ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับมานุษยวิทยาในเรื่องระบบของเพศสรีระ-เพศสภาพที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดทฤษฎีหนึ่งเป็นของ Sherry B. Ortner. Ortner มีสมมติฐานว่า ในแต่ทุกวัฒนธรรมจะมีการแบ่งแยกระหว่างคู่ตรงกันข้ามสองชนิดนั่นคือ ธรรมชาติ-วัฒนธรรม โดยที่มนุษย์เพศชาย (ทั้งสรีระและสภาพ) จะอยู่ข้างวัฒนธรรม ส่วนมนุษย์ผู้หญิงจะอยู่ข้างธรรมชาติ และในที่สุดวัฒนธรรมต้องเข้าแทนที่สภาพความป่าเถื่อนของธรรมชาติเสมอ นั่นแปลว่าผู้หญิงต้องเป็นรองผู้ชายตลอดไป Ortner ยกเหตุผลหลายข้อมาสนับสนุนสมมติฐานของเขา เช่น ผู้หญิงต้องมีครรภ์ต้องเลี้ยงลูกสั่งสอนลูก หน้าที่ภายในบ้านของผู้หญิงนี้ ทำให้ผู้หญิงไม่มีอิสระที่จะคิดค้นเครื่องมือในการประกอบอาชีพอื่นๆ เช่นแห อวน หอก ฯลฯได้ หน้าที่ภายนอกบ้านจึงเป็นของผู้ชาย อีกประการหนึ่งผู้หญิงมีประจำเดือน ซึ่งจะมาทุกเดือน เลือดที่มากับประจำเดือนนั้นหลายสังคมถือว่าเป็นสิ่งสกปรก ทำสามารถทำลายไสยศาสตร์ และทำให้ผู้ชายไม่บริสุทธิ์ได้ อย่างไรก็ตาม Ortner กล่าวว่าถึงแม้ว่าบทบาทและลักษณะทางกายภาพของผู้หญิงจะใกล้เคียงกับสภาพธรรมชาติก็ตาม แต่การที่ผู้หญิงมาเกี่ยวกับข้องกับวัฒนธรรม (participation)ทำให้สภาพของผู้หญิงเป็นเหมือนสภาพกึ่งกลาง (intermediate) มากกว่า สภาพกึ่งกลางมีความหมายว่าผู้หญิงมีสภาพเหมือนเป็นการสังเคราะห์ระหว่างธรรมชาติ-วัฒนธรรม กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือผู้หญิงไม่ใช่ทั้งธรรมชาติและวัฒนธรรม แต่เป็นเหมือนทั้งสองสิ่งนั้น
ทฤษฎีของ Ortner ได้รับการวิจารณ์ว่าแข็งเกินไป เรียบง่ายเกินไป มีมุมมองแบบตะวันตกมากเกินไป และประยุกต์ใช้ได้กับมนุษยศาสตร์มากเกินไป จริงๆแล้วทั้ง Levi-Strauss และ Ortner น่าจะได้รับความคิดเรื่องธรรมชาติวัฒนธรรมนี้มาจากรุสโซ (Rousseau) ในยุคแสงสว่างทางปัญญา (Enlightenment) ซึ่งยุคนี้ได้แบ่งแยกระหว่างวัฒนธรรม-ธรรมชาติ และได้จัดผู้หญิงไว้ในส่วนของธรรมชาติและได้จัดผู้ชายไว้ในส่วนของวัฒนธรรม เพราะผู้หญิงมีประจำเดือน และผู้หญิงมีพลังที่ไม่สามารถควบคุมได้ดังที่กล่าวไว้แล้วนั่นเอง
ที่กล่าวมาแล้วนี้จะเห็นได้ชัดเจนว่าคู่ตรงกันข้ามระหว่างธรรมชาติ-วัฒนธรรมนั้นเป็นค่านิยมที่ไม่ปลอดค่านิยม โดยเฉพาะอย่างยิ่งสังคมตะวันตก ความคิดที่ว่ามนุษย์เรามีความคิดโดยการแบ่งแยกเป็นสองระหว่างสิ่งจริงแท้-สิ่งที่อาจเป็น การคิดแบบนามธรรม-การคิดแบบรูปธรรม การคิดแบบเหตุผล-การคิดแบบอารมณ์ เป็นแนวคิดที่เต็มไปด้วยค่านิยมและถูกควบคุมโดยมนุษย์เพศชายโดยแท้
บรรณานุกรม
Gayle Green and Coppelia Kahn. Feminist scholarship and the social construction of woman. in Gayle Green and Coppelia Kahn (eds). (1985). Making Difference: Feminist Literary Criticism. London. Methuen
ผู้หญิง ได้รับความกดดัน ไม่มีอำนาจ ต่อรอง ตกเป็นรอง และไม่มีอิสระทางความคิด.....ยุคสมัยเปลี่ยนไป ผู้หญิง ได้รับโอกาสมากขึ้น ผู้หญิงเก่งขึ้นค่ะ พูดฐานะที่เป็น "ผู้หญิง" ค่ะ
ขอบคุณมาก กับความดีดีนี้นะคะ
ขอบคุณมากครับสำหรับความคิดเห็น ผมเห็นด้วยทุกประเด็นครับ