ความเหมือนที่แตกต่างของความคงทนของพระเครื่อง ด้วยภูมิปัญญาต่างชุด จากพระรอดมหาวัน ผงสุพรรณ ซุ้มกอ นางพญา จนถึงพระสมเด็จสามวัดของท่านพุฒาจารย์โต

เมื่อผมมาจัดชุดพระเบญจภาคีเนื้อดินแบบสมบูรณ์ได้สำเร็จอย่างจริงจัง

ตามหลักการที่เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปแล้ว และ

ยังมีความหลากหลายของเนื้อพระแต่ละองค์

จำนวนมากพอที่จะวิเคราะห์

  • ความน่าจะเป็น ในแนวคิดของการสร้าง
    • ตามหลักศาสนา ประเพณี และธรรมเนียมการปฏิบัติ 
  • ความเป็นมา ตามประวัติ พงศาวดาร
    • ความเชื่อ ความรู้ และชุดความรู้ในสมัยต่างๆ 
  • ลักษณะทางสังคม และชุมชนสมัยนั้น
    • อิทธิพล อำนาจ และบารมีที่เกี่ยวข้อง 
  • ลักษณะพื้นที่ วัสดุที่มีในท้องถิ่น
    • แร่ มวลสาร และวิธีการจัดหา 
  • ชุดความรู้ที่ใช้ในการสร้าง และวัตถุประสงค์ของการสร้าง
    • ทั้งความทนทาน และพุทธคุณ 
  • หลักการทางเคมี และการแปรรูปทางกายภาพ
    • ตามหลักของการใช้ความร้อน
    • และปฏิกริยาทางเคมีต่าง ที่น่าจะเกิดขึ้น
  • สภาพของการเก็บรักษา
    • ทั้งในสภาพธรรมชาติ
    • การอยู่กับตัวคนใช้ และ
    • วิธีการใช้
  • ลักษณะที่ปรากฏ ความแปรปรวนและความแตกต่างของเนื้อพระในปัจจุบัน
    • ความแข็งแกร่ง
    • ความทนทาน 

ทำให้ผมได้พบความเหมือนที่แตกต่างของความคงทนของพระเครื่อง ด้วยภูมิปัญญาต่างชุด ตามลำดับอายุของการสร้าง

จากพระรอดมหาวัน ผงสุพรรณ ซุ้มกอ นางพญา จนถึงพระสมเด็จสามวัดของท่านสมเด็จพุฒาจารย์โต

กล่าวคือ

พระรอดมหาวัน จะเป็นพระที่มีความแข็ง และทนทานต่อการสึกกร่อนมากที่สุด

เพราะ

  • ใช้แร่ดินเหนียวกรองละเอียดผสมผงหินอัคนี (ที่น่าจะบดจนละเอียดพอสมควร ตามชิ้นส่วนที่ปรากฏบนองค์พระ) และน่าจะเป็นหินอัคนีสีเขียว แอนดีไซท์ (Andesite)
  • ผสมผงพุทธคุณต่างๆ (ถ้ามี)
  • ปั้นเป็นองค์พระ โดยดินเหนียวเป็นตัวเชื่อมหลัก
  • แล้วเผาที่ความร้อนสูงกว่า 1000 องศาเซลเซียส
  • พระที่แปรรูปของเนื้อเป็นไปตามเป้าหมายจะแข็งประหนึ่งหินอัคนี มีสีเขียวเข้ม แบบหิน แอนดีไซท์
  • ที่ได้รับความร้อนรองลงมาก็จะอ่อนกว่า และเป็นสนิมเหล็กได้ง่าย
  • จนถึงที่ได้รับไปอ่อนมาก จะเป็นเนื้อดำ เหมือนอิฐที่เผาไม่สุก
  • และที่อ่อนที่สุดที่เคยเห็นนั้น ดำทั้งองค์ มีคราบแดงๆที่ผิวบางๆ เท่านั้น
  • เมื่อผ่านการใช้ ก็จะกร่อนมากน้อยตามลำดับความแข็งของเนื้อพระ คือ
    • เขียว เขียวผิวแดง แดง ส้ม ดำผิวแดง ดำคราบแดง ตามลำดับ

สำหรับพระผงสุพรรณที่เป็นพระสมัยอู่ทองนั้น เนื้อพระกลับเป็นดินดิบ ไม่มีการเผา จึงยังอ่อน หักง่าย

  • สีของพระจึงเป็นสีดินที่แท้จริง ไม่ว่าจะขาว เหลือง แดง และดำ
  • มีการคลุกผสมกับสีน้ำว่านที่เคี่ยวจนเป็นยางเหนียวน้ำมันข้น ที่เป็นตัวเชื่อมเนื้อพระให้เป็นก้อนเหนียว
  • และมีการผสมเกสรดอกไม้ในเนื้อดิน ทำให้มีลักษณะเนื้อลายๆ
  • อาจมีการอบให้น้ำว่านแพร่กระจายฉ่ำทั่วทั้งองค์
  • จึงทำให้พระมีความทนทานการแตกสลาย ผุกร่อน
  • สามารถรักษาสภาพเดิมของผิวที่เหี่ยวย่นที่มีมาแต่ในพิมพ์ต้นแบบ และความเหี่ยวที่เกิดขึ้นกับพระแต่ละองค์ ตามกาลเวลา
  • ดังนั้นความทนทานจึงขึ้นอยู่กับ ปริมาณน้ำว่าน ยิ่งมากยิ่งทน
    • เพราะเนื้อพระเองที่เป็นดิน ก็ยังมีความยุ่ยเช่นเดิม ใช้เล็บจิกหรือขูดเป็นรอยได้ 

สำหรับพระกำแพงซุ้มกอนั้น แม้จะใช้ชุดความรู้คล้ายๆกับพระผงสุพรรณ แต่ก็มีความแตกต่างในมวลสารและวิธีการสร้าง

  • ทำให้มีเพียงจำนวนไม่มากนักที่แกร่งระดับเดียวกับพระผงสุพรรณดำ
    • คือ พระกำแพงซุ้มกอดำ แดง และขาว
  • นอกนั้นจะเป็นพระสีส้มแดง มีแร่ดอกมะขามประปราย เนื้ออ่อน ยุ่ย และกร่อนได้ง่าย 
  • จากการประเมินตามหลักการสร้างพระดินดิบและแร่มวลสาร
    • ชนิดของแร่เหล็กที่ใช้ น่าจะเป็นกลุ่มแร่ทุติยภูมิสีแดง ในกลุ่ม เฮมาไทท์ (Hematite) ที่มีความเปราะ และเหล็กออกไซด์ที่มีเหล็กเข้มข้นน้อย
    • ผสมกับดินเหนียวที่ได้จากการกรองดิน
    • มักผสมกับน้ำว่าน ที่มีสีส้มแดง
      • ที่ยังรักษาสภาพผิวและศิลปะเดิมไว้ได้ค่อนข้างมาก
    • ปั้น และกดพิมพ์พระ
    • เฉพาะบางองค์ หรือบางเตาที่ได้รับความร้อน เป็นพระเนื้อแกร่ง
      • ที่จะผุกร่อนไปตามกาลเวลา
    • แต่ก็มีคราบหินปูนมาเกาะ ที่อาจมาจากในเนื้อพระ(ถ้าผสมผงปูน) หรือจากน้ำในกรุ ก็เป็นได้
    • จึงถือเป็นพระเนื้ออ่อน และผุกร่อนง่ายที่สุดในกลุ่มเบญจภาคี

สำหรับพระนางพญาพิษณุโลกนั้น แม้จะมีการใช้น้ำว่านแบบเดียวกับพระกำแพงซุ้มกอ จึงมีน้ำว่านและเม็ดทรายผสมกันการกร่อน แบบเดียวกับการผสมหินในคอนกรีตในสมัยปัจจุบัน

  • พระนางพญาส่วนใหญ่จะผสมเม็ดทราย มากบ้างน้อยบ้าง แต่จะปรากฏที่ผิวไม่มากนัก
  • มวลสารหลักน่าจะเป็นดินเหนียวในท้องถิ่น น้ำว่าน ที่มีความแข็งกว่าดินกำแพง
  • อาจมีการผสมผงปูน เพราะพระนางพญาผิวเดิมๆ จะมีคราบปูนหนามากกว่าที่จะมาจากภายนอก
  • ปั้นและกดพิมพ์
  • น้ำว่านจะออกมาคลุมผิวดินเหนียว ทำให้ผิวส่วนใหญ่จะเปลี่ยนเป็นสีแดง
  • บางองค์จะมีการใช้น้ำว่าน และดินเหนียวที่เป็นสีเขียวมอย และดำ รองลงมา บางองค์จะเป็นสีส้ม หรือส้มเหลือง 
  • ความแกร่งและทนทานจึงเป็นไปตามระดับน้ำว่าน
  • จากเขียวมอย มาหา ดำ แดง และเหลืองส้ม ตามลำดับ

สำหรับพระสมเด็จสามวัดของท่านสมเด็จพุฒาจารย์โตนั้น กลับใช้ชุดความรู้ของการสร้างพระผง ที่ใช้ความเหนียวและแกร่งของหินปูนเป็นหลัก

  • รวมทั้งความรู้ในการใช้ปูนดิบ ที่ทนทาน และแข็งแรงกว่าปูนสุก
  • แต่ต้องใช้ปูนสุก และสารเหนียวต่างๆเป็นตัวเชื่อมในเบื้องต้น
  • มีการใช้น้ำอ้อย และยางไม้ต่างๆในระยะแรกๆ
  • แต่ต่อมาใช้น้ำมันตังอิ๊วในระยะปลายๆของท่าน
  • สูตรในการสร้างน่าจะเป็นชุดเดียวกันทั้งสามวัด
  • ความแตกต่างน่าจะมาจากความสะดวกในการเตรียม และจัดหาวัสดุในการสร้างแต่ละครัั้ง
  • ผสานกับความรู้ความสามารถเฉพาะตัวของผู้จัดหาวัสดุ เตรียมและผสมให้เข้ากันก่อนการกดพิมพ์
  • จึงทำให้มีเนื้อแกร่งแบบแตกต่างกัน
  • ตามสัดส่วนของ ปูนดิบและปูนสุก ถ้ามีปูนดิบมากก็จะแกร่งมาก แบบเดียวกับหินปูน
  • ส่วนผสมต่างๆ ทำให้เกิดวรรณะของผิวพระสมเด็จ
  • ชนิดของเปลือกหอยทำให้มีสีมุกโทนต่างๆ
  • ที่ทำให้พระสมเด็จแกร่ง ทนทาน และสวยงาม เป็นที่นิยมกันทั่วไป

นึ่คือเอกลักษณ์ของ "ภูมิปัญญาไทย" ในชุดพระเบญจภาคีเนื้อดิน