คนเราเกิดมาครั้งหนึ่ง ไม่สามารถเลือกเกิดได้ แต่ชีวิตนับแต่วินาที ที่เราได้ลืมตาขึ้นมาดูโลกนั้นเราเลือกเองได้ทุกอย่าง อยู่ที่ว่า เราจะเลือกเดินไปทางใด เท่านั้นเอง บางครั้งบางสิ่ง บางอย่างที่เราเลือกเองกับมือ ยังทำเราเจ็บตัว มีพิษ มีภัย กับเราได้ แต่สิ่งหนึ่งที่เราเกิดมา แล้วไม่ได้เลือกเลย แต่ให้เราได้ทุกอย่าง โดยที่เราไม่จำเป็นต้องร้องขออะไร คือ "แม่ "
ตัวผู้เขียนเอง เกิดในที่ที่คิดว่าดีที่สุดแล้วในสภาพแวดล้อมโดยทั่วไป เท่าที่จำความได้ตอนเด็ก แม่บอกว่า เราเป็นคนที่ซน ดื้อ มาก ตอนกลางวันนี่ทั้งบ้านต้องวิ่งวุ่น ต้องไล่จับเอาไว้ ไม่งั้น ไม่อย่างใด ก็อย่างหนึ่ง ต้องตกกระทบพื้นเป็นแน่ ตอนยังไม่ได้ขึ้นป. 4 วันนั้นได้ทำวีรกรรมแสบๆให้คนข้างบ้านได้ไล่ตี คือ เอาปลาร้าถุง ไปฉีกลงในตุ่มน้ำที่ตั้งติดพื้นดิน ซึ่งมันก็ไม่สูงมากนัก ที่ใช้สำหรับดื่มกิน ของคนข้างบ้าน เท่านั้นยังไม่พอ แถมด้วยรองเท้าของตัวเอง ที่ใส่ยังไม่ถูกข้างไปอีกทั้งคู่ วันนั้นโดนตีเกือบตายเพราะคนข้างบ้าน ทนไม่ไหว ไปฟ้องแม่ แม่ก็จัดเต็ม จัดหนัก ตามคำเรียกร้อง ของบรรดาคุณท่านทั้งหลาย ที่หมั่นไส้เรา แต่ทำอะไรไม่ได้ เพราะเรายังเด็กอยู่ และที่สำคัญเราไม่ได้เป็นลูกเขา ต่อมา ข้าพเจ้าก็จำเวลาไม่ได้ วีรกรรมแสบๆครั้งที่สอง ไม่รู้ได้ยินมาจากที่ไหน ว่า " น้ำ ทดแทน น้ำมันได้" เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว ผู้เขียนก็ไม่รอช้า ในขณะที่ทุกคน กำลังง่วนอยู่กับการ ไถนา ดำนา ข้าพเจ้าก็ไปเอาขวดน้ำอัดลมเล็กๆ ขวดละสิบบาทสมัยนี้ ไปจุ่มลงในตุ่ม เมื่อเต็มขวดก็ตรงดิ่งไปที่รถมอเตอร์ไซ ของลุงที่จอดอยู่ใต้ถุนบ้าน ซึ่งรถคันนั้นก็เป็นรถสมัยก่อน ที่จะมีถังน้ำมันใหญ่ๆ อยู่ข้างหน้า แล้วมีฝาปิดด้านบน เราก็จัดการเปิด แล้วเทน้ำลงไปจนหมดขวด แล้วเราก็เล่นอย่างอื่นต่อไป ปรากฏว่า พอพักเที่ยง ทุกคนขึ้นมากินข้าวที่บ้าน ลุงกับแม่ จะไปตลาดกัน เพื่อหาซื้อกับข้าวมื้อนั้น ปรากฏว่า ลุงสตาร์ทยังไงก็ไม่ติด แล้วทุกคนก็รู้ความจริงจนได้ ว่าเราเอาน้ำใส่ลงไปในถังน้ำมัน สรุปเราก็โดนตีอีกตามเคย เลยเปลี่ยนจากกินข้าวเที่ยง เป็นกินน้ำตาแทน แต่แม่ของข้าพเจ้าก็แปลก แม่เป็นคนที่เลี้ยงลูกแบบไม่มี การปลอบใดใดทั้งสิ้น มีแต่ บ่น ด่า ตี เท่านั้น เช่นถ้าเราล้มปุ๊บ แม่บางคนจะ " โอ๋ๆๆ เป็นอะไรมากมั้ยลูก เจ็บตรงไหนมั้ย??" แต่ไม่ใช่กับแม่เรา แม่ข้าพเจ้านี่ ถ้าลูกวิ่งหกล้ม จะมาเป็นชุด แบบวงดนตรีเปิดวงใหม่ๆเลย " ทำไมโง่จัง แค่นี้ก็ล้ม ลุกขึ้น ลุกขึ้น จะลุกไม่ลุก แล้วก็อย่าร้องนะ อย่าให้เห็นน้ำตานะ...!!! " อะไรประมาณนี้ มาพร้อมคำพูด และสายตาอย่างกับจะกินเลือด กินเนื้อเรา ใครล่ะมันจะกล้าร้อง มีแค่ " ฮึก ฮึก " สองคำ ก็คนมันเจ็บ แต่ก็ต้องทน เพราะแม่ของข้าพเจ้านั้น บอกคำไหนก็ต้องได้คำนั้น เงียบคือเงียบ ฟังคือฟัง กินคือกิน อีกอย่างคือ แม่ข้าพเจ้าไม่ชอบให้ร้องเพลงเวลาทำกับข้าว ท่านบอกว่ามันไม่ดี หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "มันขะลำ" ถ้าวันไหนแม่ได้ยินเราร้องเพลง หรือ ฮัมเพลงในครัว วันนั้น มีเทศมหาชาติแน่ๆ พออยู่ประมาณป.4 มีอีกวีรกรรมนึง ที่ไม่เคยลืมมันเลย ตอนนั้น แม่แต่งงานใหม่พอดี ลืมบอกไปว่า แม่กับพ่อของข้าพเจ้าแยกทางกันตั้งแต่ข้าพเจ้าคลอดได้ สองเดือนกับอีกแปดวัน(อันนี้ยายบอกมา) วีรกรรมนี้ คือ ตอนนั้นเรามีเล้าข้าวอยู่หลังบ้าน แล้วเราก็เกาะชายคาต่อออกไป เป็นชายคาที่ทำด้วยหญ้าคา เอามาสานๆต่อกัน เราต่อออกไปเพื่อเลี้ยงหมู ตอนนั้นก็รักมันมาก กินอะไรเหลือก็ต้องแบ่งหมูตลอด คืนเกิดเหตุ แม่กับพ่อ(คนใหม่) ไปใส่เบ็ด แล้ววันนั้นข้าพเจ้าก็อยู่บ้านกับยาย ตอนนั้นกินแตงโมกันอยู่ พอกินเสร็จ ด้วยความที่ว่าเราอยากแบ่งหมูสุดที่รักของเรา เราเลยจะเอาเปลือกแตงโมไปให้มัน ข้าพเจ้าเลยส่องไฟเดินไปด้วย โดยเอาไม้ลำปอไปจุดไฟเราก็หันด้านที่จุดไฟขึ้นไปบนฟ้า (มันจะเหมือนคบเพลิงพอดี) พอก้มเอาแตงโมให้หมู ยายก็ตะโกนมาว่า "ระวังมันจะไหม้หลังคาน่ะ " เราก็สวนทันที ด้วยความดื้อดึง "มันไม่ไหม้หรอก ดูอยู่" พอเงยหน้าขึ้นเท่านั้นแหละ ไฟทีจุด ดันไหม้หลังคาจริงๆ ไฟเริ่มลามไปทั่ว เราก็ร้อง "ยาย ยาย ไหม้แล้ว" เราก็ไม่รู้จะทำยังไงดี เราก็เด็กอยู่ด้วย แล้วตรงนั้นก็เป็นที่เก็บข้าวไว้กินด้วย ตอนนั้นน่าสงสารลูกหมูมาก มันวิ่งชนกัน ระเนระนาด ไฟก็ลุกขึ้นเรื่อยๆ แล้วโชคดีที่คนข้างบ้านวิ่งมา ขึ้นไปบนหลังคาแล้วถีบหลังคาหญ้านั้นจากข้างบนลงมา เราก็วิ่งกันคนละทิศละทาง ยายร้องกรี๊ดๆอยู่หน้าเล้า ซึ่งตอนนั้นมันมีฟืน ยาวประมาณเกือบครึ่งเมตร จุดไฟอยู่สามก้อน ไม่รู้แม่มาจากไหน ด้วยความโมโหมาก ที่เราทำไฟไหม้บ้าน แม่จับคอข้าพเจ้าเหวี่ยงลงกับพื้นดัง " อั๊ก" แล้วตามมานั่งทับ พร้อมกับฟืนท่อนนึง แม่จะเอาไฟมาจี้หน้าเรา ตอนนั้นยิ่งร้องหนักกว่าเดิม คนที่มาช่วยก็เปลี่ยนจากช่วยดับไฟ มาดึงแม่ออกแทน ก่อนที่ข้าพเจ้าจะตาย พอทุกคนห้ามได้ดึงแม่ออกได้ แม่ก็ร้องไห้ใหญ่เลย ไปหักไม้ลำปอมา สามถึงสี่อัน แม่จับแขนข้าพเจ้าข้างหนึ่ง แล้วกระหน่ำตี่ ซ้ำๆแบบไม่ยั้งมือ ในที่เดิมๆ เราก็ยิ่งร้องขึ้นไปอีก พอเหตุการสงบ แม่ใจเย็นลง ทุกคนช่วยกันเก็บครุ ขันน้ำ ถังทั้งหลายแหล่ เราก็เก็บตัวอยู่ในบ้าน นั่งร้องไห้สะอึกสะอื้น ทั้งตกใจ ทั้งเสียใจ ทั้งเจ็บไปทั้งตัว รอยที่แม่ตีตามแขน ขึ้นมาเป็นร่องเลย สักพักแม่เดินเข้ามาพร้อมยาหม่อง จับแขนเรามาแบบเบามือ แม่ทายาให้ แม่พูดคำนึงว่า "เจ็บมั้ย ทีหลังอย่าทำแบบนี้อีก" แม่พูดแค่นี้ แล้วก็ ร้องไห้โฮพร้อมทั้งทายาหม่องไปด้วย สรุปคือวันนั้น น้ำตาท่วมบ้าน ทั้งแม่ ทั้งลูก รวมถึงยายด้วย จากนั้นมาก็ไม่ค่อยมีวีรกรรมอะไรมาก เพราะเริ่มโตขึ้นเรื่อยๆ ข้าพเจ้าก็อยู่กับยายมาตั้งแต่เด็กอยู่แล้ว เลยไม่ค่อยติดแม่ แม่ก็ไปแต่ทำงานกรุงเทพฯ พ่อยิ่งแล้วใหญ่ ไม่ได้เจอกันเลย
ถึงแม้ว่า ข้าพเจ้ากับแม่จะไม่ค่อยได้อยู่ด้วยกัน แต่ข้าพเจ้าก็รักแม่มาก รักแม่คนนี้ ที่ให้ข้าพเจ้าได้ทุกอย่าง ทั้งที่เราก็ไม่ได้รวยอะไร ซึ่งข้าพเจ้าก็ไม่ได้ร้องขออะไรมาก ไปกว่าที่เด็กคนหนึ่งจะขอได้ วีรกรรมที่พูดมานี้ คือวีรกรรมในตอนที่แม่กลับมาเยี่ยมบ้านเท่านั้น ที่เหลือชีวิตข้าพเจ้าอยู่กับยายหมด แม่จะสอนเสมอว่า ชีวิตคนเราแค่มีสามอดก็พอแล้วคือ " อดทน อดกลั้น อดออม" ซึ่งข้าพเจ้าจำได้เสมอ บางครั้งข้าพเจ้าก็คิดเสมอว่าตัวเองโชคดีที่แม่สอนข้าพเจ้าแบบนี้ เลี้ยงมาแบบนี้ เพราะ มันทำให้ข้าพเจ้าเป็นคนเข้มแข็ง อดทน และสู้ชีวิต หนักเอาเบาสู้ หลังจากเลิกเรียนข้าพเจ้าก็ไปทำงานต่อ ช่วยแม่ไปอีกทาง แค่ช่วยแบ่งเบาแม่ได้บ้าง ข้าพเจ้าก็พอใจแล้ว พอให้แม่ได้รู้ว่า ลูกคนนี้ไม่อยากให้แม่เหนื่อยอยู่คนเดียว แค่ข้าพเจ้าทำให้แม่ยิ้มได้บ้าง ข้าพเจ้าก็สุขใจแล้ว
ผลการประเมิน
ขอบพระคุณสำหรับคำแนะนำน่ะค่ะ แต่ช่วงนี้หนูไม่ค่อยได้เข้ามาดูเลยจริงๆค่ะ