"บทเรียนที่ได้รับจากการจัดกิจกรรมครั้งนี้ (นพลักษณ์) คือการบูรณาการศาสตร์นพลักษณ์กับการจัดการความไม่รู้ในโลกภายใน"โดยใช้ธรรมะมาอธิบายอย่างเข้าใจง่าย ละมุนละม่อม แต่ละลักษณ์มองเห็นตนเอง มองเห็นจุดที่ต้องพัฒนา จุดที่ต้องก้าวข้ามให้พ้น มองเห็นการนำจุดแข็งของลักษณ์อื่นมาเสริมจุดอ่อนของลักษณ์ตนเพื่อนำไปสู่การสร้างสมดุลย์ของชีวิตให้มีความสุขจากการเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์"

อ่านหลังปกหนังสือ "วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ ๒๑" โดยศาสตราจารย์นายแพทย์ประเวศ วะสี รู้สึกประทับใจกับตัวเลขมหัศจรรย์  ๐ ๑ ๙

ขอเปิดพื้นที่ให้ท่านผู้มาเยี่ยมเยือนพินิจใคร่ครวญตัวเลขดังกล่าวนี้โดยอิสระ  สาเหตุที่ยกตัวเลขนี้ขึ้นมาเพื่อนำไปสู่ประเด็นคำถามของคุณหมอ ป. กัลยาณมิตรที่เป็นที่รักของพวกเราชาว gotoknow ทุกท่าน

 

Large_41drpor ป.

  • หนังสือ ที่อาจารย์แนะนำ "วิถึมนุษย์ในศตวรรษที่ ๒๑"โดยศาสตราจารย์นายแพทย์ ประเวศ วะสี น่าหามาอ่านบ้างค่ะ

  • ขอเรียนถามอาจารย์ เนื่องจากเริ่มมีแพทย์ประจำบ้านสนใจในศาสตร์นพลักษณ์ ในด้านช่วยให้เข้าใจเพื่อนร่วมงาน แต่ยังนึกกันไม่ออกว่าจะเชื่อมโยงกับการดูแลผู้ป่วยได้อย่างไรบ้าง

  • ใจตรงกันโดยแท้ค่ะ ว่าว้นนี้กำลังจะเขียนมุมมอง Palliative careที่ไม่ต้องแยกส่วน เป็น  "Bio-psycho-social-spiritual" (ได้ไหม)  เพราะแนวทางปฎิบัติ ทั้งมวลล้วนต้องการตอบสนองต่อแก่นกลาง"ความหมายในชีวิต - why I have life" ของผู้ป่วย..ณ วาระสุดท้าย เทคโนโลยีการแพทย์สูงสุดใดๆ ก็ไม่สามารถช่วยให้ผู้ป่วยเผชิญความตายอย่างสงบ ถ้า"ขาดต้นทุนทางจิตวิญญาณ"

ขอยกคำกล่าวของท่านอาจารย์สันติกโรมากล่าวในที่นี้ค่ะ

"ในบรรดาแนวทางหรือศาสตร์ทั้งหลายเพื่อใช้ศึกษาตนเอง ศาสนาเป็นหลักการหนึ่งที่ดำรงอยู่ยาวนานที่สุด แต่ในระยะหลัง โดยเฉพาะศตวรรษที่ผ่านมา มนุษย์ได้พัฒนาศาสตร์ใหม่ ๆ ที่เรียกว่า จิตวิทยา โดยสมัยแรก ๆ จิตวิทยาก็เน้นผู้ที่มีปัญหาทางจิต แต้ในระยะหลังนักจิตวิทยาหันมาสนใจจิตของคนปกติด้วย ต่อจากนั้นก็เริ่มสนใจจิตของผู้ที่สามารถยกระดับชีวิตให้สูง ในที่สุด จิตวิทยาก็เชื่อมโยงกับสิ่งที่ศาสนาสนใจมายาวนานคือ spirituality  หรือเรื่องจิตวิญญาณ เรื่องธรรมะ ในบรรดาจิตวิทยาและแนวทางจิตวิญญาณที่มีอยู่ในโลกนี้ นพลักษณ์เป็นแนวทางหนึ่งที่ประกอบด้วยทฤษฎีที่ประมวลความรู้ที่เกี่ยวกับชีวิตภายใน และความสัมพันธ์กับผู้อื่น (ซึ่งเป็นส่วนของจิตวิทยา) และพร้อมกันนั้นยังลึกไปในส่วนที่เป็นจิตวิญญาณด้วย มองทางหนึ่งเป็นจิตวิทยา มองอีกทางหนึ่งเป็นทางด้านศาสนา..."

                               จากหนังสือนพลักษณ์เล่มเล็ก คู่มือเข้าถึงตน

 

Enneagram (นพลักษณ์) มีผู้นำไปเผยแพร่ในรูปแบบต่าง ๆ มากมาย โดยส่วนใหญ่เน้นในเรื่องทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่างบุคลิกภาพและการปรับตัวเข้าหากัน จนมีบางคนตีความผิดหรือเข้าใจคลาดเคลื่อนว่ามีหลายลักษณ์ได้ไหม  ยังไม่ค้นพบลักษณ์ตัวเองเลย แล้วจะใช่ลักษณ์นี้ ลักษณ์นั้นหรือเปล่า หรือไม่ก็มองว่าการตัดสินใครว่าเป็นลักษณ์อะไรเป็นการจับคนใส่กล่อง เป็นไปไม่ได้หรอกที่คนจะมีลักษณ์เดียว มันอาจจะเกิดจากการปรับตัวในสถานการณ์ที่ต่างกันไปก็ได้ คนมีหลายบุคลิกเป็นเรื่องปกติ

 

 

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ทำให้ผู้ที่เคยศึกษามาก่อนเกิดการชะลอในการศึกษานพลักษณ์ต่อไป หรือบางท่านที่ได้ยินได้ฟังมาจากกูรูในเรื่องอื่นที่ไม่เข้าใจนพลักษณ์โดยแท้จริงกล่าวหานพลักษณ์ในแง่มุมต่าง ๆ ทำให้พลอยไม่สนใจศึกษาและยังบอกต่อ ๆ กันอย่างคลาดเคลื่อนอีก จึงอยากเรียนให้ทราบในเบื้องต้นก่อนค่ะว่าคำถามต่าง ๆ จะตามมาอีกมากมาย หากเราเรียนรู้จากการอ่านและการฟัง โดยไม่ได้เน้นที่ "การสังเกตโลกภายใน" ของตัวเราเองเป็นสำคัญ

 

 

Enneagram (นพลักษณ์) ไม่ได้พิจารณาบุคลิกภายนอกเป็นสำคัญ  บุคลิกภาพภายนอกเป็นเพียงสะพานที่เชื่อมต่อไปสู่การค้นหาโลกภายในเท่านั้น หากเราค้นพบ "ลักษณ์" ที่แท้จริงจากโลกภายในเราได้ เราจะอธิบายตัวตนของเราที่เป็นบุคลิกภายนอกได้ตลอดสาย

 

ลูกศรที่ชี้โยงไปมาคือความเป็นพลวัตภายในตัวตนของเรา ยามสบายใจ และยามเครียด ลูกศรจะวิ่งไปอีกตำแหน่งหนึ่ง ทำให้เรารู้สึกว่าเป็นมากกว่าหนึ่งลักษณ์  ยังไม่รวมถึงอิทธิพลของปีกที่อยู่ข้าง ๆ เรา ซึ่งทำให้เราดูเหมือนมีพฤติกรรมที่ใกล้เคียงกัน  นอกจากนี้ ในลักษณ์ของเรายังมีลักษณ์ย่อยที่เรียกว่า subtype อันได้แก่ "sextual" "social" "self-perservation" อีกด้วย หมายความว่าแม้กระทั่งลักษณ์เดียวกัน ก็มีการแสดงออกไม่เหมือนกัน บางคนชอบเก็บตัว บางคนชอบเข้าสังคม บางคนชอบความสัมพันธ์แบบหนึ่งต่อหนึ่ง (sexual หรือ one to one relationship)

 

 

ที่กล่าวมานั้นคือบริบทแวดล้อมที่ทำให้ผู้ที่ผ่านการอบรมหลายท่านยังคงสับสนอยู่ว่าเราเป็นลักษณ์ไหนกันแน่  บางทีเลือกแล้วก็อยากจะเปลี่ยนภายหลัง ทั้งที่จริง ๆ แล้วความเป็นลักษณ์มีอยู่แล้ว แต่เราค้นหาไม่เจอต่างหาก ซึ่งกรณีเช่นว่านี้ กระบวนกรจะทำหน้าที่สะท้อนให้เห็นโดยไม่สามารถตัดสินให้ได้ว่าเป็นลักษณ์ใด ตราบใดที่เจ้าตัวไม่ยอมรับ "ตัวตน" ของตนเอง  บางลักษณ์โดยตัวของเขาเองค้นหาตัวเองได้ไม่ยาก เพราะเป็นลักษณ์ที่มีความชัดเจน แต่บางลักษณ์ที่ "คิดมาก" และวิเคราะห์เป็นงานหลัก จะค้นหาตัวเองไม่ค่อยเจอ เพราะ "คิด" กับ "ปัญญา" ไม่ได้ไปด้วยกันเสมอไปค่ะ ในขณะที่บางลักษณ์ ไม่รู้ความรู้สึก ความต้องการที่แท้จริงของตัวเอง โดยส่งจิตออกนอกอยู่เป็นนิจ ก็จะไม่ค้นพบตัวเองได้โดยง่าย

 

 

การศึกษานพลักษณ์อาศัยการสังเกตและพัฒนาจิตตนเป็นงานหลัก หากยังไม่เข้าใจตัวเอง มองเห็นการเคลื่อนไหวของจิตตน จะไม่สามารถไปช่วยเหลือใครได้อย่างถูกต้องตรงตามจริตของลักษณ์นั้น ๆ เพราะตอนที่เราเข้าไปช่วยเหลือเขา เราต้องเข้าใจหลักการมองเห็นตัวเองให้แม่น เมื่อต้องเข้าไปทำความเข้าใจโลกทัศน์ของผู้อื่น "วิธีการมองเห็นตัวเอง" จะนำไปเป็น "เครื่องมือในการมองเห็นผู้อื่น" ทำให้เกิดความเมตตาปราณีและมองเห็นทุกข์ของเขาที่ไม่เหมือนของเรา  ที่สำคัญแต่ละลักษณ์ก็ล้วนแล้วแต่มีกลไกทางจิตไม่เหมือนกัน การเข้าใจกลไกทางจิตของเราก่อน จะทำให้เรามองเห็นกลไกทางจิตของเขา "กลไกทางจิต" เปรียบเหมือนกำแพงที่ป้องกันตัวเองจากผู้อื่น ต่างคนต่างมีกำแพง หากเราไม่ทะลายกำแพงตัวเองก่อน แล้วเราจะเข้าหาเขาได้อย่างไร

 

หากเริ่มจากการ "ค้นพบตัวเอง" (self discovery) มองเห็นกำแพงของตัวเอง เข้าใจและยอมรับความเป็นตัวเอง  มองเห็นต้นทางการพัฒนาตัวเอง (self development) ก็จะสามารถเกื้อกูลผู้อื่นได้โดยสามารถเข้าไปช่วยเหลือคนรอบข้างได้เองค่ะ กรณีการช่วยเหลือผู้ป่วยให้พ้นทุกข์ โดยทำความเข้าใจและยอมรับทุกข์ที่กำลังประสบอยู่ ในที่สุด ทุกข์จะกลายเป็นสุข "เพียงแค่รู้ที่สาเหตุแห่งทุกข์นั้น"

 

จากการไปเป็นกระบวนกรการสร้างกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วยศาสตร์นพลักษณ์ สิ่งหนึ่งที่จะศึกษากลุ่มแลกเปลี่ยนก่อนคือผ่านการปฏิบัติธรรมกันมาแล้วโดยส่วนใหญ่หรือไม่ หรือลักษณะการทำงานเป็นแบบไหน หากทำงานที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์มากหน่อย ก็จะเข้าใจผู้คนได้ง่าย ซึ่งการวิเคราะห์กลุ่มจะนำไปสู่การเปิดเข้าสู่โลกนพลักษณ์ด้วยเรื่อง "ความสุข" หรือ "ความทุกข์" เพราะการใช้เรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นแก่น จะทำให้เข้าใจถึงความแตกต่างระหว่างลักษณ์ได้ อย่างไรก็ตาม บางกลุ่มไม่สามารถเปิดใจพูดเรื่องความทุกข์ได้ ก็จะต้องใช้เรื่องความสุขเพื่อการแลกเปลี่ยน  หากกลุ่มที่สามารถเปิดให้เข้าสู่โลกภายในจากความทุกข์ จะสามารถเข้าถึงลักษณ์แท้จริงของตัวเองได้อย่างรวดเร็วค่ะ

 

ตัวอย่างความเห็นของ ดร. ยุวนุช ทินนะลักษณ์ จากบันทึก

"ศิลปะแห่งการมองโลกภายใน: ปัญญาวิถีสู่ความดี ความงาม ความสุข"

ตาม link ที่เกี่ยวข้องจะทำให้เห็นประโยชน์จากนพลักษณ์ในการจัดการความรู้ ความรู้สึกได้ค่ะ

 

"เมื่อไม่นานมานี้ทำตัวเป็นสะพานบุญ เชื่อมคนงามด้วยภูมิธรรมและความรู้ คือ คุณศิลา กับทีมงานของคุณหมอและพยาบาลกลุ่มเล็กๆแห่ง โรงพยาบาลปากช่องนานา นำโดย พญ.รัตนา ยอดอานนท์ หรือ คุณหมอรัตน์ (เจ้าบ้าน)และ อีกคณะนำโดย พญ.รุจิรา มังคละศิริ หรือ คุณหมอตุ๊ (เจ้าภาพอาหาร และ ของว่าง)จาก สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา ให้ทุกท่านได้มาพบกันด้วยจิตอันเป็นกุศล มาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วยกันเพื่อการพัฒนาตนจากภายในให้ทำงานอย่างมีความสุขยิ่งขึ้นด้วยศาสตร์แห่งนพลักษณ์ ธรรมะ และ การจัดการความรู้"

 

บทเรียนที่ได้รับจากการจัดกิจกรรมครั้งนี้ คือการบูรณาการศาสตร์นพลักษณ์กับการจัดการความไม่รู้ในโลกภายใน"โดยใช้ธรรมะมาอธิบายอย่างเข้าใจง่าย ละมุนละม่อม แต่ละลักษณ์มองเห็นตนเอง มองเห็นจุดที่ต้องพัฒนา จุดที่ต้องก้าวข้ามให้พ้น มองเห็นการนำจุดแข็งของลักษณ์อื่นมาเสริมจุดอ่อนของลักษณ์ตนเพื่อนำไปสู่การสร้างสมดุลย์ของชีวิตให้มีความสุขจากการเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์"

 

"เห็นกระบวนการ และวิธีการใช้นพลักษณ์ กับ ธรรมะ อย่างผู้เข้าใจจากการปฏิบัติ ทำให้เรื่องของ การฟังด้วยหัวใจที่ใคร่ครวญ – Deep listening หรือ ฟังอย่างลึกซึ้ง การมีสุนทรียสนทนา – Dialogue การแบ่งปันเรื่องราวของตน – Sharingการซักถามอย่างรับรู้ซึมรับรู้คุณค่าเรื่องราวที่ได้ฟัง –Appreciative Inquiry เป็นสิ่งที่ก่อตัวขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติในบรรยากาศเช่นนี้"

 

"สิ่งที่เห็นในกระบวนการนี้น่าสนใจมากเพราะผู้เขียนเคยมีประสบการณ์ เห็นคนทำงานด้านการจัดการความรู้ การจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในบางที่ ที่ไปหากรอบมาจำกัดตนเอง ทำงานด้วยความกลัวผิดตำรา หรือ ผิดไปจากกรอบของตน ทำด้วยความคาดหวังว่าจะเอา "How to" เร็วๆ จึงมักจะเร่งร้อนให้ผู้เข้าแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เข้าเรื่องเร็วๆ คาดหวังให้ทุกคน "เล่าเรื่องเป็น" ลืมไปว่าคนเราแตกต่างกันในความเป็นตัวเขา จึงมีวิธีแตกต่างกันในการเล่าเรื่อง กระบวนกร หรือ Facilitator จึงต้องเข้าใจและใจเย็น ให้เรื่องราวเปิดเผยออกมาตามจังหวะที่สมควร อีกทั้งยังต้องใส่ใจกับอารมณ์ ความรู้สึกของผู้เล่าอีกด้วย"

คำถามหนึ่งที่เคยถามท่านอาจารย์สันติกโรเมื่อครั้งไปอบรมการปฏิบัติธรรมกับนพลักษณ์

 

คำถาม "หลัง ๆ มานี่ไม่ค่อยอ่านหนังสือลงรายละเอียดว่าลักษณ์ใครเป็นอย่างไร เวลาอาจารย์ไปถ่ายทอดนพลักษณ์ในที่ต่าง ๆ ต้องอ่านหนังสือเตรียมตัวไปก่อนไหมคะ"

 

คำตอบ "ไม่ได้อ่านตำรามาหลายปีแล้ว สังเกต ปฏิบัติเอาอย่างเดียว พอเรารู้ เราเห็นตัวเราเอง เราก็นำวิธีการเดียวกันไปทำความเข้าใจผู้อื่นได้ นาน ๆ ทีนึกไม่ออก ก็เปิดตำราสักครั้ง"

 

ข้อสังเกต ตำราที่กล่าวถึงนั้นก็นำมาจากการรวบรวมข้อสังเกต การฝึกฝน ปฏิบัติของผู้ศึกษาและผู้ร่วมศึกษานั่นเอง

 

                              "สงสัย ก็รู้ก่อนว่าสงสัย

                          แล้วจะเกิดปัญญามองเห็นคำตอบ"

ปัญหาบางอย่างแก้ไข หาคำตอบเองได้จากการค้นคว้า ถามหาจากผู้รู้ แต่บางปัญหา ต้องปฏิบัติ ต้องเห็นเอง จึงจะเกิดปัญญา แก้ไขปัญหาได้เอง นั่นคือสิ่งที่เรียนรู้จากครูค่ะ

 

    

ทุกวันนี้ ก็ยังเดินตามรอยครูอยู่ค่ะ แม้จะรู้ว่าห่างไกล แต่สิ่งที่ทำได้คือดูครูเป็นแบบอย่าง

 

 ขอบพระคุณมากค่ะสำหรับคำถามนำมาซึ่งคำตอบที่อาจจะเป็นประโยชน์สำหรับท่านผู้สนใจไม่มากก็น้อย

              

                                       ศรัทธา เมตตา สันติ