สังคมไทยมีความเสี่ยงที่จะเกิดเรื่องนี้สูง เพราะคนในวงการศึกษาไม่ตระหนัก และไม่ระมัดระวังเรื่องนี้ ปล่อยให้นักเรียนทำรายงานโดยการค้นจาก อินเทอร์เน็ต แล้ว “ตัดปะ” ลงในรายงานของตน โดยไม่มีคนสอนว่าเป็นสิ่งที่ผิด การคัดลอกคนอื่นต้องอ้างอิง จึงจะไม่ถือว่าลอกเลียนหรือขโมยความคิด

 

          ข่าวใหญ่เรื่องการลอกเลียนผลงานวิชาการแห่งยุคในประเทศไทยคือ ข่าวนี้    ซึ่งผมเคยบันทึกไว้ที่ ,

 

          จะเห็นว่าเรื่องนี้ “กันดีกว่าแก้” อย่างแน่นอน   เพราะเมื่อเกิดประเด็นขึ้นแล้วความซับซ้อนของมันจะก่อความยุ่งยากบาดหมางและขัดแย้งมากมาย   ที่สำคัญทำให้รกสังคมรวมทั้งเสื่อมเสียชื่อเสียงของประเทศดังข่าวนี้

 

          มองอีกมุมหนึ่ง นี่คือความเสี่ยงอย่างหนึ่งของวงการอุดมศึกษาและมหาวิทยาลัย   เป็นความเสี่ยงต่อการเสื่อมเสียชื่อเสียง (Reputation Risk)  

 

          เมื่อมีความเสี่ยง ก็ต้องมีการจัดการความเสี่ยง (Risk Management) โดยต้องมีการกำหนดนโยบายไว้เป็นลายลักษณ์อักษร   ให้ความเห็นชอบโดยสภามหาวิทยาลัย   โดยนโยบายควรระบุหลักการหรือหลักคิดต่อการลอกเลียนหรือผลงานวิชาการ (plagiarism) ว่าถือเป็นการทำผิดที่ร้ายแรงแค่ไหนพฤติกรรมแบบใดบ้างที่ถือเป็นความผิดนี้ระบุวิธีการป้องกัน   วิธีการดำเนินการหาข้อเท็จจริงเมื่อมีการกล่าวหา   และระบุโทษ รวมทั้งการลงโทษไว้ด้วย    ทั้งหมดนี้ควรทำเป็นข้อบังคับของมหาวิทยาลัย   ซึ่งหมายความว่า มีการประกาศให้รู้ทั่วกันทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย

 

          สังคมไทยมีความเสี่ยงที่จะเกิดเรื่องนี้สูง    เพราะคนในวงการศึกษาไม่ตระหนัก และไม่ระมัดระวังเรื่องนี้   ปล่อยให้นักเรียนทำรายงานโดยการค้นจาก อินเทอร์เน็ต แล้ว “ตัดปะ” ลงในรายงานของตน   โดยไม่มีคนสอนว่าเป็นสิ่งที่ผิด   การคัดลอกคนอื่นต้องอ้างอิง จึงจะไม่ถือว่าลอกเลียนหรือขโมยความคิด 

 

          ผมดีใจ ที่ในวงการ Gotoknowมีการเตือนเรื่องนี้อย่างเอาจริงเอาจัง   ถือได้ว่า Gotoknowช่วยสร้างสรรค์สังคมไทย ให้เป็นสังคมปลอดการขโมยผลงานหรือความคิด

 

 

 

วิจารณ์ พานิช

๒๗ มิ.ย. ๕๕