๘  กรกฎาคม ๒๕๕๕

เรียน  เพื่อนครู  ผู้บริหารและผู้อ่านทุกท่าน

วันจันทร์ที่ ๒  กรกฎาคม  ๒๕๕๕  แม้คณะจะเพิ่งเดินทางกลับจากเชียงใหม่เมื่อคืน แต่วันนี้ส่วนใหญ่ก็มาทำงานกันตั้งแต่เช้า เมื่อวานผมไปเป็นประธานพิธีวันคล้ายวันสถาปนาคณะลูกเสือแห่งชาติที่โรงเรียนปทุมวิไล มีกองลูกเสือสำรอง สามัญ สามัญรุ่นใหญ่ และวิสามัญ เข้าพิธีสวนสนามกันเกือบ ๔๐ กอง เจ้าภาพหลักคือสำนักงานลูกเสือจังหวัด ก็คือ สพป.ปทุมธานี เขต ๑ มีทานรองฯ สมบัติ  จันทร์มีชัย รับผิดชอบ ท่านเดินทางกลับโดยเครื่องบินมาเตรียมงานเหมือนกัน ผู้อำนวยการโรงเรียนปทุมวิไล เจ้าของสถานที่ได้ร่วมมืออย่างแข็งขันเหมือนทุกปีที่ผ่านมา คณะลูกเสือชาวบ้านมาร่วมพิธีกันคับคั่ง มีทานหนึ่งอายุ ๘๑ ปี แล้วยังแข็งแรงทั้งกายและใจ บอกว่าจะมาจนกว่าจะไม่ไหวจริง ๆ  ขึ้นห้องทำงานดูเรื่องการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการตำแหน่งครูผู้ช่วย ที่เลื่อนกำหนดมาจากเดิม  แม้จะเป็นหน้าที่ตามกฎหมาย  แต่เมื่อ ก.ค.ศ. มีมติให้ สพฐ. ดำเนินการเรื่องออกข้อสอบและการตรวจกระดาษคำตอบ เราจึงได้แต่รอ เหมือนที่ผู้เข้าสอบก็เฝ้ารอ  ส่วนเหตุผลก็คงต้องฟังตามที่เขาแถลงกันออกมา เมื่อรับราชการก็ต้องรักษากฎ ๒ ข้อ โดยเคร่งครัดกล่าวคือ ข้อ ๑ ผู้บังคับบัญชาถูกเสมอ ข้อ ๒ ถ้าสงสัยให้ดูข้อ ๑ พักหลังมีการเปลี่ยนแปลงหลักการนี้ไปบ้างเหมือนกันด้วยคำพิพากษาของศาลปกครอง แต่ก็เล่นเอาหืดขึ้นคอเหมือนกัน 

วันอังคารที่ ๓  กรกฎาคม  ๒๕๕๕  เช้านั่งคุยกับครูเทศบาลที่ประสงค์ขอโอนมาอยู่ในโรงเรียนสังกัดเขต เขาเล่าว่าสภาพการทำงานก็สะดวกสบายดี เพราะโรงเรียนอยู่ในเมือง  ติดขัดประการเดียว คือ การเบิกค่ารักษาพยาบาล ที่ต้องมาเบิกกับคลังเทศบาล ไม่เหมือนข้าราชการที่กรมบัญชีกลางดูแลให้  บางครั้งต้องสำรองจ่ายไป ๒-๓ หมื่น กว่าจะเบิกได้เดือดร้อนมาก ยิ่งพ่อแม่ป่วยเข้าโรงพยาบาลบ่อย ๆ เพราะอายุมากแล้ว  น่าเห็นใจ บางครั้งเรามองเพียงด้านเดียว เห็นโบนัสแล้วมีอาการอยากเป็นเหมือน  แต่หากไตร่ตรองให้รอบด้านการเป็นข้าราชการก็มีดีตั้งหลายอย่าง เที่ยงมีแกงส้มปลามาให้ทานจึงไม่ได้ไปหาทานข้างนอก ลงนามในแฟ้มเอกสารจนเย็น ชวนทีมงานไปร้านบ้านสวนริมคลอง ด้วยนัดหมายว่าจะเลี้ยงแสดงความยินดีให้กับนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี นายชาญ  พวงเพ็ชร ที่ผ่านการเลือกตั้งเป็นนายกอีกสมัย เพราะสมัยที่แล้วได้สนับสนุนงานของเขตของโรงเรียนไว้มาก ปีนี้นโยบายต่าง ๆ ก็ยังคงเดิม  บรรยากาศเป็นไปด้วยความอบอุ่น  ประธานเครือข่ายมากันพร้อมหน้า คุยกันไปทานกันไปตั้งแต่หกโมงเย็นจนสี่ทุ่ม  มีความชัดเจนเรื่องงบประมาณสร้างสำนักงานเขต ท่านนายกยืนยันว่าจะจัดให้ในปีงบประมาณ ๒๕๕๖ แน่นอน  ในวงเงิน ๒๕ ล้านบาท สำหรับเงินเดือนครูจ้างของ อบจ. คงต้องรับในอัตราเดิมไปก่อน

วันพุธที่ ๔  กรกฎาคม  ๒๕๕๕  วันนี้ไปเปิดการอบรมการควบคุมภายในสำหรับหน่วยงาน ที่โรงแรมปทุมเพลส ผู้เข้าอบรมเป็นผู้บริหาร ครู และเจ้าหน้าที่ในสำนักงาน  วิทยากรเชิญมาจาก สพป.นนทบุรี เขต ๑ ที่สามารถนัก เป็นวิทยากรหลักให้ สพฐ. หลายครั้ง  เจ้าของโครงการบอกว่าปกติเขาจัดกัน ๔ วัน เรารวบมาเหลือ ๑ วัน จึงต้องประหยัดเวลาในพิธีเปิดให้สั้นเพื่อวิทยากรจะได้พูดยาว ๆ แปลว่าประธานอย่าพูดให้มาก รีบเปิดรีบลง จึงต้องรับนโยบายมาปฏิบัติโดยเคร่งครัด ใช้เวลาเพียง ๕ นาที ก็มอบไมค์ให้วิทยากรได้  เดินทางกลับสำนักงาน นั่งทำงานที่ห้องตั้งแต่เช้าจรดเย็น เจ้าหน้าที่เดินทางไป สพฐ. เพื่อขอแบบสำหรับก่อสร้างอาคารสำนักงานเขต ให้กองช่าง อบจ.ปทุมธานี ประมาณราคาใหม่ เพื่อขอตั้งงบประมาณในเดือนนี้ก่อนที่ สจ.จะหมดวาระ  ฝากหนังสือเดินทางไปให้สำนักนวัตกรรมเพื่อเตรียมการสำหรับพานักเรียนไปแข่งขันคณิตศาสตร์ที่ต่างประเทศ

วันพฤหัสบดีที่ ๕  กรกฎาคม  ๒๕๕๕  พักหลังไม่ค่อยได้ออกโรงเรียน วันนี้จึงชวนท่านรองฯ สมบัติ  จันทร์มีชัย เดินทางไปเยี่ยมโรงเรียนบ้านคลองบางโพธิ์และโรงเรียนคลองบางโพธิ์ใหม่  ทั้งสองโรงเรียนอยู่ตามแนวคลองพระอุดม ตัดคลองบางโพธิ์  ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม  โรงเรียนแรกที่ไป คือ โรงเรียนบ้านคลองบางโพธิ์ มีท่าน ผอ.อรุณศรี เหลืองธานี มาต้อนรับ พาไปดูอาคารเรียน  อาคารประกอบ ที่กำลังปรับปรุงหลังน้ำท่วม ได้เยี่ยมชั้นเรียนบ้างบางชั้น ห้องสมุดกำลังฟื้นฟูใหม่ โรงเรียนถัดมา คือโรงเรียนบางโพธิ์ใหม่ ของ ผอ.กฤชวัฏ  คำพลอย  อยู่บริเวณเดียวกับมัสยิด อาคารใหม่หลังเก่าทรุดไปส่วนหนึ่ง น่าจะดีดให้เสมอได้ไม่ยาก เพราะเป็นแบบใต้ถุนโล่ง   ทั้ง ๒ โรงเรียนแวดล้อมไปด้วยชุมชนเกษตรกรรม ทำนาเป็นหลัก นักเรียนจึงต้องให้การช่วยเหลือในหลาย ๆ ด้าน  ออกจากโรงเรียนไม่ไกลก็เจอถนนวงแหวนตะวันตก (กาญนาภิเษก) กลับเข้าเมืองไปทานข้าวหมกไก่และก๋วยเตี๋ยวเป็ด ร้านตรงข้ามธนาคารกรุงไทย จำกัด รสชาติใช้ได้  บ่ายกลับขึ้นทำงานเอกสารที่ห้อง ได้รับหนังจากคุรุสภาให้ไปประชุมที่โรงแรมรอยัลริเวอร์ ในวันพรุ่งนี้ เพื่อเตรียมการเลือกตั้งกรรมการคุรุสภาที่จะหมดวาระลง

 

วันศุกร์ที่ ๖  กรกฎาคม  ๒๕๕๕  การประชุมผู้อำนวยการเลือกตั้งกรรมการคุรุสภาระดับเขตพื้นที่การศึกษาและหน่วยงานในวันนี้ เป็นการเก็บตกจากผู้ไม่ได้เข้าประชุมที่โรงแรมแอมบราสเดอร์ในครั้งที่ผ่านมา  สำหรับเขตพื้นที่การศึกษาจะต้องดำเนินการรับสมัครและเลือกตั้งผู้แทน ๔ ประเภท คือ ผู้บริหารการศึกษา  บุคลากรทางการศึกษา(ศึกษานิเทสก์) ครู และผู้บริหารสถานศึกษา  ผู้แทนจากเขตต้องไปเลือกกันเองให้เหลือเท่าจำนวนตามที่กฎหมายกำหนด  เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องเดินตามปฏิทินที่คุรุสภากำหนด   สำหรับ ผอ.สพป.เขต ๑ ต้องสวมหมวก ผู้อำนวยการเลือกตั้งของครูเอกชนอีกตำแหน่งหนึ่ง  สัปดาห์หน้าคงหนักหน่วงทั้งเรื่องเลือกตั้งและเรื่องประกาศผลสอบบรรจุครู เพราะหลักฐานสำคัญที่จะใช้ในการออกประกาศผล คือ กระดาษคำตอบ สพฐ. มอบให้ สวนดุสิต เก็บรักษา สำหรับผู้ทรงอำนาจ คือ อ.ก.ค.ศ. เขต มีแต่ใบคะแนนมาให้ ที่หนักใจ คือ ต้องประชุม อ.ก.ค.ศ.เขต อีกครั้ง แม้จะเคยมอบอำนาจให้ ผอ.เขต ลงนามแทนไปแล้ว เนื่องจากมีเหตุและเงื่อนไขที่ต่างไปจากเดิม กล่าวคือ เป็นการประกาศตามคะแนนที่เขาส่งมา โดยไม่มีหลักฐานอยู่ในมือให้ตรวจสอบได้ทันทีทันใด หากดำเนินการไปก็อาจเข้าลักษณะประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง การได้พิจารณาในองค์คณะจะทำให้เกิดความรอบคอบและชอบด้วยกฎหมาย  การใช้สิทธิตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสาร โดยปกครองใครทำคำสั่งทางปกครองน่าจะมีเอกสารให้ตรวจสอบได้ที่หน่วยงานปกครองนั้น  แต่กรณีนี้ต้นฉบับอยู่ในความครอบครองของ สพฐ. (สวนดุสิต) การรีบประกาศก็ดีกับผู้ที่สอบได้จะได้ดีใจเร็วขึ้น สำหรับผู้ที่ไม่มีชื่อกลับตรงข้าม ฉะนั้น การเลือกวิธีที่รัดกุม ชอบด้วยกฎหมายน่าจะปลอดภัยที่สุดสำหรับผู้ต้องลงนามประกาศ เพราะเวลาขึ้นศาลจะได้ไม่เหงา ผู้ถูกฟ้องคดีทางปกครองคือผู้ที่ทำคำสั่งทางปกครองเท่านั้น งานนี้ คือ ผอ.เขต กับ อ.ก.ศ.เขต นอกนั้นลอยตัว วันนี้จึงถือโอกาสนำเรื่องกำหมายปกครองหนัก ๆ มาเล่าสู่กันฟังตามที่ได้ไปร่ำเรียนมาจากวิทยาลัยการยุติธรรมทางปกครอง สำนักงานศาลปกครองเป็นการส่งท้ายสัปดาห์ 

                ลักษณะคดีปกครอง แบ่งออกได้เป็น ๕ ประเภท คือ

                ๑. คดีพิพาทอันเนื่องมาจากการกระทำทางปกครองฝ่ายเดียว ซึ่งอาจแยกออกเป็นการกระทำทางกฎหมาย หรือที่เรียกว่า “นิติกรรมทางปกครอง” และการกระทำทางกายภาพ หรือที่เรียกว่า “ปฏิบัติการ” การกระทำทางปกครองที่กล่าวมาเป็นการใช้อำนาจที่หน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐสามารถดำเนินการได้เองฝ่ายเดียวโดยไม่จำต้องให้เอกชนยินยอมก่อน ไม่ว่าจะเป็นการออกกฎ เช่น การออกพระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง ระเบียบ ข้อบังคับต่าง ๆ ที่มีผลบังคับเป็นการทั่วไป หรือการออกคำสั่งทางปกครอง เช่น คำสั่งลงโทษทางวินัย คำสั่งอนุญาต อนุมัติ คำสั่งแต่งตั้ง ประกาศผลการสอบแข่งขันเข้ารับราชการหรือเข้าศึกษาต่อซึ่งเป็นกรณีของนิติกรรมทางปกครอง ส่วนคดีพิพาทอันเนื่องมาจากการปฏิบัติการใดๆ ของเจ้าหน้าที่ก็ เช่น การก่อสร้างสะพาน ถนน การขุดลอกคลองสาธารณะหรือท่อระบายน้ำสาธารณะ การก่อสร้างห้องสุขาสาธารณะ หรือการก่อสร้างที่พักคนโดยสาร เป็นต้น ลักษณะคดีตาม ๑. นี้ได้แก่ คดีที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๙(๑) นั่นเองและคดีดังกล่าว มาตรา ๗๒ (๑) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิพากษาเพิกถอนกฎหรือคำสั่ง หรือสั่งห้ามการกระทำทั้งหมดหรือบางส่วน จึงมักเรียกคดีประเภทนี้ ว่าเป็นคดีฟ้องขอให้เพิกถอนกฎหรือคำสั่ง หรือสั่งห้ามการกระทำ แต่การที่ ศาลปกครองจะเพิกถอนหรือสั่งห้ามการกระทำทางปกครองได้ ก็เพราะเห็นว่าการกระทำดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเหตุที่ทำให้การกระทำทางปกครองไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้นหากจำแนกตามมาตรา ๙(๑) แล้ว มีอยู่ด้วยกัน ๑๐ ประการ คือ (๑) เป็นการกระทำโดยไม่มีอำนาจ การกระทำโดยไม่มีอำนาจนั้น ได้แก่ กรณีที่ผู้ที่กระทำการไม่มีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยถูกต้องตามกฎหมาย หรือกรณีที่ผู้กระทำการมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามกฎหมาย แต่ไม่ใช่หน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดให้เป็นผู้มีอำนาจกระทำการในเรื่องนั้นๆ เช่น ในเรื่องใบอนุญาตสถานบริการ พระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.๒๕๐๙ กำหนดให้อำนาจในการออกหรือเพิกถอนใบอนุญาตเป็นของผู้บัญชาการตำรวจนครบาล สำหรับกรุงเทพมหานคร และผู้ว่าราชการจังหวัดในจังหวัดอื่นๆ ในกรณีเช่นนี้ เจ้าหน้าที่ในตำแหน่งอื่นๆ ไม่ว่าจะอยู่ในระดับตำแหน่งที่สูงกว่าหรือต่ำกว่าเจ้าหน้าที่ดังกล่าว เช่น สารวัตรในสถานีตำรวจนครบาลแห่งใดแห่งหนึ่ง หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยจะไม่มีอำนาจเพิกถอนใบอนุญาตสถานบริการได้ หากปรากฏกรณีทำนองนี้ก็ถือว่าเป็นการกระทำโดยไม่มีอำนาจ (๒) เป็นการกระทำนอกเหนืออำนาจหน้าที่ เหตุในกรณีนี้ ความจริงแล้วอาจรวมเป็นเหตุเดียวกับเหตุประการแรกได้เพราะต่างก็เป็นเรื่องของความบกพร่องเกี่ยวกับอำนาจของหน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่นั้นเอง อย่างไรก็ดี เพื่อความชัดเจนมิให้ต้องตีความความหมายของความบกพร่องในเรื่องอำนาจของหน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่ว่าจำกัดหรือขยายครอบคลุมถึงกรณีใดบ้าง กฎหมายจึงกำหนดให้มีกรณีการกระทำ “นอกเหนืออำนาจหน้าที่” อีกกรณีหนึ่ง ซึ่งหมายถึงว่าหน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่ที่เป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐโดยถูกต้องตามกฎหมายอยู่แล้ว และมีอำนาจหน้าที่ที่จะดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งด้วย เพียงแต่ได้กระทำการไปนอกเหนืออำนาจหน้าที่ที่ตนมีอยู่ เช่น กรณีการใช้อำนาจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งหลายไม่ว่าจะเป็น เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล องค์การบริหารส่วนจังหวัด ฯลฯ ซึ่งโดยหลักจะมีอำนาจจำกัดอยู่เฉพาะในเขตพื้นที่การปกครองของตนเท่านั้น ดังนั้น หากเทศบาลหรือองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งหนึ่งใช้อำนาจไม่ว่าจะเป็นการออกคำสั่งหรือออกข้อบัญญัติของท้องถิ่นให้มีผลใช้บังคับในพื้น ที่การปกครองของเทศบาลหรือองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งอื่น ต้องถือว่าเทศบาลหรือองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งนั้นกระทำนอกเหนืออำนาจหน้าที่  (๓) เป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย การกระทำที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย นับว่าเป็นเหตุที่มีความหมายกว้างที่สุด และสอดคล้องกับอำนาจหน้าที่พื้นฐานของศาลปกครองทเป็นองค์กรควบคุมตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำทางปกครอง ดังนั้น การกระทำทางปกครองใดก็ตามที่เป็นเหตุให้ศาลปกครองมีอำนาจตรวจสอบได้ย่อมถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ถูกต้องตามกฎหมายทั้งสิ้น (๔) เป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอน เหตุแห่งความ ไม่ชอบด้วยกฎหมายกรณีนี้ก็เช่น กฎหมายกำหนดว่าการกระทำทางปกครองในเรื่องนั้นต้องกระทำเป็นหนังสือ ดังนั้น หากไม่ได้กระทำเป็นหนังสือก็ถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยเหตุนี้ หรือกฎหมายกำหนดว่าการกระทำทางปกครองนั้นจะต้องผ่านการพิจารณาของเจ้าหน้าที่หรือองค์กรใดก่อนเพื่อขอคำปรึกษาหารือ หรือขอความเห็น ดังนั้น หากได้มีการกระทำไปโดยไม่ผ่านการพิจารณาของเจ้าหน้าที่หรือองค์กรเช่นว่านั้น ก็ถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยเหตุนี้เช่นกัน  (๕) เป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องตามวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้สำหรับการกระทำนั้น การจะมีการกระทำทางปกครองอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยทั่วไปหน่วยงานฯ หรือเจ้าหน้าที่ฯ จะต้องปฏิบัติตามวิธีการต่างๆ ซึ่งอาจมีรายละเอียดและลักษณะที่หลากหลายแตกต่างกันตามสภาพของงาน อย่างไรก็ดี เพื่อให้การดำเนินงานของฝ่ายปกครองมีประสิทธิภาพและเกิดความรวดเร็วบางครั้งฝ่ายปกครองจะต้องปรับวิธีการต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ด้วย โดยบางกรณีอาจใช้วิธีการหนึ่ง แต่ในบางกรณีอาจใช้วิธีการอีกอย่างหนึ่ง หรืองดเว้นไม่ใช้วิธีการดังกล่าว ด้วยเหตุนี้ เหตุแห่งความไม่ชอบด้วยกฎหมายในกรณีนี้ จึงมุ่งหมายเฉพาะการกระทำที่ไม่ถูกต้องตามวิธีการอันเป็นสาระสำคัญกำหนดไว้สำหรับการกระทำนั้นเท่านั้น โดยคำนึงถึงว่า วิธีการที่ฝ่ายปกครองอาจนำมาใช้มีอยู่มากมายหลากหลาย แต่เฉพาะกรณีวิธีการอันเป็นสาระสำคัญเท่านั้นที่หากมีการไม่ปฏิบัติตามจะกระทบต่อความถูกต้องสมบูรณ์ของการกรทำทางปกครอง  (๖) เป็นการกระทำโดยไม่สุจริต อย่างไรจึงเรียกว่าเป็นการกระทำ “โดยไม่สุจริต” นั้น โดยหลักจะพิจารณาจากมูลเหตุ (motif) ของเจ้าหน้าที่ฯ ในการกระทำทางปกครองนั้น ๆ เป็นต้นว่า เจ้าหน้าที่ฯได้ดำเนินการไปโดยใช้เหตุผลส่วนตัวหรือโดยกลั่นแกล้งผู้รับคำสั่งทางปกครองหรือไม่ เช่น การที่ข้าราชการรายหนึ่งกับผู้บังคับบัญชามีเรื่องขัดใจ โดยข้าราชการรายนั้นได้เคยร้องเรียนตามกฎหมายกล่าวหาผู้บังคับบัญชาของตน ซึ่งในที่สุดปรากฏว่าข้อร้องเรียนไม่มีมูลความจริงแต่อย่างใด ฝ่ายผู้บังคับบัญชาไม่พอใจจึงแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรงข้าราชการรายนั้น โดยอ้างว่าการกระทำดังกล่าวของข้าราชการรายนั้นก่อให้เกิดความเสียหายต่อภาพพจน์และชื่อเสียงของหน่วยงานอันเป็นมูลความผิดวินัยอย่างร้ายแรง กรณีนี้เห็นได้ว่า เป็นการแต่งตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยโดยไม่สุจริตนั่นคือเป็นการใช้อำนาจโดยมีวัตถุประสงค์นอกเหนือจากวัตถุประสงค์ของกฎหมาย เป็นความไม่พอใจส่วนตัวที่ถูกผู้ใต้บังคับบัญชาร้องเรียน ทั้งๆ ที่การใช้สิทธิร้องเรียนตามกฎหมายเป็นสิทธิพื้นฐานประการหนึ่งของหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และกฎหมายก็บัญญัติรับรองสิทธิของข้าราชการที่จะร้องเรียนผู้บังคับบัญชาได้ (๗) เป็นการกระทำที่มีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม เหตุแห่งความไม่ชอบด้วยกฎหมายในกรณีนี้เป็นเหตุที่สอดคล้องกับหลักความเสมอภาคหรือหลักความเท่าเทียมกัน อันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของบุคคล และมีการบัญญัติรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมาโดยตลอด (๘) เป็นการกระทำที่มีลักษณะเป็นการสร้างขั้นตอนโดยไม่จำเป็น เหตุแห่งความไม่ชอบด้วยกฎหมายในกรณีนี้ มีความหมายว่า การจะมีการกระทำทางปกครองอย่างใดอย่างหนึ่งนั้น หากจะมีขั้นตอนใดที่ต้องปฏิบัติตามก็ต้องเป็นขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดไว้เท่านั้นถ้าปรากฏว่า ฝ่ายปกครองได้ให้เอกชนปฏิบัติตามขั้นตอนที่กฎหมายไม่ได้กำหนดไว้ แต่เป็นขั้นตอนที่ฝ่ายปกครองกำหนดหรือสร้างขึ้นเองโดยไม่จำเป็นแก่การมีการกระทำทางปกครองเช่นนั้นแต่ประการใด ย่อมเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย (๙) เป็นการกระทำที่สร้างภาระให้เกิดกับประชาชนเกินสมควร ความหมายของการกระทำที่สร้างภาระให้เกิดกับประชาชนเกินสมควรนั้นมีลักษณะใกล้เคียงกับการสร้างขั้นตอนโดยไม่จำเป็น เพียงแต่เหตุในกรณีนี้จะพิจารณาในแง่ที่ว่าเป็นภาระที่เกิดกับประชาชน และเป็นภาระที่เกินสมควรหรือไม่ ภาระในที่นี้อาจเป็น ภาระอย่างใดก็ได้ เช่น ภาระทางด้านค่าใช้จ่าย หรือภาระที่ต้องกระทำการหรืองดเว้นกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง  (๑๐) เป็นการกระทำที่เป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ ในการใช้อำนาจของหน่วยงานฯ หรือเจ้าหน้าที่ฯ หากกฎหมายกำหนดให้เลือกพิจารณาตัดสินใจได้ว่าจะใช้อำนาจนั้นหรือไม่ หรือเลือกพิจารณาตัดสินใจได้ว่าจะกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่กฎหมายให้ทางเลือกไว้ กรณีเช่นนี้ ถือว่าเป็นกรณีที่ฝ่ายปกครองมีอำนาจพิจารณาเลือกกระทำการ หรือมักเรียกกันว่า “อำนาจดุลพินิจ” และโดยปกติย่อมเป็นเรื่องที่ศาลไม่ควรก้าวล่วงเข้าไปควบคุมตรวจสอบการใช้ดุลพินิจโดยแท้ดังกล่าว เพราะเป็นเรื่องที่กฎหมายไว้วางใจให้หน่วยงานฯ หรือเจ้าหน้าที่ฯที่กฎหมายให้อำนาจ เป็นผู้เลือกตัดสินใจ การเข้าไปตรวจสอบจะเท่ากับว่าศาลทำตนเป็นเจ้าหน้าที่ฯหรือผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่ฯเสียเอง
                ๒. คดีพิพาทอันเนื่องมาจากการละเลยต่อหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร เช่น กรมทะเบียนการค้ามีหน้าที่รับจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนและบริษัท หรือกรมที่ดินมีหน้าที่ในการรับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมอสังหาริมทรัพย์ หากกรมทะเบียนการค้าหรือกรมที่ดินปฏิเสธไมรับคำขอหรือรับคำขอแล้วไม่พิจารณาคำขอว่าสมควรจดทะเบียนให้ตามคำขอหรือไม่ ถือเป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามกฎหมาย แต่ถ้ารับคำขอมาแล้วแต่ดำเนินการล่าช้า เช่น กรณีการจดทะเบียนเรื่องใดกฎหมายหรือระเบียบภายในระบุว่าให้พิจารณารับจดทะเบียนหรือไม่ภายใน ๓ วัน หากพ้นกำหนดก็ถือว่าปฏิบัติหน้าที่ล่าช้า หากไม่มีการกำหนดระยะเวลาไว้ ก็ต้องพิจารณาจากระยะเวลาตามปกติวิสัยว่าเรื่องนั้นจะต้องใช้เวลาเท่าใด หากพ้นระยะเวลาไปแล้วก็ถือว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร คดีลักษณะดังกล่าวนี้ได้แก่คดีที่กล่าวในมาตรา ๙(๒) ซึ่งตามมาตรา ๗๒ (๒) บัญญัติให้อำนาจศาลปกครองมีอำนาจพิพากษาสั่งให้หัวหน้าหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องปฏิบัติหน้าที่ภายในเวลาที่ศาลปกครองกำหนด
                ๓. คดีพิพาทอันเนื่องมาจากการกระทำละเมิดทางปกครองหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือความเสียหายเกิดจากการออกกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือเป็นกรณีที่หน่วยงานทางปกครองละเลยต่อหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร คดีตามลักษณะนี้ต้องคำนึงว่าการละเมิดนั้นต้องเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย เช่น การใช้อำนาจขององค์การบริหารส่วนตำบลในการกำหนดแนวเขตเพื่อขุดคลองและทำถนน หากทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนหรือเสียหายก็เป็นคดีละเมิดที่ฟ้องต่อศาลปกครองได้ (คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๒๗๑/๒๕๔๕ (ประชุมใหญ่))แต่ถ้าเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการตามปกติ เช่น พนักงานขับรถของทางราชการขับรถชนคนบาดเจ็บ หรือนายแพทย์โรงพยาบาลรัฐบาลผ่าตัดผิดพลาด ทำให้คนไข้พิการ อย่างนี้ไม่ใช่เป็นละเมิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายต้องฟ้องต่อศาลยุติธรรม สำหรับกรณีความรับผิดอย่างอื่นอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย เช่น กรณีการฟ้องคดีเพื่อเรียกเงินค่าทดแทนจากการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ คดีประเภทที่ (๓) นี้มีข้อสังเกตว่าน่าจะเป็นกรณีที่ประชาชนฟ้องทางราชการได้ฝ่ายเดียว  ลักษณะคดีตาม (๓) นี้ได้แก่กรณีตามมาตรา ๙(๓) นั่นเอง ซึ่งมาตรา ๗๒ (๓) บัญญัติให้อำนาจศาลปกครองพิพากษาให้ใช้เงินหรือให้ส่งมอบทรัพย์สินหรือให้กระทำการหรืองดเว้นกระทำการเพื่อเยียวยาการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นนั้น
                ๔. คดีพิพาทอันสืบเนื่องมาจากสัญญาทางปกครอง เช่น สัญญาสัมปทาน สัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค เช่น คูคลอง ถนน สายส่งไฟฟ้า โครงการประปาของเทศบาล เป็นต้น  ลักษณะคดีตาม (๔) นี้ได้แก่กรณีตามมาตรา ๙(๔) นั่นเอง และมาตรา ๗๒ (๓) ได้บัญญัติให้อำนาจศาลปกครองในการพิพากษาให้ใช้เงิน หรือให้ส่งมอบทรัพย์สิน หรือให้กระทำการหรืองดเว้นกระทำการ เพื่อเยียวยาความเสียหายจากการผิดสัญญาหรือเพื่อปฏิบัติตามสัญญา
                ๕. คดีพิพาททางปกครองอื่นๆ เช่น คดีที่กฎหมายกำหนดให้หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐฟ้องคดีต่อศาลปกครอง เพื่อบังคับให้บุคคลต้องกระทำหรือละเว้นการกระทำอย่างหนึ่งอย่างใด เช่น มาตรา ๑๑๘ ทวิ วรรค ๒ แห่งพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พระพุทธศักราช ๒๔๕๖ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ ๑๔) พ.ศ. ๒๕๓๕ ที่บัญญัติให้ กรมเจ้าท่าฟ้อง ศาล เพื่อบังคับให้ผู้ที่ปลูกสร้างสิ่งก่อสร้างล่วงล้ำลำน้ำรื้อถอนสิ่งก่อสร้างดังกล่าว หรือคดีที่มีกฎหมายเฉพาะกำหนดให้อยู่ในอำนาจศาลปกครอง เช่น มาตรา ๔๒ แห่งพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๑๘ หรือมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. ๒๕๑๘ ที่บัญญัติให้ผู้ที่ไม่พอใจ คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวยื่นฟ้องต่อศาลปกครองได้ภายในกำหนดหนึ่งเดือ ลักษณะตาม (๕) นี้ได้แก่คดีตามมาตรา ๙(๕) และ (๖) นั่นเอง และศาล มีอำนาจตามมาตรา ๗๒ (๓) สั่งให้บุคคลกระทำหรือละเว้นกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายหรือตามมาตรา ๗๒ (๔) สั่งให้ถือปฏิบัติต่อสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลที่เกี่ยวข้องในกรณีที่มีการฟ้องให้ศาลมีคำพิพากษาแสดงความเป็นอยู่ของสิทธิหรือหน้าที่นั้น มีคดี ๓ ประเภทที่กฎหมายบัญญัติมิให้อยู่ในอำนาจของศาลปกครองได้แก่ การดำเนินการเกี่ยวกับวินัยทหาร การดำเนินการของคณะกรรมการตุลาการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ และคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลชำนัญพิเศษสังกัดศาลยุติธรรม ได้แก่ ศาลเยาวชนและครอบครัว ศาลแรงงาน ศาลภาษีอากร ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ศาลล้มละลาย หรือศาลชำนัญพิเศษอื่น  อนึ่ง การฟ้องคดีตามมาตรา ๙(๑) หรือมาตรา ๙(๒) พร้อมกับเรียกค่าเสียหายฐานละเมิดตามมาตรา ๙(๓) ไปด้วย ย่อมทำได้ ในกรณีเช่นนี้ศาลจะมีอำนาจพิพากษาทั้งตามมาตรา ๗๒ (๑) หรือมาตรา ๗๒ (๒) และมาตรา ๗๒ (๓)

 นายกำจัด  คงหนู
ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต ๑