วิดีทัศน์ใน YouTube เรื่องนี้ กระตุกผมว่า บัดนี้การศึกษาได้ก้าวพ้นจากยุค mass education สู่ mass customization of learning แล้ว และการเรียนแบบ dehumanized education อย่างที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน ต้องเปลี่ยนเป็น humanized educationคือเคารพธรรมชาติที่แตกต่างกันของผู้เรียนแต่ละคน (อ่านแนวคิดหลักการของ Humanized Education จากอินเดียได้ ที่นี่)
การเรียนรู้อย่างเป็นธรรมชาติของมนุษย์ตามความเข้าใจของผม คือการเรียนรู้แบบที่เด็กเล็กๆ เรียน ผมสังเกตหลานอายุเกือบ ๒ ขวบ เห็นเขาเรียนรู้อยู่ทุกขณะจิต ทุกพฤติกรรม แล้วบอกตนเองว่า นี่แหละ การเรียนรู้อย่างเป็นธรรมชาติ และด้วยขีดความสามารถทางสังคมและเศรษฐกิจของพ่อแม่ของหลาน หลานจึงได้โอกาสเรียนรู้เต็มศักยภาพของเขา (แต่ผมก็อดเถียงตัวเองไม่ได้ ว่าหลานโชคดีน้อยกว่าผม ในด้านการเรียนรู้จากชีวิตที่ขาดแคลน)
การเรียนรู้แบบ mass ตามกระบวนทัศน์ของยุคอุตสาหกรรมจึงล้าสมัยเสียแล้ว แม้มันจะมีคุณประโยชน์ต่อชีวิตของผมมาก (ชีวิตผมได้ดีก็เพราะการศึกษาแบบ mass education) แต่บัดนี้ยุคสมัยเปลี่ยน เทคโนโลยีเปลี่ยน เราสามารถจัดการเรียนรู้แบบที่ได้ผลดีกว่า mass education และทำให้เป็นการเรียนรู้อย่างเป็นธรรมชาติ ใช้ศักยภาพของความเป็นมนุษย์ในการเรียนรู้ คือ จัดการเรียนรู้แบบ mass แต่ยืดหยุ่นได้ตามสไตล์การเรียนรู้ และความเร็วในการเรียนรู้ ของแต่ละคน
ความก้าวหน้าด้าน ICT ช่วยให้จัดการเรียนรู้แบบ mass customization ได้
โดยผมเชื่อว่า เป้าหมายที่มีคุณค่าของการเรียนรู้คือ “เรียนเครื่องมือ หรือทักษะ ของการเรียนรู้” และทักษะดังกล่าวมีองค์ ๔ คือ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ และ วิมังสา ผมขอหมายเหตุไว้ว่า ในขณะนี้ ที่อายุของผมใกล้จะเต็ม ๗๐ ขวบ ผมยังคงฝึกทักษะองค์ ๔ นี้อย่างขมักเขม้น และด้วยการฝึกและการตีความอย่างต่อเนื่อง ความเข้าใจของผมต่อ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ และวิมังสา เปลี่ยนไป
ที่เปลี่ยนอย่างมาก คือผมมองว่า อิทธิบาท ๔ เป็นทักษะพื้นฐานของชีวิตที่คนเราต้องฝึกฝน ซึ่งหมายความว่า ระบบการศึกษาต้องมีเป้าหมายช่วยให้นักเรียนทุกคนได้ปลูกฝังทักษะนี้ให้แก่ตนเอง รวมทั้งคนทุกคน ต้องตั้งเป้าฝึกฝนตนเองให้ทักษะขั้นพื้นฐานของชีวิตชุดนี้พัฒนาต่อเนื่องไม่หยุดยั้ง
โดยตีความอิทธิบาท ๔ ให้แตกฉานตามแนวของพระธรรมปิฎกที่นี่และผมขอเพิ่มเติมว่า ข้อที่ ๔ วิมังสา ไตร่ตรองตรวจตรา พิจารณา ใช้ปัญญา ต้องทำทั้งจากเหตุไปหาผล และสวนทางจากผลไปหาเหตุ รวมทั้งไตร่ตรองตรวจตราเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรอบด้าน ซึ่งหมายความว่า เรามีโอกาสฝึกฝนอิทธิบาท ๔ ในชีวิตจริง แบบเรียนได้ไม่รู้จบ นี่คือการตีความจากชีวิตจริงของตัวผมเอง
วิจารณ์ พานิช
๒๔ ก.ค. ๕๕
อิทธิบาทสี่เป็นสิ่งที่สำคัญจริงๆค่ะ เห็นได้ชัดเลยว่าเป็นคุณสมบัติที่ควรสร้างในทุกๆคน เพราะฝึกฝนแค่นี้ในทุกๆเรื่องของชีวิตที่ต้องเกี่ยวข้อง การเรียนรู้ การใช้ชีวิตก็จะทำได้อย่างมีความสุขค่ะ