สถานีความคิด :
พึงใช้ชีวิตอย่างระมัดระวัง
(๑)
หากเปรียบเทียบกับสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น เช่น ช้าง ม้า วัว ควาย มด แมลงสาป หรือ สุนัข เป็นต้น มนุษย์เรานับว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความอ่อนแอและเปราะบางมากที่สุด ทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ แต่ด้วยอวิชชาที่ห่อหุ้มอยู่ จึงทำให้มนุษย์เราสำคัญตนผิด คิดว่าตนเองเข้มแข็งและยิ่งใหญ่ จนทำให้ขาดการระมัดระวังในการชีชีวิต ละเลยต่อการเอาใจใส่ดูแลสุขภาพและจิตใจของตนเอง ที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือ ขาดความรับผิดชอบต่อสังคมส่วนรวม ทำให้หลายคนมีชีวิตอยู่ไร้คุณค่าและไร้ความสุข
เรย์ ชาส์ล นักดนตรีตาบอดชื่อดัง ชาวอเมริกัน กล่าวไว้ว่า “ ไม่มีใครรู้หรอกว่าเราเกิดมาทำไม? หากแต่ทุกคนรู้ว่า เราควรจะมีชีวิตอยู่อย่างไร และเพื่ออะไร?” ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า แท้ที่จริงแล้ว เราทุกคนต่างก็สามารถที่จะเลือกทางเดินให้กับชีวิตได้ และเราสามารถที่จะกำหนดคุณค่าให้กับชีวิตของเราได้
ถ้าหากเราอยากจะให้ชีวิตของตนเองมีแต่ความทุกข์ ความเศร้าหมอง ระทมขมขื่น และไร้คุณค่า เราก็สามารถที่จะทำให้เป็นอย่างนั้นได้ ด้วยการใช้ชีวิตอย่างเปลือยเปล่า หมกมุ่นกับอบายมุข และยินดีปรีดากับการทุจริตทั้งหลายทั้งปวง
ในขณะเดียวกัน ถ้าหากเราปรารถนาอยากให้ชีวิตนี้มีความสุข อบอุ่น น่าภาคภูมิใจ และมีคุณค่าน่าจดจำ เราก็ควรจะมีความตื่นตัว ไม่หลับใหล หลีกหนีจากอบายมุขทั้งปวง ประพฤติสุจริต มีความรักความปรารถนาดีต่อผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา เรียนรู้วิธีการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างสันติ และใช้ชีวิตอย่างระมัดระวัง โดยการเอาใจใส่ต่อตนเองอยู่ตลอดเวลา ทั้งในยามหลับและยามตื่น ทั้งกลางวันและกลางคืน
“ความประมาท” นั้น แม้จะเพียงเล็กน้อย แต่ก็เป็นหนทางที่สามารถจะนำชีวิตของเราไปสู่ความหายนะและความเสื่อมได้
ในขณะที่ “ความไม่ประมาท” หรือการใช้ชีวิตอย่างมีสติและระมัดระวัง เป็นหนทางที่จะนำชีวิตเราไปสู่ความเจริญก้าวหน้า รู้เท่าทัน มีความสุข สงบ อบอุ่น และร่มเย็น
แต่ไม่ว่าจะ สุข หรือ ทุกข์ .....คำตอบล้วนอยู่ที่ตัวเราเองทั้งสิ้น
(๒)
แดร๊กคิวล่า 3 ตัว ชื่อ ป๋อง แป๋ง และต๊อก อาศัยอยู่ในถ้ำบริเวณป่าลึก และอยู่ในอาการหิวโซ เพราะอดอาหารมาแล้วเกือบสองสัปดาห์ เนื่องจากไม่มีเหยื่อให้ล่า
คืนวันหนึ่งแดร๊กคิวล่าทั้ง 3 ตัว ได้ตกลงกันว่าจะผลัดเวรกันออกล่าเหยื่อ โดยป๋องจะเริ่มออกล่าตอนหัวค่ำ จากนั้นแป๋งจะทำหน้าที่ต่อ ส่วนต๊อกซึ่งเป็นแดร๊กคิวล่าที่ขี้เซาสุดๆ จะออกล่าตอนใกล้จะสว่าง
หลังจากเวลาผ่านไปหลายชั่วโมง ป๋องก็บินกลับมาที่ถ้ำ พร้อมทั้งบอกเพื่อนๆ ว่า “วันนี้ไม่มีเหยื่อเลย” แล้วก็นอนพักผ่อน
จากนั้น แดร๊กคิวล่าแป๋ง ก็บินออกไปล่าเหยื่อแทน ประมาณ 3-4 ชั่วโมง จากนั้นก็บินกลับถ้ำด้วยอาการเหนื่อยล้าสุดๆ และบอกว่า “วันนี้ไม่มีเหยื่อ ไม่มีเลยจริงๆ”
พูดจบก็ไปปลุกเจ้าต๊อกซึ่งกำลังนอนหลับอุตุอยู่ “เฮ้ย ! ตื่นๆ ถึงคิวมึงแล้วนะเว้ย ออกไปล่าเหยื่อได้แล้ว”
แดร๊กคิวล่าต๊อก จำใจต้องตื่นขึ้นมา และรีบบินออกไปนอกถ้ำท่ามกลางความมืดอย่างงัวเงีย
ประมาณ 10 นาทีต่อมา เจ้าต๊อกก็เดินกลับมาถึงที่หน้าถ้ำ ที่ปากมีเลือดสดๆ แดงเต็มไปหมด พอเพื่อนอีก 2 ตัว ได้กลิ่นคาวเลือด ก็พากันตื่น แล้วรีบเดินไปหา และพูดยกย่องเจ้าต๊อกเสียยกใหญ่
“โอ้โห! มึงนิ สุดยอดจริงๆ ว่ะ ไปแป๊บเดียวเอง ได้กินเหยื่อเสียอิ่มแปล้เลย ไหนๆ บอกมาสิว่าเหยื่ออยู่ตรงไหน กูจะไปกินมั่ง หิวมากเลยว่ะ”
แดร๊กคิวล่าต๊อก ไม่ตอบ แต่กลับเอานิ้วชี้ไปที่ต้นไม้ใหญ่หน้าถ้ำแทน แล้วก็พูดว่า “ พวกมึงเห็นต้นไม้ใหญ่ต้นนั้นไหม?”
“ เห็น ทำไมจะไม่เห็นล่ะ ก็ต้นใหญ่ขนาดนั้น” เพื่อนแดร๊กคิวล่าตอบ
“เออ! ใช่ พวกมึงเห็น แต่กูสิมองไม่เห็น” พูดจบแดร๊กคิวล่าต๊อก ก็เดินครางอูยๆ เข้าไปในถ้ำท่ามกลางเสียงหัวเราะของเพื่อนๆ
(หมายเหตุ : นิทานเรื่อง "แดร๊กคิวล่า 3 สหาย" ผมนำมาจาก Forward mail ซึ่งส่งต่อกันมาจนไม่รู้ว่าใครเป็นคนคิดเรื่องนี้ขึ้นมา)
"Mercury"
KITARO
(Live in China 2004)
...อืม แดร็กคิวล่ายังประมาทได้เนอะ
...(ยายธี)..เดินชน ประตู..บ่อยๆ..เจ้าค่ะ...เพิ่งรู้ว่า..แดร้กคูล่า..ก็เป็นเหมือนกัน...๕๕๕๕...ตื่นแล้ว..ยังไม่ยอมลืมตา..อ้ะะๆๆ...
สวัสดีครับ คุณ พ.แจ่มจำรัส
แดร๊กคิวล่ามัวแต่หลับไหลและประมาทนะครับ
ก็เลยเลือดตกยางออกอย่างที่เห็น 555
สวัสดีครับ คุณยายธี
คุณยายธีอย่าเป็นเหมือนแดร๊กคิวล่าต๊อกบ่อยนะครับ
เดี๋ยวฟันฟางในปากจะหลุดหายไปหมด 555
สงสัย หิวมาก เลย..ตัวมา......ให้มีสติ...ความประมาท..ไม่เข้าใครออกใคร สวัสดีครับ
สวัสดีครับ คุณแว่นธรรมทอง
* แดร๊กคิวล่า 2 ตัวแรก คงจะหิวมากจริงๆ นะครับ แต่ตัวสุดท้ายที่บินไปชนต้นไม้จนเลือดกลบปากนั้น น่าจะเป็นเพราะ "ง่วง" มากกว่า เพราะเป็นแดร๊กคิวล่าขี้เซามากๆ นั่นเอง 555
*** ความประมาท นำความหายนะหรือความเดือดร้อนมาสู่ทุกคนเสมอนะครับ