้น พระพุทธองค์ตรัสว่า "ความหิวเป็นโรคอย่างยิ่ง" ก็เป็นความจริงที่ไม่สามารถจะคัดค้านได้ สัตว์ทั้งหลายอาจจะว่างเว้นจากโรคอื่นๆ ๑ ปีบ้าง ๒ ปีบ้าง ๕ ปีบ้าง ๑๐ ปีบ้างก็พอดี แต่ใครเล่าจะว่างเว้นจากโรคคือความหิวแม้เพียงวันเดียว โรคคือความหิวนี้จึงต้องการบำบัดอยู่ตลอดเวลาตลอดอายุ การที่มนุษย์ต้องวิ่งเต้นชนิด "กลางคืนเป็นควัน กลางวันเป็นเปลว" นั้น ส่วนใหญ่ก็เพื่อนำปัจจัยซึ่งสามารถบำบัดความหิวนี้เอง มาปรนเปรอร่างกายอันพร่องอยู่เสมอ

ข้อความข้างบนนี้ข้าพเจ้ายกมาจากหนังสือ “พระอานนท์พุทธอนุชา” ของท่านอาจารย์วศิน อินทสระ ซึ่งได้เคยอ่านมาหลายปีแล้ว จากจุดนี้และความคำนึงในด้านสุขภาพร่างกาย ทำให้คิดว่าในทุกๆ วันของชีวิตที่เหลือ ข้าพเจ้าไม่ต้องการที่จะเบียดเบียนตัวเองและผู้อื่น ข้าพเจ้าจะปรนเปรอร่างกายที่พร่องอยู่เสมอนี้ด้วยสิ่งที่จะทำให้ชีวิตอื่นทุกข์ทรมานให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะโรคหิวนี้ทำอย่างไรก็จะรักษาไม่หาย ข้าพเจ้าจึงเลือกที่จะเผชิญกับมันด้วยตนเองและไม่คิดจะนำชีวิตอื่น (สัตว์) เข้ามาข้องเกี่ยวด้วยเท่าที่จะทำได้

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นข้าพเจ้าได้พยายามมาโดยตลอดที่จะไม่ทำให้ความเชื่อส่วนตัวและทางเลือกของข้าพเจ้าไปสร้างความเดือดร้อนทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจให้กับเพื่อนผู้ร่วมทางเดินด้วยค่ะ ทุกๆ งานที่ได้รับเชิญ ในทุกๆ ร้านอาหารที่ไป ข้าพเจ้าเลือกทานในสิ่งที่ทานได้เสมอ ไม่ต้องมีการจัดเตรียมเมนูพิเศษใด บางคนไม่เคยสังเกตด้วยซ้ำในความเชื่อที่อาจไม่เหมือนใครของข้าพเจ้า

การไปทานอาหารไปอยู่ในสมาคมกับผู้คนไม่ใช่เพียงเพื่อไปเติมเต็มอาหารกายแต่ก็รวมไปถึงอาหารใจด้วย และคงเป็นการเปล่าประโยชน์ที่ความต้องการในชีวิตที่เรียบง่ายของเราไปสร้างความวุ่นวายให้ชีวิตอื่น...ข้าพเจ้าเชื่อเช่นนั้น

กว่าสิบสามปีมาแล้วที่ข้าพเจ้าละเว้นเนื้อสัตว์ทุกชนิดด้วยเหตุผลข้างต้น ข้าพเจ้าจึงได้หัดทำอาหารในวันที่โอกาสอำนวยเพื่อเพิ่มความสุขในชีวิต ซึ่งอาจจะเกิดจากการดัดแปลงด้วยตนเองหรือไปพบเจอมา สมุดเล่มนี้จะใช้บันทึกเรื่องราวจิปาถะที่โยงใยไปถึงชื่อบล็อก รวมไปถึงเมนูทางเลือกที่ข้าพเจ้าชอบและอยากแบ่งปันให้แก่กัลยาณมิตรทุกท่านค่ะ เผื่อบางโอกาสใดที่ท่านต้องการการเปลี่ยนแปลงให้ชีวิตในช่วงเทศกาลต่างๆ อาจจะลองดูบ้างก็ได้นะคะ รสชาติอาจไม่ค่อยอร่อยคุ้นลิ้น แต่รับรองกินแล้วสบายกาย+ใจค่ะ

 

เมื่อวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ข้าพเจ้าโทรไปคุยกับที่บ้านและได้รับการบอกเล่าว่าที่บ้านกำลังอิ่มเอมกับการกินขนมจีนน้ำเงี้ยว ด้วยที่ข้าพเจ้าเป็นสาว(เหลือ)น้อยชาวเหนือ จึงรู้สึกอยากทานเมนูคนเมืองนี้ขึ้นมาในทันใด เลยทำทานเองค่ะ วันนี้เลยอยากนำเมนูนี้มาแบ่งปันนะคะ

 

ขนมจีนน้ำเงี้ยวไสตล์ปริมเองค่ะ

ส่วนประกอบ

1) เต้าหู้แข็งสีขาวยีให้เป็นชิ้นเล็กๆ ให้โปรตีนแทนหมูสับ

2) เห็ดชิตาเกะหรือเห็ดชนิดใดก็ได้ตามชอบค่ะ ข้าพเจ้าชอบทานเห็ดทุกชนิดอยู่แล้ว พอดีวันนั้นมีเห็ดชิตาเกะและเห็ดนางฟ้าก็เลยใช้ทั้งสองอย่าง

3) หน่อไม้ต้มสุก หน่อไม้ให้ texture ที่ต่างไปค่ะ ช่วยให้อาหารน่าสนใจขึ้นเวลาขบเคี้ยว

4) มะเขือเทศหั่น

5) ส่วนประกอบของน้ำพริก ก็มีพริก หอมแดง กระเทียม รากผักชี และเต้าเจี้ยวเพื่อเพิ่มรสชาติ

6) ผักเครื่องเคียงต่างๆ ตามชอบ เช่นถั่วงอก ต้นหอม ผักชี ผักสลัดไอซ์เบิร์ก มะนาว พริกแห้ง กระเทียมเจียว ฯ

 ...

...

...

...

 

วิธีทำ

1) ต้มน้ำให้เดือด

2) นำส่วนประกอบของน้ำพริกใส่เครื่องปั่น ปั่นให้ละเอียด แล้วเทลงในน้ำที่กำลังเดือด หากต้องการความหอมอร่อยท่านอาจนำน้ำพริกไปผัดกับเต้าหู้ในน้ำมันก่อนก็ได้ค่ะและเทลงในน้ำเดือด แต่ข้าพเจ้าชอบแบบไม่ต้องผัดเพราะบ้านเป็นอพาร์ตเมนท์เล็กๆ หากผัดแล้วกลิ่นน้ำพริกจะตลบอบอวลบ้านค่ะ

3) เมื่อน้ำเดือดอีกที ใส่เห็ด เต้าหู้ หน่อไม้ที่หั่นเเตรียมไว้ ใครมีดอกงิ้วแห้งก็ใส่ลงไปด้วยนะคะ จะได้สมกับชื่อเมนู

4) พอสุกใส่มะเขือเทศ แล้วปรุงรสด้วยซีอิ้วขาว และ/หรือ น้ำตาลตามชอบ

5) เตรียมเส้นขนมจีน ด้วยการลวกเส้นขนมจีน หรืออาจใช้เส้นหมีสั่วก็อร่อยค่ะ ที่นี่มีขนมจีนสดขายที่ร้านไทยที่โกลเด้นไมล์ แต่เพื่อความสะดวกข้าพเจ้าจะเตรียมขนมจีนจากเส้นแห้งค่ะ

 ...

...

...

 

เชิญทัศนาด้วยกันค่ะ...        

ด้วยความนอบน้อม

ปริม ทัดบุปผา

๖ สิงหาคม ๒๕๕๕