ได้พบว่า ท่านผู้มีความรู้ผู้หนึ่งเผยแพร่ความเห็นว่า สมถกรรมฐานมีลักษะ ๓ คือ
๑.นิจจลักษณะ เป็นลักษณะที่เที่ยงแท้ แน่นอน กล่าวคือเมื่อมีสมาธิเมื่อใดก็เห็นนิมิตติดตาเหมือนที่เคยเห็นได้ดังปรารถนาทุกครั้ง
๒.สุขลักษณะ เป็นความสุขที่ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนด้วยอำนาจสมาธิ ไม่เห็นทุกข์ไม่เห็นโทษแห่งทุกข์ แต่เห็นทุกข์เป็นสุข ไม่ปรารถนาความหลุดพ้นจากทุกข์
๓.อัตตลักษณะ เป็นความสามารถบังคับได้ ต้องการเมื่อใดก็ทำให้เกิดขึ้นได้เมื่อนั้น คล้ายกับเป็นเจ้าของ ทำให้ผู้ปฏิบัติเกิดความหลงใหลติดในอำนาจวิเศษของตน ยึดติดกับความเป็นของเรา ทั้งในระบบเบื้องต้นและระดับสูง ความรู้พิเศษดังกล่าวเป็นโลกิยวิชา เป็นโลกิยอภิญญา ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นความสุขในสังสารวัฏไม่คงเส้นคงวา ซึ่งเป็นความสุขที่กลับกลายเป็นทุกข์ได้
ผู้เขียนใคร่ขอแสดงความเห็นต่างจากท่าน ตามความรู้ที่มีในขณะนี้ดังนี้

ในข้อที่ว่า สมาธิเป็น นิจจลักษณะ มีลักษณะที่เที่ยงแท้ เมื่อเห็นนิมิตติดตาเมื่อใด จิตก็เป็นสมาธิได้ทุกครั้ง
คำว่า เที่ยง นั้น ผู้เขียนเข้าใจว่าหมายถึง ความคงที่ คงตัวอยู่ได้ ไม่เปลี่ยนแปลง
แต่นิมิตติดตาไม่ได้เป็นอย่างนั้น เพราะสามารถดำรงอยู่ได้เพียงชั่วคราว ก็ดับ ต้อง ยก ขึ้นมาใหม่ คือต้องมีวิตก (ยกจิตสู่อารมณ์) และต้องพยายามรักษาให้นิมิตที่เกิดขึ้นมาใหม่นั้น ทรงตัวอยู่ได้ (วิจาร) จนกว่านิมิตติดตาจะทรงตัวนานขึ้น บังคับให้เป็นไปตามจิตต้องการได้ (ปฏิภาคนิมิต) แต่กระนั้น ปฏิภาคนิมิตก็ไม่สามารถทรงตัวอยู่ได้ตลอดไปเช่นกัน
ดังที่จะเห็นว่า องค์ประกอบของสมาธิแนบแน่นระดับต้นคือปฐมฌาน นั้น ประกอบด้วยองค์ทั้ง ๕ คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา เพราะต้องคอยยกวิตก คลอวิจาร อยู่เรื่อยไป หากจิตจดจ่อกับอารมณ์เดียว เป็นสมาธิ (เอกัคคตา) ปีติ สุข ก็เกิดเป็นระยะๆ ซึ่งองค์ประกอบทั้ง ๕ จะหมุนเวียนเกิดอยู่ตลอดเวลาที่อยู่ในปฐมฌานนั้น
ที่ท่านให้ความเห็นว่า เมื่อได้นิมิตติดตาคราวใด จิตก็เป็นสมาธิไปทุกครั้งนั้น ผู้เขียนขอแสดงความเห็นว่า เป็นเพราะสมาธิเป็นสภาวธรรมหนึ่งในสังขตธรรม จึงได้มีลักษณะอย่างนั้น ไม่ได้หมายความว่าสมาธิเป็น ของเที่ยง เป็น ของคงทน หรือ ของไม่สูญสลาย
สภาวธรรมตามธรรมชาติของทุกสิ่ง มีลักษณะเหมือนกันคือ ไม่เป็นตน ไม่สามารถเป็นเจ้าของได้ ไม่เป็นไปตามใจปรารถนา โดยมีจุดแยกคือ หากสภาวธรรมใด แม้จะเป็นอยู่อย่างนั้น แต่เป็นไปตามเหตุปัจจัย เรียกว่า สังขตธรรม ส่วนสภาวธรรมใด ทรงตัวอยู่อย่างนั้น ไม่ขึ้นต่อเหตุปัจจัย เรียก อสังขตธรรม
ถ้าเป็นอสังขตธรรม หรือ วิสังขาร คือนิพพาน ก็ชัดอยู่แล้วว่า นิพพานนั้นเป็นธรรมธาตุอันดำรงอยุ่ตามสภาวะของมัน มีอยู่ ตามธรรมดาของสภาวะที่ไม่เกิดจากปัจจัย เป็นนิสสัตตะนิชชีวะ มิใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา ไม่เป็นของใคร ไม่ขึ้นต่อใคร ไม่มีใครกำกับบังคับควบคุม ไม่มีตัวทำการที่จะดลบันดาลอะไรแก่ใครๆ
ส่วนสังขตธรรม คือ สังขารทั้งหลาย อันได้แก่ขันธ์ ๕ ก็ชัดอยู่แล้วเช่นเดียวกัน คือ ทุกอย่างนั้น ดำรงอยู่ตามสภาวะของมัน มีอยู่เป็นไปตามธรรมดาของมัน แต่เป็นธรรมดาของสังขตธรรม ซึ่งตรงข้ามกับธรรมดาของอสังขตธรรม กล่าวคือ มีอยู่ ตามธรรมของสังขตธรรม ที่เป็นไปตามเหตุปัจจัยของมัน ซึ่งก็ไม่เป็นไปตามปรารถนาของใคร ไม่มีตัวตนอะไรสิงซ้อนอยู่อาศัยที่จะเป็นตัวทำการในการเสพเสวย สั่งบังคับ หรือ มีอำนาจบงการบัญชาให้ขันธ์ ๕ นั้น ไม่ว่าทั้งหมด หรือ แต่ละอย่าง ให้เป็นไปตามความต้องการของตน โดยเป็นอิสระจากการทำตามหรือทำที่เหตุปัจจัย
พระพรหมคุณาภรณ์(ป.อ.ปยุตฺโต) พุทธธรรมฉบับปรับขยาย (พิมพ์ครั้งที่ ๓๒)หน้า ๙๐ ๙๑
ผู้เขียนมีความเห็นว่า ควรกล่าวว่า การเกิดของสมาธิที่เหมือนเดิมทุกครั้งนั้น เป็นสังขตธรรมมากกว่าที่จะกล่าวว่า เป็น ของเที่ยง อีกประการหนึ่ง องค์ประกอบของฌานคือ ปีติ วิตก วิจาร จัดอยู่ในขันธ์ ๕ คือเป็น ปกิณณกเจตสิก (เจตสิกที่เรี่ยราย คือเกิดกับจิตได้ทั้งฝ่ายกุศลและอกุศล แต่ไม่แน่นอนเสมอไปทุกดวง) ในเมื่อขันธ์ ๕ เอง ก็ไม่เที่ยง แล้วสิ่งที่ปรุงแต่งขึ้นโดยอาศัยขันธ์ ๕ จะเป็นของเที่ยงไปได้อย่างไร
ในข้อที่ว่า สมาธิเป็นสุขลักษณะ เป็นความสุขที่ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนด้วยอำนาจสมาธิ
สภาวธรรมที่เป็นสังขตธรรมทุกอย่างล้วนมี ทุกขลักษณะ หรือ เครื่องกำหนดว่าเป็นทุกข์, ลักษณะที่จัดว่าเป็นทุกข์ คือ ถูกการเกิดขึ้นและการดับสลายบีบคั้นอยู่ตลอดเวลา, ทนได้ยากหรือคงอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้, เป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์
สภาวธรรมคือความสุขนั้นก็เช่นกัน สุขเป็นสภาวะที่มีอยู่จริงในบางฌาน เป็นภาวะที่เป็นสุขจริงๆ ไม่ใช่การเห็นทุกข์เป็นสุข แต่กระนั้น ความสุขก็ตกอยู่ใต้ทุกขลักษณะ คือ คงอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ และหากใครหลงใหล ก็เป็นเหตุนำไปสู่ทุกข์ อย่างน้อยก็หลงเสพสุขจนไม่นำจิตที่เป็นสมาธินี้ไปพิจารณาธรรมให้เกิดปัญญา
เหตุที่ในขณะที่จิตอยู่ในสมาธิ ความทุกข์ไม่ปรากฏ เพราะในขณะที่นั้น อกุศลธรรมเกิดขึ้นไม่ได้ ไม่น่าจะเป็นเพราะเห็นทุกข์เป็นสุขแต่อย่างใด หากเป็น สุขเวทนา
ลักษณะสำคัญอีกอย่างหนึ่งของฌานสุขคือ ยังเป็นสุขระดับเวทนา หมายความว่า เป็นสุขที่เกิดจากการเสวยอารมณ์ หรือ เสพรสอารมณ์ ถ้ามองในแง่นี้ ฌานสุขก็ยังมีลักษณะร่วมอย่างหนึ่งกับกามสุขคือ เป็นสุขเวทนา
พระพรหมคุณาภรณ์ ป.อ.ปยุตฺโต ความสุขตามหลักพุทธธรรม หน้า ๓๙
มีข้อควรสังเกตคือ เวทนามี ๓ บ้าง (ทุกข์ สุข อทุกขมสุข) มี ๕ บ้าง (คือแยกทุกข์ออกเป็น ๒ คือ ทุกข์ทางกายและทุกข์ทางใจ แยกสุขออกเป็น ๒ เช่นเดียวกัน จึงได้เป็น ทุกข์ โทมนัส สุข โสมนัส อุเบกขา) เวทนาเกิดอย่างไรก็อย่างนั้น แต่ การปรุงแต่ง หรือ สังขาร ต่างหากที่ทำให้เห็นผิดไปจากความเป็นจริง เห็นว่าชอบหรือไม่ชอบ ปรารถนาจะหลุดพ้นหรือไม่ปรารถนาจะหลุดพ้น
ในข้อที่ว่า สมาธิเป็นอัตตลักษณะ เป็นความสามารถบังคับได้ ต้องการเมื่อใดก็ทำให้เกิดขึ้นได้เมื่อนั้น
ในข้อนี้ สมเด็จพระสังฆราชได้อธิบายไว้อย่างชัดเจนว่า ไม่ควรเห็นทั้งศีล สมาธิ ปัญญา ว่าเป็นอัตตา
ฉะนั้น ผู้ปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนา ท่านจึงสอนให้ปฏิบัติปล่อยวางไม่ยึดถือ พิจารณาสิ่งอันใดก็พิจารณาเพื่อปล่อยวางสิ่งนั้น ไม่ใช่เพื่อยึดถือสิ่งอันนั้น เช่นว่า พิจารณาสติปัฏฐานทั้ง ๔ กาย เวทนา จิต ธรรม หรือพิจารณานามรูป พิจารณาแล้วก็ปล่อยวาง ไม่ยึดถือ และแม้ธรรมปฏิบัติจะเป็นสติก็ตาม จะเป็นสมาธิก็ตาม เป็นปัญญาก็ตาม ก็ไม่ใช่เป็นสิ่งพึงยึดถือว่า สติสมาธิปัญญาเหล่านี้เป็นอัตตาตัวตน เพราะว่าสติสมาธิปัญญาเหล่านี้เป็นเครื่องปล่อยวางความยึดถือทั้งหมด จะไปยึดถือเอาเครื่องปล่อยวางความยึดถือก็ไม่ได้ ยึดถือเข้าเมื่อใดก็เป็นอุปาทานเข้าเมื่อนั้น เป็นอันตรายต่อสติสมาธิปัญญาที่ปฏิบัติ
สมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) หลักธรรมสำคัญของพระพุทธศาสนา หน้า ๖๓
ส่วนที่ว่า หากผู้ฝึกสมาธิต้องการสมาธิเมื่อใด ก็บังคับให้เกิดขึ้นได้ตามต้องการนั้น ผู้เขียนมีความเห็นว่า การที่จิตจะเป็นสมาธิได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัย หากเหตุปัจจัยต่างๆเอื้อสมาธิก็เกิดได้
เช่น เมื่อผู้ฝึกมีศีล ทำให้วิถีชีวิตเป็นปกติ ไม่มีเรื่องร้อนใจ โอกาสที่จิตจะเป็นสมาธิก็ง่ายขึ้น (เช่น หากเราไปขโมยทรัพย์สินของใคร ความกังวลที่ว่าอาจจะถูกจับได้ อาจจะได้รับโทษ อาจจะเสียชื่อเสียง ย่อมทำให้จิตเป็นสมาธิได้ยาก)
เมื่อจะฝึกสมาธิในคราวใด หากในคราวนั้นไม่มีปลิโพธ(อาวาสปลิโพธ ความกังวลเกี่ยวกับวัดหรือที่อยู่กุลปลิโพธ ความกังวลเกี่ยวกับตระกูลญาติหรืออุปัฏฐาก ลาภปลิโพธ ความกังวลเกี่ยวกับลาภคณปลิโพธ ความกังวลเกี่ยวกับคณะศิษย์หรือหมู่ชนที่ตนต้องรับผิดชอบ กรรมปลิโพธ ความกังวลเกี่ยวกับการงาน เช่น การก่อสร้าง อัทธานปลิโพธ ความกังวลเกี่ยวกับการเดินทางไกลเนื่องด้วยกิจธุระญาติปลิโพธ ความกังวลเกี่ยวกับญาติหรือคนใกล้ชิดที่จะต้องเป็นห่วงซึ่งกำลังเจ็บป่วยเป็นต้น อาพาธปลิโพธ ความกังวลเกี่ยวกับความเจ็บไข้ของตนเอง คันถปลิโพธ ความกังวลเกี่ยวกับการศึกษาเล่าเรียนอิทธิปลิโพธ ความกังวลเกี่ยวกับฤทธิ์ของปุถุชนที่จะต้องคอยรักษาไม่ให้เสื่อมก้าวล่วงนิวรณ์ได้
ผู้ฝึกได้สัปปายะต่างๆตามสมควร (สิ่ง สถาน หรือบุคคล ซึ่งเป็นที่สบาย เหมาะกัน เกื้อกูล หรือเอื้ออำนวยโดยเฉพาะที่ช่วยเกื้อกูลแก่การบำเพ็ญและประคับประคองรักษาสมาธิ ๗ อย่าง คือ อาวาส ที่อยู่ โคจร ที่บิณฑบาตหรือแหล่งอาหาร ภัสสะ เรื่องพูดคุยที่เสริมการปฏิบัติ บุคคล ผู้ที่เกี่ยวข้องด้วยแล้วช่วยให้จิตผ่องใสสงบมั่นคง โภชนะ อาหาร อุตุ สภาพแวดล้อมและอุณหภูมิ อิริยาบถ)
หากปัจจัยเหล่านี้เป็นต้น พร้อม และในคราวนั้นผู้ฝึกก้าวล่วงนิวรณ์ ๕ (ธรรมที่กั้นจิตไม่ให้บรรลุความดี, สิ่งที่ขัดขวางจิตไม่ให้ก้าวหน้าในคุณธรรม, สิ่งที่ขวางไม่ให้จิตสู่สมาธิ คือ กามฉันท์ พอใจในกามคุณ พยาบาท คิดร้ายผู้อื่น ถีนมิทธะ ความหดหู่ซึมเซา อุทธัจจกุกกุจจะ ความฟุ้งซ่านและรำคาญ วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัย) จิตก็เป็นสมาธิได้
เหล่านี้เป็นความเห็นต่างที่ผู้เขียนใคร่เสนอ และหากผู้เขียนแสดงความเห็นผิดพลาดอย่างไร ขอผู้รู้โปรดเมตตาแก้ไข จะถือเป็นพระคุณอย่างยิ่ง
ขอบพระคุณพี่ใหญ่มากค่ะ
ที่มาเยี่ยมเยียนกันเสมอๆ
ขอบพระคุณสำหรับความรู้ที่ให้นะครับ
วันนี้ผมพยายามนึกถึงคำศัพท์....คำศัพท์อะไรน้า? ที่สือถึงสถานที่ๆสงบ เมื่ออยู่แล้วรู้สึกจิตใจสงบ ร่มเย็น
ผมได้คำตอบจากบันนี้แล้วครับ สถานที่(วัด) สัปปายะ นี้นี่เอง :):) ขอบพระคุณอีกครั้งครับ
เคยหัดนั่งสมาธิค่ะ ไม่เคยเห็นนิมิตอะไรเลย
ได้เพียงความสงบ ความรู้สึกกลาง ๆ สบาย ๆ
มาอ่านรับความรู้น่ะค่ะ หากสงสัยติดในใจอยู่เรื่องหนึ่งว่า ถ้าเราศึกษาธรรม แต่เราไม่ได้ฝึกเจริญสมาธิ วิปัสสนา กรรมฐาน พี่ณัฐรดากรุณาให้คำอธิบายเรื่องนี้หน่อยสิคะ ว่าจำเป็นหรือเปล่า ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณคุณ
ค่ะ ที่มาฝากความเห็นไว้
คุณ
คะ การที่ไม่เห็นนิมิต มองว่าเกิดจาก 2 อาการค่ะ
หนึ่ง คือ จิตไม่ข้องกับอะไรเป็นพิเศษ (เช่น บางคนอยากบวช ก็อาจเห็นนิมิตเป็นพระ บางคนอยากได้ลาภ ก็เห็นนิมิตเป็นเงินทองเป็นต้น) จึงไม่เกิดนิมิตที่เป็นวิปัสสนูปกิเลส ซึ่งมองว่าเป็นเรื่องที่ดีค่ะ เพราะหากเกิดวิปัสสนูปกิเลสแล้ว คงยากที่จะก้าวหน้าในทางปฏิบัติ
อีกหนึ่งคือ นิมิตที่เป็นอุคคหนิมิต นิมิตนี้เราต้องสร้างเองค่ะ กำหนดจนอยู่ตัว ควบคุมได้ในช่วงขณะหนึ่ง เช่น บังคับให้ขยาย ลอยไปมา เปลี่ยนสี เป็นต้น เมื่อควบคุมได้ นิมิตสว่างใส จึงเรียกปฏิภาคนิมิต และปีติ สุข ก็เกิดตามมา เช่น อาจกำหนดจุดสว่างที่ปลายจมูก จนสามารถบังคับให้เห็นจุดสว่างนั้นกระจ่างใสและทรงตัวอยู่ชั่วเวลาหนึ่ง บางทีปฏิภาคนิมิตก็จะเปลี่ยนสภาพไป เช่น กลายเป็นใยแมงมุม เป็นเสี้ยนไม้ ฯลฯ แล้วแต่ "วาสนา" ของผู้ฝึกค่ะ
ส่วนที่ว่าจำเป็นหรือไม่ต้องฝึกสมาธิวิปัสสนากรรมฐานนั้น อยากเรียนว่าการฝึกกรรมฐานนั้นมี 2 ลักษณะ คือ กรรมฐานจัดตั้ง เช่น ตั้งใจนั่งฝึกอานาปานสติเป็นต้น กับกรรมฐานที่ฝึกได้ในชีวิตประจำวัน คือ การมีสติปัฏฐาน 4 ในระหว่างวัน หากหาเวลาฝึกกรรมฐานจัดตั้งได้บ้างก็จะดีมากค่ะ เพราะการฝึกสมาธิด้วยกรรมฐานจัดตั้ง สามารถทำให้สติจับเวทนาต่างๆได้เร็วขึ้น และหากฝึกได้ถึงฌาน 4 ก็จะเป็นการฝึกการละความยินดีในปีติ สุข อันเป็นเวทนาที่น่าหลงใหลที่สุด และเมื่อจิตเป็นอุเบกขา หากได้พิจารณาธรรมต่อ ก็จะพิจารณาโดยปราศจากอคติ อีกทั้งยังได้ฝึกการนำเวทนาภายนอก คือของบุคคลอื่นมาพิจารณา ทำให้รู้จักเวทนาได้หลากหลายขึ้น ทำให้เมื่อได้พบเวทนานั้นด้วยตนเอง ก็จะ "จับ" ได้เร็วขึ้น และนำมาพิจารณาด้วยโยนิโสมนสิการ ทำให้ปลดปล่อยสิ่งต่างๆได้ง่ายขึ้น
แต่หากหาเวลาไม่ได้จริงๆ การพยายามตั้งสติติดตามกาย เวทนา จิต ธรรม การที่เมื่อจับเวทนาใดได้ แล้วระงับเวทนานั้น แล้วพิจารณาด้วยความเป็นไตรลักษณ์ ด้วยปฏิจจสมุปบาท จนวางใจเป็นกลางกับสิ่งต่างๆได้ค่ะ(ตามกระบวนการของโพชฌงค์ 7) นอกจากจะช่วยทำให้คลายการยึดมั่นในสิ่งต่างๆลงได้ เป็นการระวังไม่ให้เกิดกิเลสใหม่แล้ว ยังช่วยขูดลอกของเก่าให้ค่อยๆจางด้วยค่ะ
ในมรรคมีองค์ 8 สัมมาสตินั้น ท่านหมายถึงสติปัฏฐาน 4 ส่วนสัมมาสมาธิ ท่านหมายเอาฌาน 4 ดังนั้นการฝึกกรรมฐานจึงน่าจะจำเป็นอยู่บ้างนะคะ
ขอบคุณมากนะคะที่ฝากความเห็นไว้ค่ะ
ขอบพระคุณดอกไม้จากทุกท่านด้วยนะคะ
...สวัสดีค่ะ..คุณณัฐรดา.."เมื่อไร..จะบวช..เจ้าคะ"...เคยคุยกัน.ครั้งนั้น..ที่วัตรหลวงแม่...ยังคิดอยู่ว่า..ปลายปีนี้..จะไป..อยู่กับหลวงแม่..เจ้าค่ะ...ยายธี
ครับ! อาจารย์ ...เห็นต่างแต่ไม่แตก ไม่แปลกแยกเป็นกุศล ถ้าทุกคนกล้าให้ความจริง ทุกสิ่งคงดีขึ้น ขอบคุณครับ กับความเห็นต่างที่ไม่แปลกแยก
คุณ
คะ
อนุโมทนาล่วงหน้าค่ะ
โอกาสนั้นยังมาไม่ถึงค่ะ อาจจะมาถึงในสักวัน
ขอบคุณ คุณณัฐรดา สำหรับบทความที่มีประโยชน์และช่วยอธิบายขยายความให้ได้เข้าใจชัดเจนมากขึ้นครับ
ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณความเห็นจากคุณครู
ด้วยค่ะ
คุณ
คะ
เป็นเพียงผู้พยายามหาความรู้ค่ะ
ขอบคุณที่แวะมาอีกทีนะคะ
ขอบคุณดอกไม้จากทุกท่านด้วยค่ะ
ขอแสดงความเห็นนอกเรื่องสักนิดนะคะ (เรื่องที่แสดงความเห็นในความเห็นนี้แม้ว่าจะไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเนื้อความในบันทึกนี้ แต่ก็กลับเห็นบางอย่างที่เชื่อมโยงถึงกัน)
เกี่ยวกับเรื่อง "นิจจัง สุขขัง อัตตา" นี้ พบว่าได้มีวัดใหญ่ที่มีชื่อเสียงวัดหนึ่งนำไปนิยามนิพพาน เพราะท่านเจ้าอาวาสท่านเห็นว่า เมื่อทุกอย่างเป็นของคู่ เช่น เมื่อมีทุกข์ ก็มีสุข มีได้ลาภก็มีเสื่อมลาภ ดังนั้นเมื่อมีลักษณะอันเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็ควรมีของคู่กัน คือ มีนิจจัง สุขขัง อัตตา ด้วย
ทั้งๆที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้แล้วว่า "ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา"
ไม่ทราบว่าท่านผู้อ่านมีความเห็นอย่างไรคะ
ขอบคุณคุณ
เช่นกันค่ะ
ที่มาเยี่ยมและฝากความเห็นไว้
นำคำอธิบายเกี่ยวกับฌานสุขและกามสุขที่พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต) อธิบายไว้ อันที่มีจุดร่วมกันมาเพิ่มเติมอีกเล็กน้อยค่ะ