พี่สนั่น หรือ ดต.สนั่น เลื่อนแป้น ที่ผมเขียนถึงหลาย ๆ บันทึกแล้วก่อนหน้า ท่านมีความรู้เกี่ยวกับของใช้บรรพบุรุษ มากมาย ด้วยการสะสม รวมถึงเสาะสืบเรื่องราวความเป็นมา ภูมิปัญญาที่ซ่อนเอาไว้ในอุปกรณ์เครื่องใช้ในแต่ละชนิด ท่านชอบเล่าให้ผมฟังเสมอ เมื่อไปนอนด้วยที่นั่น

     ผมพูดว่าหากท่านจะเขียนเรื่องราวของสิ่งเหล่านี้ที่ท่านรวบรวมมาได้ ไว้ด้วยก็จะเป็นประโยชน์มาก พร้อม ๆ กับถ่ายรูปไว้เพื่อประกอบกับเรื่องราวเหล่านั้น เขียนสะสมไว้ทีละเรื่อง เรื่อย ๆ ไม่ต้องรีบร้อนอะไร ผมรับอาสาจะนำไปช่วยพิมพ์ให้ หรืออาจจะออกค่าจ้างพิมพ์ให้เองก็ได้ หากทำเองไม่ทัน

     ท่านย้อนกลับถามผมว่าทำเหมือนทำวิจัยใช่ไหม แล้วผมทำได้ด้วยเหรอ ทำให้ผมอึ้งไปนิดนึง ก่อนจะตอบท่านไปว่างานวิจัยใคร ๆ ทำก็ได้ ทำไปเรียนรู้ไป ผมอ้างถึงว่าเดี่ยวนี้ชาวบ้านทำวิจัยออกมาเยอะไปหมด มีหน่วยงานหลายแห่งให้การสนับสนุนด้วย แต่ของเราไม่ต้องเรียกอย่างนั้นก็ได้ ทำไปเรียนรู้ไปได้ อีกอย่างเดี่ยวนี้ไม่ต้องรอขอทุนอะไรที่ไหนบางเรื่องก็คิดทำได้เลย ภาพถ่ายใช้กล้องผมถ่ายเอาก็ได้แล้ว ไม่ต้องจ่ายค่าอะไรเพิ่มเลย จะมีก็คงเป็นค่าพิมพ์งานบ้างเท่านั้น แต่ก็ไม่มากมายอะไรนัก

     ท่านตอบตกลงที่จะทำ แล้วก็ไปหยิบสมุดปกอ่อนที่ท่านจดเขียนไว้มาให้ดู ผมอึ้งไปอีกรอบนึง เพราะท่านจดบันทึกไว้บ้าง พิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ดีดไว้บ้างตั้งมากมาย ผมจึงคิดว่าหากท่านจะเริ่มก็ไม่ใช่เริ่มจากศูนย์หรอก ท่านมีทุนอยู่แล้วเยอะมาก จากนั้นก็ลงมือคุยกันในรายละเอียดเพิ่มเติมอีกนิดนึงถึงประเด็นการสืบค้นเพิ่มเติม การไปสอบทานข้อมูลที่ท่านมีอยู่ซึ่งท่านเองก็บอกว่าบางเรื่องยังไม่สมบูรณ์นัก หากได้ไปถามเพิ่มก็จะดีกว่าที่มีอยู่ (ดีตามมุมมองของท่านเอง) ผมนัดว่าผมจะกลับมาอีกที เพื่อมาถ่ายรูปเครื่องมือของใช้บรรพบุรุษให้ท่าน

     ผมได้แต่ตั้งข้อสังเกตว่า “วิจัย” ทำไมใคร ๆ ถึงได้กลัวกันนัก ยิ่งชาวบ้านแล้ว ยิ่งรู้สึกไกลตัวและน่ากลัวเหลือเกิน พี่สนั่นบอกผมว่าวิจัยเป็นเรื่องของคนเรียนหนังสือ ครูบาอาจารย์ หรือพวกนักวิชาการ ผมได้แต่รำพึงในใจว่า ใครนะทำวิจัยให้สูงส่งในมุมมองของชาวบ้านได้ขนาดนี้ ทั้ง ๆ ที่ข้อมูลหรือความรู้อยู่ที่ตัวเขามากกว่าคนเรียนหนังสือ ครูบาอาจารย์ หรือพวกนักวิชาการ เป็นไหน ๆ