ฟัง คิด ถาม จด ...ว่ากันว่าจะทำให้เราเป็นนักปราชญ์
แต่เด็กแต่เล็ก มาจนแก่เฒ่า ผมก็เชื่อ “คาถา” นี้ แต่วันนี้ ผมขอแย้งว่า เป็นระบบที่เห็นแก่ตัว อีกทั้ง กินตัวเอง
ลองคิดดูสิ...หากคนทุกคนในโลกนี้ที่อยากเป็นนักปราชญ์ ยึดคตินี้กันหมดทุกคน ผมว่าโลกเรานี้คงโง่ลงเรื่อยๆ เป็นแน่ เพราะจะไม่มี “ความรู้ใหม่” เกิดขึ้นได้เลย
ลอง “คิด” ดูสิ ถ้ามนุษย์ถ้ำ ฟัง การบรรยายของอาจารย์มนุษย์ถ้ำด้วยกัน ...จากนั้นคิดตามคตินิยมเดิมๆ ของมนุษย์ถ้ำ “ถาม” มนุษย์ถ้ำด้วยกันแบบเดิมๆ ในวงจรความรู้เดิมๆ แล้ว “จด” ไว้แบบเดิมๆ ...แล้วถามว่า มันจะมีความรู้อะไรใหม่ๆงอกเงยออกมาได้ เพราะตีกรอบตนเองไว้แค่นั้นแหละ
วัฒนธรรม “สุจิปุลิ” เป็นวัฒนธรรมตะวันออก ที่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ไทย เหมือนกันหมด คือ เคารพอาวุโส ไม่กล้าเถียง ทั้งที่การเถียงนี่แหละคือสิ่งสำคัญที่สุดที่จะทำให้เป็นนักปราชญ์ แต่เราต้อง “เถียงด้วยความเคารพ ต่อผู้รู้เขานะ” ไม่ใช่เถียงแบบยะโสโอหัง หยาบคาย ไร้สำมาคารวะ เราต้องพัฒนาวัฒนธรรมการเถียง การฟังอย่างนอบน้อม
อีกทั้งพอเรามีความรู้ใหม่ มั่นใจว่าใช่แน่ เราต้อง “พูดเขียนวาด” ให้สังคมรับรู้ ไม่ใช่เก็บงำไว้คนเดียว เพื่อที่จะได้มีการ “ ฟัง อ่าน ดู” โดยคนอื่น เพื่อพัฒนาต่อยอดทำให้เกิดนักปราชญ์ที่ฉลาดมากขึ้นเรื่อยๆ จนฉลาดกว่าเรา จนนำพาสังคมไปสู่ความรอดพ้น (salvation) ได้ในที่สุด
ดังนั้นคาถานักปราชญ์ที่ผมขอเสนอใหม่แทน สุ จิ ปุ ลิ (ฟัง คิด ถาม จด) คือ
ฟัง อ่าน ดู ...คิด ถาม เถียง ...พูด เขียน วาด
ฟังอ่านดู ...เป็นการนำเข้า ...คือนำเข้าความรู้ (วัตถุุดิบ) จากสิ่งแวดล้อม (คนสัตว์สิ่งของ) เข้ามาสู่ตัวเรา
คิดถามเถียง...เป็นผลจากการเอาความรู้ภายนอกมาบ่มรวมกับความรู้ภายในของเราเอง จนสุก (หรือเกือบสุก) แล้วแสดงออกส่งกลิ่นโชยป้อนกลับไปยังสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่ถามเฉยๆ แต่ต้องเถียงด้วยเมื่อจำเป็น (การเถียงว่าไปแล้วสำคัญที่สุด แต่ต้องเถียงแบบมีศิลปะ เถียงด้วยความเคารพ)
พูดเขียนวาด...คือหลังจากที่ได้วนกรองหยาบละเีอียด เชื่อมโยงกับสิ่งแวดล้อมจนลงตัวแล้ว ได้ความรู้ใหม่ขึ้นมา เราก็ต้องบันทึกไว้ให้สิ่งแวดล้อมได้รับรู้ เป็นการตอบแทนบุญคุณ ซึ่งกันและกัน ทำให้คนเด็กกว่า โง่กว่าเรา ได้ “ฟังอ่านดู” เพื่อนำเข้าไปพัฒนาต่อยอดต่อไป ....เป็นวงจรไม่รู้จบ
...คนถางทาง (๑ กค. ๒๕๕๕)
บทแทรก...มักมีคตินิยมกันว่า จงฟังให้มากกว่าพูด แล้วจะฉลาด ซึ่งผมไม่เห็นด้วย ..ผมว่าการพูดทำให้ฉลาดมากกว่าการฟังเสียอีก ถ้ารู้จักพูดอย่างมีสติ และ รู้จัก “ฟังตัวเอง” พูดด้วย
การเขียน การวาด ก็เช่นเดียวกัน ถ้าอ่านการเขียน มองการวาดของตนเอง จะได้ความรู้มาก บางทีความรู้ดีๆ ผุดขึ้นมาจากการสอนตนเองนี่เอง
ผมมอง ปุ ในสมัยก่อนว่า เป็นการถามโดยแยบคาย คือ ถามอย่างไรไม่ให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า บัวไม่ให้ช้ำ น้ำไม่ให้ขุ่น ซึ่งต้องอาศัยการคิดค่อนข้างมาก หากโพล่งสิ่งที่ต้องการรู้ออกไปเลย มันอาจจะทำให้คนที่ถูกถาม มองว่า ข้างๆคูๆ ไป ซึ่งเมื่อเกิดอารมณ์กันขึ้นการเรียนรู้เป็นอันจบสิ้นไปครับ ทั้งนี้การจะถามได้ต้องฟังมากกว่าพูด คือ ต้องดูจริตคนที่พูดกับเราก่อนว่าเป็นคนแบบไหน จะได้ถามได้ถูกต้องตามกาลเทศะ แล้วเมื่อได้ข้อคิดชัดเจนแล้วจึงลิขิตลงไป ซึ่งลิขิต ผมมองว่าเป็นการใช้มือบันทึก จะวาด จะเขียน จะทำอะไรก็ได้ แต่คนสมัยก่อนชอบจาร เลยเดากันว่าเป็นเขียนไป (ในพระอุโบสถก็บันทึกเป็นภาพ) ผมมองว่า สุ จิ ปุ ลิ เป็นวิธีการที่เห็นอกเห็นใจผู้อื่นมากกว่าครับ (ซึ่งผมว่ามันขึ้นกับประสบการณ์นะ ผมยังประสบการณ์น้อยอาจมองโลกในแง่ดีเกินไปก็ได้ครับ)
ท่านkrupound มองโลกแง่ดีมาก (ซึ่งเป็นสิ่งดีนะครับ)
สำหรับผมวันนี้มองว่า สุ จิ ปุ ลิ คือ หัวใจนักเรียน มากกว่า หัวใจนักปราชญ์ หรือ อีกนัยหนึ่ง เป็น subset ของ หัวใจนักปราชญ์ นั่นเอง สำหรับหัวใจนักปราชญ์อีกประการที่ผมได้ตั้งไว้ เป็น signature ในอีเมล์ของผมคือ
ใฝ่รู้ ใฝ่คิด ใฝ่ดี ...คือวิถีของนักปราชญ์
เย้ เย้ เย้ เย้ อาจารย์ ถาง ยินดีด้วย ตร้าบ เย้ เย้ เย้
หนึ่งในวิธีการบรรลุธรรมที่บัญญัติไว้ในพระไตรฯ คือ การบรรยายธรรม ...คือพอสอนคนอื่นไปพลางตนก็บรรลุไปพลาง นี่คือหลักฐานว่า "ตนสอนตน" ได้ ดังนั้นในระหว่างโพสต์ถ้าเรามีสติดี เราอาจสอนตนเองได้ จนได้รับความรูใหม่ ๆ
สำหรับผมเอง ในระหว่างบรรยายให้นศ.ฟังหน้าห้องเรียน ก็เกิดความรู้ใหม่ นับร้อยครั้ง (บางครั้งมันเกิดปิติมากๆ เพราะความรู้มันดีมากๆ แต่ลืมจดไว้ แล้วก็ลืมไปในที่สุด)
...จึ่งเห็นด้วยกับพพจ. เป็นอย่างยิ่งว่า การพูด (มาก) เป็นการเพิ่มความรู้ได้มาก (อาจมากกว่าการฟัง โดยเฉพาะถ้าฟังจากคนที่พูดไม่เป็นเรื่องเป็นราว เช่น พวกนักการเมืองทุนนิยมสามานย์ทุกวันนี้ แมร่งพูดกันยังกะนกกระจอกจ้อกกัน)
กลับมาอ่านใหม่ เมื่อกี้ดีใจเชียร์อาจารย์ถางมากไปหน่อย ลืมอ่านเลย
เมื่อก่อนตอนชลัญเรียน มัธยม นั้นมีปัญหากับครูภาษาไทยมาก เลย
เพราะคำ 4 คำ นี่แหล่ะ ที่ดันทะลึ่งไปถามอาจารย์ ว่า "ฟัง คิด ถาม จด " "สุ จิ ปุ ลิ" แล้วถ้าชลัญจะแสดงความคิดเห็น บ้างจะได้มั๊ย ก็ไม่ได้ถามน่ะ แต่แสดงความคิดเห็นน่ะ ให้ แค่ 4 เองเหรอ โดนครูภาษาไทนค้อนหมับ เลย
แฮ่ แฮ่ แฮ่ เพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่า มีคนคิดตะแบงกว่า ชลัญอีก
ฟัง อ่าน ดู ...คิด ถาม เถียง ...พูด เขียน วาด
อ.ถางนี่เอง
ชธ. มีครบ ทั้ง ๙ ข้อ ขอให้ดำรงอยู่แบบนี้ เชื่อได้ว่าอนาคต นักปราชญ์แน่ (หากผิดไปก็เป็นนักประหลาด อิอิ)
จ๊ากกกกกก์...........ชมใช่มั๊ยนี่ ........... จะดีใจดีมั๊ย นักประหลาด ..... เอ้า! ก็เข้าท่าดีนี่ เขามีแต่นักปราชญ์ เราเป็นนักประหลาดคนแรกเทห์ไม่เบา อิ อิ อิ
อ้อ! ....นักประหลาดไม่ต้องรออนาคตหรอก ตอนนี้ก็ประหลาดเต็มที เริ่มจาก พบ.ที่เป็นเด็กสมธิสั้น แถมด้วย pks น่ะ ประหลาดมั๊ยล่ะ
อืมม.... ผมว่า สุ จิ ปุ ลิ ครอบคลุมที่อาจารย์เขียนหมดแล้วนะครับ
ผมอ่าน (สุตะ) แล้วขอเขียน (ลิขิต) เถียงอาจารย์ว่าการถาม (ปุจฉา) นี่ไม่น่าจะหมายความว่าเป็นการถามด้วยการเห็นด้วยแต่อย่างเดียวนะครับ ผมคิด (จินตะ) แล้วมันน่าจะรวมการไม่เห็นด้วยไว้ด้วยครับ
จาก "ฟัง อ่าน ดู ...คิด ถาม เถียง ...พูด เขียน วาด" ของอาจารย์
ผมว่า "สุตะ" น่าจะคลุมความหมาย "ฟัง อ่าน ดู" หมดแล้ว สิ่งที่ต่างก็แค่สื่อที่ต่างกัน ส่วน "คิด" นี่ตรงกันกับจินตะ แล้ว "ถาม เถียง" นั้น ถ้าปุจฉาไม่ได้หมายความว่าถามด้วยความเห็นด้วยอย่างเดียวก็คลุมเหมือนกัน ท้ายสุด "ลิขิต" ในปี 2012 นี้น่าจะรวมการบันทึกในสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภาพ เสียง หรือตัวอักษร ครับ
รออาจารย์วิสัชนาครับ
ดร. ธ. ครับ ต้องดู เจตนารมณ์ ของคนคิดต้นฉบับครับ ว่าครอบคลุมเพียงใด
พพจ. ทรงเป็นเผด็จการ เป็นพหูสูต สัพพัญญู (ยกยอกันเข้าไป) ไม่เคยมีใครเถียงชนะท่าน แล้วใครจะกล้าเถียง
การจด ไม่มี ให้ท่องคัมภีร์ (สวด) ลูกเดียว (ส่วนฮินดู เขาจดคัมภีร์พระเวทมานานก่อนหน้านี้)
การคิด (จิ) ก็ต้องคิดตามท่านเท่านั้น หากผิดไปจากนั้น ถือว่าเป็น มิจฉาทิฐิ
ส่วนฝรั่งนั้น แม้ศาสนาเขาจะด้อยกว่าเราด้านตรรกะ แต่เขามีทฤษฎี free will นะ ทำให้ กล้าถาม เถียง จนวันนี้พระเจ้าสะดุ้งแล้ว อิอิ
สวัสดีค่ะพี่คนถางทาง คนส่วนใหญ่ชอบวาด เขียน แต่มักจะให้คนอื่นดู วิเคราะห์ วิจารณ์ แต่ตัวเองกลับไม่ค่อยจะดูงานของตนเองสักเท่าไหร่ จึงคิดว่าดีแล้วไม่มีการปรับปรุงิแก้ไขหรือเพิ่มเติม จึงได้แค่ผลงานแบบเดิมๆไม่ก้าวหน้าพัฒนา เหมือนประเทศไทยอยู่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาตั้งแต่หนูเรียนชั้นประถมฯค่ะพี่ ตอนนี้จัดอยู่ในกลุ่มใดหรือคะ
"สุ จิ ปุ ลิ" ต้องเปลี่ยนใหม่ว่า เป็นพื้นฐานการเป็นนักปราชญ์ .นะครับ เพราะนักปราชญ์ จะต้องรู้จักเถียง นักเรียนยังไม่กล้าเถียงครู ด้วยความรู้ยังไม่ถึง นักปราชญ์ ยิ่ง อาจารย์ ใน มหาวิทยาลัย ลองเถียง ไม่ได้จบพร้อมเพื่อน แน่ ๆ
เวลาผมคิดอะไรออกมาใน gtk ก็มีสองสามท่าน ที่กล้าเถียง เช่น ท่าน ดร.ธ. ท่าน sr หรือแม้แต่ศิษย์เอก เช่น ชธ. ซึ่งผมชอบมาก เพราะมันทำให้ผมเอาไปคิดต่อ ว่า เออ...มันมีช่องโหว่อยู่นะ
แต่นิสัยคนไทยส่วนใหญ่ อย่าว่าแต่เถียง เห็นชื่อเรื่อง ก็ไ่ม่อยากอ่านแล้ว (เพราะดูไม่น่าสนุก) สำมะหาอะไรกะจะเอาไปคิดเพื่อเถียง
แล้วแบบนี้ยังสะเออะจะไปใช้ ปชต. แบบฝรั่ง ที่มีฐานมาจากการ "เถียง"
ขอบคุณ อ.ถางมากเลยต่ะที่บอก ชอบในการเถียงของศิษย์ แต่เท่าที่ชลัญเจอมา เมื่อเขาตอบชลัญไม่ได้ เขาบอกว่าชลัญก้าวร้าว น่ะ จะมี อ.กี่ท่านที่บอกว่าศิษย์เถียงแล้วดี จะมี อ.กี่ท่านทีจะไปหาคำตอบมาให้ศิษย์
อย่างตอนนี้ ชลัญยังกล้ำกึ่ง ในการเรียนต่อระดับปริญญาโท เพราะคิดว่าถ้าชลัยไปเรียน คงไม่จบ เหมือนที่ท่าน
กล่าว ลองเถียงคงไม่จบ เพราะมีพี่ ที่กำลังเรียนรู้ ลาเรียนซะด้วย เพิ่งสอบโครงร่างวิจัย ตอนนี้ยังหาค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมืออยู่เลย หมดเวลาลาเรียนแล้วด้วย เหตุเพราะ พี่เขาเล่าให้ฟังว่า ตอนเรียนวิจัยนั้น พี่เขาสนใจเรื่องเบาหวานความดัน แต่ อาจารย์ที่ปรึกษานั้น ได้รับ นศ อีกคนไปแล้ว จึงไม่ยอมรับอีก พี่เขาจำใจต้องทำวิจัยในเรื่องที่ไม่ชอบ เพราะอาจารย์อีกท่าน มีเครื่องมือไว้ให้พร้อม แล้ว เพียงแต่มาหาค่าความเชื่อมั่น และศึกษาวิจัยเท่านั้น แต่ด้วยความไม่ชอบ และ ไม่ถนัด การเขียนโครงร่างมันก็ไม่ลื่น แก้แล้วแก้อีก ชลัญก็เลยถามพี่เขาว่า ตกลงวิจัยพี่ หรือวิจัยอาจารย์ แล้วเวลาจบมาพี่เขาต้องทำงานอยู่กันเรื่องไม่ชอบตลอดชีวิตเพราะทุกคนเข้าใจว่าพี่เขาเก่งด้านนี้ ชลัญว่าน่าสงสาร ชลัญงงในระบบมหารวิทยาลัย ในเมื่อเราเข้าไปศึกษาทำไมต้องตีกรอบแนวคิด จริงๆ มหาวิทยาลัยน่า จะต้องรองรับแนวคิด ของ นศ.ให้ได้ อย่างงี้ก็เท่ากับไปทำวิจัยให้อาจารย์ แล้วเอาเงินค่าเทอมเราไปจ้างจบ จบมาทำงานไม่รู้เรื่องคือเก่า ชลัญงง ก็เลยยังไม่กล้าเลือกเรียนที่ไหน น่ะ อ.ว่าชลัญคิดบ้าๆมั๊ย ตอนนี้ใจ ไป เทคโนโลยีและสารสนเทศมากกว่า พบ.อีก กำลังเล็งๆ มทส.เหมือนกัน แต่ก็นั่นแหล่ะ กลัวพี่ pks แกไม่ปล่อยชลัญด้วยน่ะ ..ดูท่าจะจบแค่ตรีนี่กระมัง เฮ้ย! ชลัญธร
ใช่ครับท่านแว่นธรรมทอง การเถียงเนี่ยแหละคือหัวใจนักปราชญ์ที่สำคัญที่สุด พวกนักปราชญ์กรีกโบราณเจริญถึงขีดสุดได้นั้น โรงเรียนของเขาต้องบรรจุหลักสูตรการเถียง (โต้วาที) เป็นวิชาสำคัญที่สุดก็ว่าได้ การเถียงเป็นการให้สองต่อ คือให้ทั้งตนเอง และให้ทั้งผู้ที่เราเถียง มันเป็ปุ๋ยทางปัญญาที่ดีทีสุดก็ว่าได้
สุดท้ายนักปราชญ์ต้อง "สอน" ให้คืนแก่สังคม เพราะไม่มีใครเป็นนักปราชญ์มาแต่ท้องแม่ ต่างก็มาดูดซับความเป็นปราชญ์ไปจากสังคมนั่นแหละ ดังนั้นสังคมย่อมฉลาดขึ้นเรื่อย ๆเมื่อเวลาผ่านไป
ปราชญ์ยุคหลังๆ ก็ยิ่งต้องฉลาดกว่าปราชญ์ยุคก่อนๆ เพราะมีฐานความรู้ที่กว่างกว่า
ฟัง อ่าน ดู ...คิด ถาม เถียง ...พูด เขียน วาด
ว่ากันว่าครูฝรั่งจะให้ A ตรงที่เถียงเก่ง ๆ นักศึกษาไทยใครเถียงเก่ง
ยากที่จะได้ A จริงไหมครับ
การสอนที่ดี น่าจะอยู่ที่การยั่วยุให้เด็ก ๆ เถียงเก่ง ๆ
โตไป จะไม่หงอย แต่การเถียงนั้นเหมือนที่ท่านว่า ต้องมีสัมมนาคารวะด้วย
แล้วจะช่วยให้อยู่รอดปลอดภัย
กทน. คนถางทางครับ ขออนุญาตนำไปช่วยราชการงาน ยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนซะหน่อยนะครับ อยู่ที่นี่ครับ http://www.boonyaras.net/webboards/942966/ทบทวน-สุจิปุลิ.html
จะได้เป็นนักปราชญ์แท้ โดยทั่วกัน
ขอบคุณครับ
ความเห็นอาจารย์ถางยังมีที่ว่างให้คิดเยอะ นับเป็นวิธีแลกเปลี่ยนที่ฉลาด ถ้าเป็นมวยก็ไม่ตั้งการ์ด รอสวนอย่างเียว ยกเว้นโดนหมัดหลง ครับ