สวัสดีค่ะอาจารย์พี่ม่อย  ชอบอ่านการสนทนาตอบของพี่ม่อยค่ะ เหมือนได้นั่งตามขอบเวทีวงสนทนา 

ตรงที่พี่ม่อยพูดเรื่อง เทคโนโลยีการศึกษาที่อยู่ในแวดวงผู้รู้หรือกำลังใช้ในการเรียนรู้นั้น...  จากเหตุการณ์ที่ประสบฟังมาสองเรื่องซ้อนจากสองคนในบ้าน ในฐานะผู้เข้าใช้บริการโฮงยา (ที่เดียวกับที่พี่ม่อยเดินเท้าไปถึงนั่นแหละค่ะ) มันทำให้ฉงนไม่น้อยว่า มนุษย์เราฝากชะตาชีวิตของตัวเองไว้ในเครื่องมื่อไฮเทค และกับโปรแกรมสารพัดนึกเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์หรืออย่างไร  เมื่อบังเอิญไฟดับ  หมอก็ทำอะไรไม่ได้ ตรวจวินิจฉัยโรคให้คนไข้ไม่ได้  สั่งยา เดินยาออนไลน์ไปห้องจ่ายยาหรือคิดราคาค่าบริการก็ไม่ได้ สุดท้ายต้องเชิญคนไข้กลับบ้านไปก่อนหลังจากมาต่อคิวรอราวสามสี่ชั่วโมง เพื่อจะพบว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ขัดข้อง  เคสนี้เป็นเรื่อนคนกับคนที่ลากเอาเทคโนโลยีมาเป็นตัวเกี่ยว(อะไรด้วย)  

มาอีกเคสหนึ่งของคนในบ้านเหมือนกันค่ะ  มีนัดไปตรวจที่โฮงยา(ฉากเดียวกัน) คราวนี้ เทคโนโลยีใช้การได้ปกติค่ะ  แต่กว่่าคนไข้จะได้ตรวจก็เจออุปสรรคนานาจากคุณหมอมือใหม่ที่วิ่งเข้าวิ่งออกห้องตรวจที่คุณหมอมือโปรกำลังให้บริการ(เข้าเวร) วิ่งเข้าวิ่งออกสอนอธิบายกันอยู่นาน กว่าคนไข้แต่ละคนจะได้รับการตรวจให้แล้วเสร็จ เอ๊ะ แล้วนี่ในเครื่องมือไฮเทคไม่ได้บรรจุคำสั่งสอนอะไร ว่าเคสไหนเป็นอย่างไรจะดูแลเช่นไรไว้หรอกหรือ  งานนี้เราจะโทษใครหรืออะไรดีคะ ตกลงเทคโนโลยีการศึกษาช่วยในการเรียนการสอนได้จริงไหม

ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ขอพาดพิงไปถึงอู่ข้าวอู่น้ำที่ให้เราร่ำเรียนค้นคว้าศึกษาด้วยตนเองด้วยนะคะ(ห้องสมุดค่ะ) ทุกวันนี้เมืองไทยกับตู้บัตรรายการยกเลิกใช้งานไปแล้ว พึ่งพาไอที  อุปกรณ์การสื่อสาร และ พลังงานไฟฟ้าให้แสงสว่าง(โดยเฉพาะที่ให้พลังกับแม่ข่ายหรือ server) ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไป ก็เป็นเกมโอเวอร์ค่ะ แบบนี้จะเป็นอุปสรรคปัญหาตามหัวข้อสนทนานี้ได้ไหมคะ

(อยู่นอกวงแต่แสดงความเห็นเยอะจัง)