สมัยเป็นเด็กนั้น ผมอยู่ในรุ่นที่ต้องเรียนด้วยกระดานชนวน ไม่ต้องมีหนังสือและสมุดติดตัวกลับบ้าน เพราะทั้งห้องเรียนมีหนังสือตำราเป็นของกลางอยู่ชุดเดียวและต้องเก็บไว้ที่โรงเรียน สัมภาระในแต่ละวันที่ไปโรงเรียนและนำกลับไปบ้านจึงมีเพียงกระดานชนวนกับปิ่นโตข้าว หากมีการบ้าน คุณครูก็จะบอกการบ้านบนกระดานดำ นักเรียนนก็จะจดการบ้านลงบนกระดานชนวน

ผมจำไม่ได้เลยว่าเคยถือกระดานชนวนกลับไปทำการบ้านที่บ้านหรือไม่ เพราะหากมีการบ้าน ซึ่งโดยมากก็จะเป็นวิชาเลขกับคัดและเขียนไทย ผมก็จะทำเสร็จที่โรงเรียนแล้วก็ทิ้งกระดานชนวนไว้ที่โรงเรียนเลย เพราะเมื่อกลับไปบ้านแล้ว จะต้องไปเลี้ยงควาย ทำนา หาผักหญ้าเพื่อทำอาหารเลี้ยงหมู เลี้ยงวัวควาย รวมทั้งเก็บผักทำกับข้าวให้แม่ เป็นสภาพที่ไม่เหมาะสำหรับทำการบ้านที่บ้าน

กระดานชนวนของผมและเพื่อนๆนักเรียน น้อยนักที่จะเป็นกระดานใหม่ โดยมากก็จะเป็นกระดานชนวนที่ใช้ตกทอดกันมาตั้งแต่รุ่นน้า รุ่นพี่ หรือคนในหมู่บ้านที่เรียนมาก่อน เวลาส่งการบ้าน กระดานชนวนก็จะกองอยู่บนโต๊ะของคุณครูกองพะเนินราวกับเป็นกองไม้ กระทั่งก่อนจบชั้นประถม ๔ และต้องเข้าไปเรียนต่อชั้นประถมปลายที่โรงเรียนในตัวอำเภอ จึงได้เริ่มได้ใช้สมุด ดินสอ ยางลบ และมีหนังสือเรียน หลังจากนั้น กระดานชนวนก็หายไป

เวลาและปฏิทินการเรียน ก็มีวงจรที่สัมพันธ์กับฤดูกาลและการทำนา ปิดเทอม ๓ ครั้ง ๆ ละ ๑ เดือน ช่วงไถนาหน้าฝนและเข้าพรรษา ๑ ครั้ง ช่วงเกี่ยวข้าว นวดข้าว  ๑ ครั้ง และช่วงหน้าแล้ง ซึ่งเป็นหน้าทำไร่ อีก ๑ ครั้ง

เวลาเรียนในระยะแรก ก็แบ่งเป็น ๒ ช่วงคือเช้าและบ่ายเท่านั้น โดยมีการตีระฆังเข้าเรียนในตอนเช้าครั้งหนึ่งเพื่อเข้าแถวเคารพธงชาติและสวดมนต์  ตีอีกครั้งก็ตอนพักกินข้าวตอนเพลพร้อมกับพระ อีกครั้งก็ตีตอนเข้าเรียนประมาณหลังจากพระฉันเพลเสร็จ จากนั้น ก็ตีตอนเลิกเรียนประมาณบ่าย ๓-๔ โมงเย็นซึ่งเป็นช่วงเวลาแดดอ่อนสำหรับออกไปเลี้ยงควาย 

ต่อมา จึงมีช่วงพักน้อย โดยพักเรียนในช่วงบ่ายประมาณ ๑๕ นาที ก่อนที่อีกหลายปีต่อมาจึงเป็นการแบ่งการเรียนเป็นคาบเรียนรายวิชาในระดับมัธยมศึกษา และเปลี่ยนการปิดเทอมเป็น ๒ ภาคการศึกษา ระฆัง : ซึ่งจะว่าไปแล้ว ก็คือเทคโนโลยีสำหรับทำเสียงกำกับมวลชนขนาดเล็กเพื่อการจัดการห้องเรียน ก็ทำจากเศษเหล็กต่างๆ เช่น แหนบรถยนต์ จอบที่เสียแล้ว และเศษเหล็กจากลูกระเบิดยุคสงครามเวียดนาม

หลังจากเริ่มใช้สมุดและมีหนังสือตำราแล้ว วัฒนธรรมเทคโนโลยีการศึกษาบนความเป็นกระดานชนวนก็ไม่หวนคืนมาอีกเลย กระบวนการทางการศึกษาที่ดำเนินการในสภาพดังกล่าว สามารถครอบคลุมประชากรวัยเรียนได้อย่างกว้างขวาง ขณะเดียวกัน ก็มีการศึกษาผู้ใหญ่เป็นนวัตกรรมทางการศึกษา เพื่อร่วมกันบรรลุเป้าหมายการจัดการศึกษาแบบ 3R คือ เน้นการอ่านออกเขียนได้ และคิดเลขเป็น (Reading,Writing, Arithmetic) ก่อนการยกร่างพระราชบัญญัติการศึกษา ฉบับ ๒๕๒๑ ประเทศไทยก็สามารถยกระดับการอ่านออกเขียนได้ของพลเมืองเป็นกว่าร้อยละ ๗๐ จากร้อยละไม่ถึง ๓๐  ในช่วงก่อนปี ๒๕๐๐ ช่วงนั้น คนส่วนใหญ่เป็นภาคชนบทและอยู่ในวิถีชีวิตชุมชนเกษตรกรรมมากกว่าร้อยละ ๘๐ เป็นยุคที่ตลาดโลกและนานาประเทศทั่วโลกยังต้องติดตามความเคลื่อนไหวของการกำหนดราคาข้าวจากประเทศไทย

มาถึงยุคนี้ ซึ่งผ่านห้วงเวลาใช้กระดานชนวนดังข้างต้นกว่า ๔๐ ปีล่วง เราก็กำลังจะนำแท็บเล็ต : กระดานชนวนดิจิตอล ส่วนหนึ่งของสื่อและเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่จะนำเข้ามาเป็นหนึ่งในระบบเทคโนโลยีการศึกษา เข้าไปแทนที่สมุดและตำราบนกระดาษ รวมทั้งเข้าไปเชื่อมโยงเด็กและผู้เรียนกลุ่มเป้าเหมายต่างๆ เข้ากับแหล่งความรู้ แหล่งประสบการณ์  สื่อ ทรัพยากรการเรียนรู้ ตลอดจนการปฏิสัมพันธ์กับสถานการณ์จริง อย่างไม่มีข้อจำกัดทางด้านเวลา สถานที่ เนื้อหาประสบการณ์ สาระการเรียนรู้ และความแตกต่างระหว่างบุคคล ทั้งของท้องถิ่นและในขอบเขตทั่วโลก

กระดานชนวนดิจิตอล ผมอยากจะเรียกว่าอย่างนี้ และเทคโนโลยีการศึกษาบนฐานดิจิตอลนี้ (Digital-Based Edtechnology : ผู้เขียน) นอกจากจะมีความทรงพลังในการสื่อสารเพื่อการศึกษาและสร้างปฏิสัมพันธ์กับแหล่งการเรียนรู้หลากหลายรูปแบบมากแล้ว ในทางสังคมวัฒนธรรมการศึกษา ก็จัดว่าจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างลึกซึ้ง และจำเป็นต้องพิจารณาให้รอบด้าน ผมจึงจะขอหยิบยกตัวอย่างสักเล็กน้อย เพื่อนำไปสู่การกล่าวถึงความสำคัญของปัญหาการพัฒนาวัฒนธรรมและการศึกษาทางเทคโนโลยี ซึ่งเป็นปัญหาที่สำคัญอย่างหนึ่งและควรทำก่อน หรืออย่างน้อยก็ควรทำคู่ขนานไปกับการพยายามใช้เทคโนโลยีการศึกษา ในการจัดการศึกษาระดับต่างๆ ก่อนที่จะกล่าวถึงสภาพทั้งบวกและลบที่จะเกิดขึ้นได้บางประการในลำดับต่อไป

ตัวอย่างแรก : เพื่อนผมคนหนึ่ง เป็นนักเขียนและคนเขียนรูป หลังออกจากทำงานและใช้ชีวิตในเมืองหลวง ไปใช้ชีวิตอยู่ต่างแล้ว ก็ขาดแหล่งหาข้อมูลและหาวัตถุดิบทำงานความคิด จึงยอมลงทุนซื้อคอมพิวเตอร์และติดตั้งอินเตอร์เน็ตเพื่อใช้สื่อออนไลน์ทำงานและติดต่อกับโลกรอบข้าง ต่อมาจึงทำงานศิลปะกระดาษและนำเสนอทางสื่อออนไลน์ ทำให้เกิดเครือข่ายผู้สนใจกว้างขวางทั่วโลก จึงได้ความคิดเขียนภาพและจัดแสดงเผยแพร่ออนไลน์

ในระยะแรกนั้น ภาษาอังกฤษของเพื่อนผมสำหรับสื่อสารบนสื่อออนไลน์นั้นอยู่ในขั้นใช้ไม่ได้เลย แต่ความที่ชุมชนผู้มีความสนใจร่วมกันอย่างนี้ มักจะเป็นชุมชนที่มีธรรมชาติมุ่งน้อมตนเองไปเข้าใจกัน การพูดเขียนด้วยภาษาอังกฤษไม่ได้ จึงไม่เป็นอุปสรรคต่อการที่จะติดต่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และสร้างความเข้าใจต่างๆที่ต้องการด้วยกัน 

เพื่อนผมนั้นเขียนสีน้ำดีมาก อารมณ์ภาพ ภาษาความงาม และภาษาทีแปรงในงานศิลปะนั้น มีความเป็นสากลที่คนทั่วโลกจะสามารถสัมผัสและเข้าถึงบางสิ่งที่ออกมาจากใจกันของมนุษย์ได้ ดังนั้น ไม่นานเพื่อนผมก็มีแฟนคลับจากหลายประเทศทั่วโลก มีทั้งเป็นจิตรกรมือดีและหลายคนมีชื่อเสียง และต่อมาก็ได้เป็นสมาชิกสมาคมจิตรกรสีน้ำระดับโลกของอเมริกา ด้วยสื่อออนไลน์และเทคโนโลยียุคดิจิตอล กับพลังจากการลงมือด้วยใจ ก็ทำให้เพื่อนผมสามารถข้ามข้อจำกัดทางภาษา ซึ่งผ่านเลยไปถึงจุดที่จะมีคนไทยสามารถเข้าไปถึงจุดนั้นได้เพียง ๒-๓ คนเท่านั้น

ตัวอย่างที่ ๒ : ชุมชนอำเภอหนองบัว จังหวัดนครสวรรค์ ถิ่นฐานบ้านเกิดของผม จัดว่าเป็นแหล่งที่อยู่ห่างไกลและขาดทรัพยากรทางการศึกษา ต่างจากสถานศึกษาในเมืองมาก ยิ่งในพรมแดนของการสื่อสารความรู้และการไหลเวียนข้อมูลข่าวสาร เพื่อเป็นสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมการเรียนรู้อย่างเท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลกพร้อมกับมีปฏิสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับถิ่นอาศัยแล้ว ก่อนหน้านี้สัก ๑๐ ปีเท่านั้น ชุมชนหนองบัวก็เหมือนกับเป็นสุญญากาศในโลกของสื่อความรู้ออนไลน์เลยทีเดียว

แต่ต่อมา ผมกับท่านพระอาจารย์มหาแล อาสโย(ขำสุข) และคนหนองบัว ตลอดจนชุมชนผู้สนใจในเรื่องสุขภาวะชุมชนศึกษาจำนวนหนึ่ง ก็ได้บุกเบิกและช่วยกันเขียน สร้างความรู้และข้อมูล เผยแพร่และสื่อสารออนไลน์ พร้อมกับทำกิจกรรมเชื่อมโยงผสมผสานกับพื้นที่จริงด้วย ก็ทำให้ปัจจุบันนี้ ชุมชนอำเภอหนองบัวมีเวทีสร้างความรู้และสื่อสารเรียนรู้ รวมทั้งสามารถพัฒนาเครือข่าย ระดมพลังความร่วมมือ เพื่อพัฒนาการศึกษาและส่งเสริมบทบาทการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนในอำเภอ เป็นผู้นำในการปฏิบัติทั้งในระดับอำเภอ และในจังหวัดนครสวรรค์

ตัวอย่างที่ ๓ : ขณะเดียวกัน ในอีกด้านหนึ่ง เราก็จะได้เห็นความเป็นจริงในอีกด้าน ที่เกิดขึ้นอย่างแพร่หลายจากการใช้มัลติมีเดียและเทคโนโลยีสารสนเทศ พร้อมกับการมาถึงของสื่อออนไลน์บนเทคโนโลยีดิจิตอล ที่ไม่ใช่เพื่อขยายกำลังการพัฒนาการศึกษาเรียนรู้ แต่เป็นการใช้เพื่อขยายกำลังให้กับด้านลบ เช่น ใช้ทรัพยากรและความสามารถที่มีถ่ายคลิปและส่งสื่อสารออนไลน์การตบตี ก่ออาชญากรรม พฤติกรรมก้าวร้าวและสร้างความรุนแรง การหลอกลวง และการเป็นสื่อแสดงออกทางเพศที่ไม่เหมาะสม

ดังนั้น เทคโนโลยีการศึกษา และแม้จะอยู่ในกลุ่มคนที่กำลังศึกษาเรียนรู้ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยให้เกิดผลดีต่อการศึกษาตามไปโดยอัตโนมัติเลยทีเดียวเท่าไหร่นัก

ในท่ามกลางสภาวการณ์และความเป็นจริง ที่เกิดขึ้นได้ทั้งสองด้าน ในอัตราขยายกำลังเป็นทวีคูณทั้งบวกและลบดังกล่าวนี้นั่นเอง สังคมไทยก็กำลังจะเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงอีกด้านหนึ่ง โดยจะใช้เทคโนโลยีดิจิตอล เช่น แจกจ่ายแท็ปเล็ต ให้เข้าไปมีบทบาททดแทนเทคโนโลยีการศึกษาบนกระดาษและแบบดั้งเดิมอีกหลายอย่าง  

เมื่อมองย้อนกลับไป นับแต่ยุคเทคโนโลยีการศึกษาแบบจารึกลงหิน สู่การจารใบลาน สักคาถาและหลักชีวิตลงบนร่างกาย มาสู่การใช้กระดานชนวน จากนั้น ก็เป็นการหอบและหนีบสมุดหนังสือแทนกระดานชนวน สู่การสะพายโน๊ตบุ๊คแทนภาพของนักเรียนนักศึกษาหอบหนังสือตำราพะรุงพะรัง และกลับมาสู่ภาพของการเดินตัวปลิวอีกครั้ง ก็แทบจะไม่มีหนังสือและไม่ต้องมีกระเป๋าและย่ามหนังสือและเครื่องเขียนอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นแท็ปเล็ต ซึ่งก็จะเหมือนกับเป็นคลังเครื่องเขียน หนังสือตำรา ห้องสมุด แหล่งการเรียนการสอนทั้งที่ผ่านไปแล้วและสามารถเข้าไปเรียนได้อย่างไม่จำกัดอีกหลายรอบ และอีกหลายลักษณะการทำงาน โดยอยู่บนมือและมีขนาดเล็กกว่ากระดานชนวนเสียอีก ก็ทำให้เกิดแง่คิดหลายอย่าง คือ ...............

  • ทุกครั้ง ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงระบบของการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมการศึกษานั้น ทุกอย่างจะไม่เหมือนเดิม และจะไม่มีการหวนคืนไปสู่ที่เดิมอีกเลย 
  • การใช้ทรัพยากรแบบเดิมอาจจะลดลง แต่ต้นทุนเพื่อการศึกษาโดยรวมจะสูงขึ้น ทั้งในระดับรัฐ ปัจเจก และครัวเรือน  
  • เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงระบบทางเทคโนโลยีการศึกษานั้น กระบวนการเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงจะก่อเกิดผลกระทบและผลสืบเนื่องทั้งในเชิงบวกและลบ 
  • ปัจจัยมนุษย์จะพึ่งตนเองได้น้อยลง ภูมิปัญญาปฏิบัติหลายด้านอาจเสียไป
  • การปฏิสัมพันธ์กันของคนมีความซับซ้อนและเป็นเชิงซ้อนมากขึ้น ต่างจากสภาพสังคมแบบทั่วไป เด็ก ผู้เรียน สามารถมีหลายบทบาท และสร้างจินตนาการเกี่ยวกับตนเองหลายรูปแบบทั้งเชิงบวกและลบในโลกไซเบอร์ เช่น ใช้ชื่อปลอม ปิดบังและหลอกฐานะทางเพศสภาวะ วัย และความเป็นตัวตนต่างๆ เหล่านี้เป็นต้น

กระบวนการเรียนรู้ทางสังคมและกระบวนการเชิงพฤติกรรมของสังคมต่อเทคโนโลยีการศึกษา จึงมีความสำคัญมาก

แต่ในยุคดิจิตอลนี้ เมื่อนำเอาเทคโนโลยีการศึกษาในเชิงระบบมาใช้ ซึ่งนอกจากก็จะเป็นตัวนำการเปลี่ยนแปลง ที่ทำให้เกิดการเคลื่อนตัวของสังคม ออกจากสภาพเดิม และจะไม่มีการกลับไปสู่ที่เดิมได้อีกแล้วนั้น ลักษณะการเปลี่ยนแปลงของสังคมในสภาพแวดล้อมทางเทคโนโลยียุคดิจิตอลนี้ ก็จะมีธรรมชาติที่ไม่เหมือนกับที่เคยปรากฏในอดีต กล่าวคือ จะมีอัตราความเร็ว และแพร่สะพัดได้อย่างกว้างขวางเหมือนโรคติดต่อ ระบบเทคโนโลยีการศึกษายุคดิจิตอล มีพลังการขยายผลที่กว้างขวางและรวดเร็ว จึงเป็นการยากที่จะแก้ปัญหาตามหลังการเกิดปัญหาอย่างเดียว  

ดังนั้น หากได้มีการส่งเสริมการสร้างความพร้อม พัฒนาการเรียนรู้ทักษะเทคโนโลยีเพื่อเลือกสรรการเปลี่ยนแปลง สร้างวัฒนธรรมการเข้าถึงและใช้เทคโนโลยีเพื่อขยายกำลังการบรรลุจุดหมายสิ่งดี มากกว่าใช้เทคโนโลยีขยายกำลังให้แก่สิ่งไม่ดี ตลอดจนมีการพัฒนากระบวนการเรียนรู้เทคโนโลยีศึกษาตั้งแต่วัยเด็กเพื่ออยู่ในโลกอันเต็มไปด้วยวิทยาการและเทคโนโลยี ตั้งแต่ในบ้าน โรงเรียน และศูนย์พัฒนาการเรียนรู้สาธารณะของชุมชน สร้างจิตวิญญาณและวัฒนธรรมเทคโนโลยี รักในวิถีความรู้ การสร้างและใช้ความรู้ ซึ่งเป็นตัวกำหนดวัฒนธรรมเทคโนโลยี เหล่านี้ ก็จะเป็นปัจจัยเงื่อนไขทางสังคมและวัฒนธรรม รองรับการนำเอาเทคโนโลยีการศึกษาต่างๆมาใช้ให้ได้ผล สอดคล้องและทัดเทียมกับสภาพความเปลี่ยนแปลงของสังคม   

การพัฒนาพลเมืองและเตรียมความพร้อมให้ประชากรกลุ่มต่างๆ อยู่เสมอ  จัดว่าเป็นการสร้างและส่งเสริมปัจจัยโน้มนำสิ่งดี ดีกว่าทำงานเชิงรับแบบไล่หลังปัญหา เช่น การบ่มสร้างวิธีคิดและความมีคุณธรรมต่อการใช้เทคโนโลยี ความมีจิตวิญญาณในการเรียนรู้ การรักความรู้และการแลกเปลี่ยนแบ่งปัน สร้างเครือข่ายเรียนรู้บนสังคมออนไลน์ ซึ่งนอกเหนือจากความสามารถมีเทคโนโลยีเครื่องมือ

สิ่งเหล่านี้ บางที อาจจะไม่สามารถรู้ได้ว่าจะส่งผลต่อการนำไปใช้หรือไม่อย่างไร แต่ก็ต้องทำ เพื่อเป็นพลวัตรปัจจัยที่ดี ที่เอื้อต่อการเกิดผลเชิงบวกให้เกิดขึ้นอีกต่อหนึ่ง  

ในยุคดิจิตอลนั้นนั้น องค์ประกอบด้านนี้หากมีกระบวนการที่ทำให้มีขึ้นก่อน ยืดหยุ่นไปตามบริบทของกลุ่มเป้าหมาย  ก่อนที่จะสามารถเข้าถึงเทคโนโลยี หรืออย่างน้อย ก็มีการดำเนินการคู่ขนานไปด้วยกัน ก็จะทำให้คาดหวังต่อการนำเอาเทคโนโลยีทางการศึกษามาใช้ได้ว่า จะเป็นระบบที่ช่วยขยายกำลังการบรรลุจุดหมายเชิงบวก ได้มากกว่าจะถูกใช้ขยายกำลังความรุนแรงและสร้างผลกระทบเชิงลบ ซึ่งนอกจากอาจจะแก้ไขปัญหาตามหลังได้ยากแล้ว ก็จะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งที่้ไม่ต้องการที่เกิดขึ้นตามมา ให้กลับไปสู่สภาพเดิมได้อีกเลย  .