"ก็คุณหมอเอายาดีให้ยายเมื่อเดือนก่อนไง ยายกินข้าวอร่อยมาก ไม่ค่อยเพลียเหมือนเเต่ก่อน กลางคืนยายก็นอนหลับดีเพราะยายอ่านหนังสือธรรมะก่อนนอนเหมือนที่คุณหมอบอกวันนั้นเเหละ " วันนี้ยายตั้งใจเอาเงินมาให้เป็นค่ายาวิเศษนั่นไง
ขณะที่ฉันกำลังยื่นมือไปหยิบยาให้คนไข้ รู้สึกมีมือมาสะกิดด้านหลัง ฉันรีบหันไปมอง สิ่งที่เห็นคือ มือเหี่ยวๆ ดูแล้วมีแต่หนังหุ้มกระดูกถือธนบัตร ใบละ 20 บาท ยื่นให้ฉัน ฉันเหลือบตามองที่ใบหน้า หญิงชราวัยราว 70 ปี รูปร่างผอมบาง ผมหงิกงอสีขาวเหมือนดอกเลายาวพอตั้งไหล่ หลังโก่งโค้งราวกับคันธนู ใบหน้าอันเหี่ยวหย่นนั้นดูอิ่มเอิบเหลือเกิน พร้อมรอยยิ้มที่ทำให้รอยเหี่ยวบนใบหน้าดูชัดเจนยิ่งขึ้น เเววตาหญิงชรานั้นดูเหมือนจะตั้งใจจดจ้องมาที่ใบหน้าของฉันดูราวกับหญิงวัยรุ่นคลั่งไคล้ดาราเกาหลี ภาพในนาทีนั้นเหมือนมีใครหยุดเวลาไว้ ผ่านไปสัก 2 นาที ฉันตั้งสติได้ แล้วยิ้มพร้อมมีปริศนาในใจ แล้วถามว่า "คุณยายให้เงินหนูทำไมค่ะ" หญิงชรายังคงยิ้มไม่หุบ แล้วตอบว่า " เอาไปเถอะ ยายอยากให้"
เอ๊ะ ทำไมนะ (ฉันคิดในใจ) หญิงชราได้เเต่ยิ้มและจ้องหน้าฉัน ทำเอาฉันเขินเหมือนกัน ในใจฉันยังกังวลว่าคนไข้นั่งรอคิวตรวจอีกเยอะ คงรอนาน ฉันถามเป็นครั้งที่สองว่า "คุณยายให้เงินหนูทำไมคะ" หญิงชราหยุดยิ้มแล้วตอบว่า "คุณหมอจำยายไม่ได้หรอ" ฉันกำลังประมวลความคิดในใจ แล้วตอบไปว่า "จำได้สิคะ"(ทั้งๆที่จริงฉันจำไม่ได้เลย) หญิงชรายิ้มเเฉ่งเหมือนดีใจว่าฉันยังจำได้ ฉันจึงหยิบเเฟ้มประวัติขึ้นมา ตรวจดูประวัติ 1 เดือนที่ผ่านมา หญิงชราคนนี้เคยมา ด้วยอาการ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร นอนไม่หลับ เป็นก่อนมา 1 สัปดาห์ และมักมีอาการบ่อยๆ เดือนละประมาณ 1-2 ครั้ง ฉันพอจะจำได้แล้ว เหตุการณ์ครั้งก่อนเมื่อ 1 เดือนที่ผ่านมา หญิงชราผู้นี้มาพร้อมกับลูกชายด้วยหน้าตาอิดโรย ไม่เบิกบานดั่งเช่นวันนี้ เหมือนเป็นคนละคนเลย สัญญาณชีพ ปกติทุกอย่าง ระดับน้ำตาลในเลือดก็ปกติ ไม่มีมือสั่นใจสั่น น้ำหนักก็ไม่ได้ลด ไม่มีโรคประจำตัวใดๆ ฉันจึงตัดสินใจจ่ายยาวิตามินรวม(เพราะประเมินแล้วว่าคงไม่ใช่อาการทางกายแล้วหนะ คงเป็นอาการวิตกกังวลมากกว่า) แล้วบอกกับหญิงชราว่า "คุณยายคะ กินยานี้นะคะ เป็นวิตามินที่มีประโยชน์มาก แต่ยานี้จะดีได้ยายต้องมั่นออกกำลังกาย อ่านหนังสือธรรมะ ทำใจให้สบาย เพราะตอนนี้คุณยายสุขภาพเเข็งเเรงมากนะคะ พยายามไม่นอนกลางวัน เพราะกลางคืนจะนอนไม่หลับ ถ้าคุณยายมีปัญหาอะไรก็ปรึกษาหนูได้นะคะ หนูก็เหมือนลูกหลานยาย พร้อมที่จะดูเเลเสมอค่ะ"
หลังจากดูแฟ้มประวัติเสร็จ ฉันเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าอันเหี่ยวหย่น หญิงชรายังยิ้มอยู่ไม่ยอมหยุด พร้อมกับยื่นธนบัตรใบละ 20 บาทให้ฉัน ฉันถามเป็นครั้งที่ 3 ว่า "คุณยายให้เงินหนูทำไมคะ" (คิดในใจว่าถ้าครั้งที่ 3 ยังยืนยิ้มอยู่เหมือนเดิม ฉันคงต้องพาไปตรวจสอบสภาพจิตแล้วหละ ) หญิงชราจึงพูดขึ้นอีกว่า "รับไว้เถอะคุณหมอ ยายอยากให้ ยายไม่มีอะไรจะให้นอกจากเงิน 20 บาท เท่าที่มีอยู่" ความสงสัยในใจฉันยังคงไม่จางลง ฉันพยายามปฏิเสธที่จะไม่รับเงินจากหญิงชราผู้นั้น "ก็คุณหมอเอายาดีให้ยายเมื่อเดือนก่อนไง ยายกินข้าวอร่อยมาก ไม่ค่อยเพลียเหมือนเเต่ก่อน กลางคืนยายก็นอนหลับดีเพราะยายอ่านหนังสือธรรมะก่อนนอนเหมือนที่คุณหมอบอกวันนั้นเเหละ " วันนี้ยายตั้งใจเอาเงินมาให้เป็นค่ายาวิเศษนั่นไง ...ท้ายที่สุดฉันก็ไม่ได้รับเงินจากยาย แต่เพื่อเป็นการไม่เสียน้ำใจ ฉันจึงรับแล้วบอกว่าฉันรับแล้วแต่ฉันก็อยากให้ยายเหมือนกัน ยายรับไว้เถอะค่ะ .. ยายยิ้มอย่างดีใจ..และชวนลูกชายกลับบ้านไป ...นี่เเหละนะ อย่างที่ในเนื้อเพลงหนึ่งที่ฉันและหลายๆคนชอบฟัง .... คนอ่อนไหว กำลังใจสำคัญที่สุด ... ยายอ่อนไหวในจิตใจ จึงทำให้ส่งผลต่ออาการทางกาย เช่น อ่อนเพลีย นอนไม่หลับ เบื่ออาหาร ..อาการเหล่านี้มิใช่อาการโรคร้ายเสมอไป .....
เงินมาก...เงินน้อย....อยู่ที่ว่า... เป็นเงินของใคร นะคะ
ขอบคุณบทความดีดีนี้ค่ะ
ขอบคุณนางฟ้า นำประสบการณ์ดีๆที่พบพานมาแบ่งปันงานสร้างสุข
ดีใจกับคุณยายด้วยค่ะที่มีความสุขใจกับความเอื้ออาทรต่อกันเช่นนี้
นำความสุขมาเเบ่งปันทุกๆคนค่ะ
ทุกเช้าก่อนหกโมงเช้าจะตื่นมาทันดู "นิทานแห่งความสุข" ทางไทยพีบีเอส ดูแล้วก็จะรู้สึกอิ่มใจด้วยความสุข พอมาอ่านบันทึกนี้ก็รู้สึกเช่นนั้นเหมือนกันค่ะ ความรู้สึกอยากให้มีค่ายิ่งกว่าสิ่งที่ให้เสมอค่ะ ขอบคุณมากนะคะ
อ่านบันทึกนี้แล้วดีใจที่มีพยาบาลมีแนวคิดการรักษา เสริมพลัง ให้กำลังใจ เช่นนี้คะ
ขอบคุณค่ะ คุณ Sila Phu-Chaya ขอบคุณความคิดเห็นดีๆ ค่ะ ชอบประโยชน์นี้มาก "ความรู้สึกอยากให้มีค่ามากยิ่งกว่าสิ่งที่ให้"
ขอบคุณกำลังใจจากคุณก้ามปู ค่ะ
กำลังใจสำคัญที่สุดจริงๆ ค่ะ
ใช่แล้วค่ะ คุณครูใจดี ทุกวันนี้อยู่ได้เพราะกำลังใจทั้งจากตัวเองและผู้อื่นค่ะ